การจัดการบริการสุขภาพในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่ต้องให้ประชาชนได้รับบริการที่ครอบคลุมเหมาะสมและ    มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนที่เจ็บป่วยได้รับการดูแลรักษาและมีการรับส่งต่อกลับที่ถูกต้องด้วยความปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ดังนั้นการจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยเมื่อเกินศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละระดับและการส่งกลับเพื่อการดูแลต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีการวางระบบเชื่อมโยงกันระหว่างสถานบริการแต่ละระดับ

          ปัญหาความไม่พร้อมในระบบบริการสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก อาทิ ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ การขาดแคลนแพทย์สาขาเฉพาะทางที่จำเป็น

          ปัญหาความไม่พร้อม ปัญหาขาดแคลนแพทย์และพยาบาล ในโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาแพทย์กลัวการฟ้องร้อง ทำให้มีการส่งต่อผู้ป่วยจำนวนมาก เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยกับโรงพยาบาลที่ส่ง     ผู้ป่วย เกิดปัญหาระหว่างแพทย์ของโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง บางครั้งเกิดปัญหาไม่มีเตียงรับผู้ป่วย ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดต่อประสานงานเพื่อการจัดหาเตียงรับผู้ป่วยเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย นอกจากนั้นยังมีปัญหาในด้านการจัดการที่มีประสิทธิภาพทำให้ผู้ป่วยเสียเวลาเสียโอกาสที่ดีในการรับการรักษา เสียประโยชน์สูงสุดในการรับบริการ ขาดความสะดวกในการรับบริการ

         ดังนั้นเพื่อลดปัญหาต่างๆ ดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบริการที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน เพื่อการประสานการดูแลผู้ป่วยระหว่างสถานบริการระดับต่างๆ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายให้พัฒนาระบบการส่งต่อ      ผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ป่วย ส่งผลที่ดีระหว่างสถานบริการแต่ละระดับ ลดปัญหาในระบบส่งต่อที่มีในปัจจุบัน

คำจำกัดความ

   ระบบส่งต่อ หมายถึง การส่งต่อผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ เพื่อขอรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระหว่างสถานบริการสาธารณสุข ตั้งแต่ก่อนการส่งต่อ ขณะส่งต่อและรับการส่งต่อ

  การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข หมายถึง การส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูสภาพ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

  การส่งต่อระหว่างสถานบริการสาธารณสุข หมายถึง การส่งต่อทั้งไปและกลับ จากสถานบริการ

สาธารณสุขตั้งแต่สถานบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิถึงตติยภูมิ


ความสำคัญของระบบส่งต่อ

·  สถานบริการสาธารณสุข มีระดับขีดความสามารถให้บริการผู้ป่วยแตกต่างกัน : ระดับปฐมภูมิ  ทุติยภูมิ และตติยภูมิ

·  กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการระบบส่งต่อผู้ป่วยในประเทศไทย

·  มีปัญหาภาระงานและความขัดแย้ง ขาดการประสานงาน การช่วยเหลือและความเข้าใจกัน

·  ต้องการพัฒนาโครงสร้างการส่งต่อตั้งแต่ ระดับเขต จังหวัด และสถานบริการสาธารณสุข

·  ให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสถานบริการ ซึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการบริการผู้ป่วยและผู้รับบริการอย่าง  เหมาะสม ปลอดภัย และได้มาตรฐาน

ขอบเขต

  การส่งต่อผู้ป่วย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ผู้ป่วยฉุกเฉิน หมายถึง ผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤติและฉุกเฉินจำเป็นต้องนำส่ง และการดูแลโดยสถานบริการสาธารณสุข

  2. ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน หมายถึง ผู้ป่วยที่ไม่เข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉิน

การพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย

         จากการศึกษาข้อมูลพบว่าโรงพยาบาลภายในประเทศไทยมีการใช้งานระบบสารสนเทศโรงพยาบาล  (Hospital Information System, HIS) ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น โปรแกรม HOSxP มีร.พ.ที่ใช้งาน 314 แห่งทั่วประเทศ, โปรแกรม HospitalOS  มี ร.พ.ใช้งานมากกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ และโปรแกรม EMR Soft  เป็นต้น ยังไม่ปรากฏว่า มีการใช้งานโปรแกรมการส่งต่อผู้ป่วยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากจุดนี้เอง จึงเป็นแนวคิดริเริ่มในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้การส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการสำรองข้อมูลเก็บไว้ โดยโรงพยาบาลต้นทางที่เป็นผู้ส่ง   และโรงพยาบาลปลายทางที่เป็นผู้รับสามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังและสรุปผลรายงานได้อย่างรวดเร็ว

         จากข้อมูลข้างต้น พบว่ามีการใช้งานโปรแกรม HOSxP กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็น open source ที่สามารถนำมาศึกษาและเรียนรู้กระบวนการเก็บข้อมูลลงฐานข้อมูลได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงใช้ข้อมูลและ meta-data บางตัวจากโปรแกรม HOSxP เป็นแหล่งอ้างอิงในการพัฒนาและต่อยอดการทำระบบส่งต่อผู้ป่วย




ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน  (Emergency Medical Services)

           เป็นบริการที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยฉุกเฉิน โดยไม่คิดมูลค่า มีระบบการแจ้งเหตุที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย มีศูนย์รับแจ้งเหตุสามารถให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ     โดยบุคลากรที่มีความรู้และยานพาหนะที่มีความพร้อมไปให้การรักษา ณ จุดเกิดเหตุ ภายในเวลาอันรวดเร็ว           โดยมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ

ขั้นตอนการทางานของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

  แบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ

1. การเจ็บป่วยฉุกเฉินและการพบเหตุ  (Detection)

·  การเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นเหตุที่เกิดขึ้นเกินอย่างไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ แม้ว่าจะสามารถเตรียมการป้องกันได้ก็ตาม

·  การที่สามารถบอกได้ว่าเหตุนั้นๆ เป็นเหตุฉุกเฉินควรขอความช่วยเหลือ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

·  อาจเป็นผู้เจ็บป่วยเองหรือคนข้างเคียง

·  เป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งต่อชีวิตของผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

2. การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ  (Reporting)

·  การแจ้งเหตุที่รวดเร็ว

·  ระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

·  มีหมายเลขที่จำได้ง่าย

·  เป็นประตูเข้าไปสู่การช่วยเหลือที่เป็นระบบ

·  ผู้แจ้งเหตุควรมีความรู้ความสามารถในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

·  สามารถในการให้การดูแลขั้นต้นตามความเหมาะสม

3. การออกปฏิบัติการของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน  (Response)

·  หน่วยปฏิบัติการซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

         ระดับ Advanced Life Support

         ระดับ Basic Life Support

·  ศูนย์รับแจ้งเหตุจะต้องคัดแยกระดับความรุนแรงหรือความต้องการของเหตุและสั่งการณ์ให้หน่วยปฏิบัติการที่เหมาะสมออกปฏิบัติการ

4. การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ  (On scene care)

·  การประเมินสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยของตนและคณะ

·  ประเมินสภาพผู้เจ็บป่วยเพื่อให้การดูแลรักษาตามความเหมาะสม

·  ให้การรักษาพยาบาลฉุกเฉินตามที่ได้รับมอบหมายจากแพทย์ผู้ควบคุมระบบ

·  จะไม่เสียเวลา ณ จุดที่เกิดเหตุนานจนเป็นผลเสียต่อผู้ป่วย

·  ผู้ป่วยบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจะเน้นความรวดเร็วและวิธีการลำเลียงให้ถูกวิธี

5. การลำเลียงขนย้ายและการดูแลระหว่างนาส่ง  (Care in transit)

·  ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำเติมต่อผู้เจ็บป่วย

·  ผู้ลำเลียงขนย้ายจะต้องผ่านการฝึกอบรมเทคนิควิธีมาเป็นอย่างดี

·  ขณะขนย้ายจะต้องมีการประเมินสภาพผู้เจ็บป่วยเป็นระยะๆ

·  ปฏิบัติการบางอย่างอาจอาจกระทำบนรถในขณะลำเลียงนำส่งได้ เช่นการให้สารน้ำ การดาม

6. การนำส่งสถานพยาบาล  (Transfer to definitive care)

การนำส่งไปยังสถานที่ใดเป็นการชี้ชะตาชีวิตและมีผลต่อผู้เจ็บป่วยได้เป็นอย่างมากควรคำนึงถึง

·  เวลาที่อาจจะต้องเสียไป

·  ความสามารถของสถานพยาบาล

·  ความพร้อมของสถานพยาบาล

·  ระยะทาง

·  ประวัติอดีต

·  สิทธิและความต้องการของผู้ป่วย 



บุคลากร

·  แพทย์

·  พยาบาล

·  เวชกรฉุกเฉินขั้นสูง  (EMT-Paramedic)

·  เวชกรฉุกเฉินระดับกลาง  (EMT-Intermediate) (2 year)

·  เวชกรฉุกเฉินระดับพื้นฐาน  (EMT-Basic) (110 Hrs)

·  บุคลากรด่านหน้า  (First Responder) (16 Hrs)

การเตรียมพร้อมสำหรับออกปฏิบัติการ

  1. บุคลากร

  2. วัสดุอุปกรณ์

  3. การตรวจสอบความเรียบร้อยประจำวัน





สรุปการบรรยายโดย : นายมณุเชษฐ์  มะโนธรรม นักศึกษาปริญญาโท

ผู้บรรยาย :  รศ.ดร.นพ.สมเดช พินิจสมุทร

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การจัดการระบบส่งต่อผู้ป่วยและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS and Referral management)  

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.emit.go.th/main/system/index.aspx