ชัดเจนอย่างยิ่งว่าการกำหนดแนวทางและวัตถุประสงค์ในการเดินทางสู่ค่ายวรรณกรรมครั้งนี้ ได้ถูกวางไว้อย่างกว้างๆ แต่คิดว่าคงไม่หนักหน่วงเกินไปสำหรับนิสิต ในการเรียนรู้ แบบ “บันเทิงเริงปัญญา”


วันที่ ๒๑-๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ ผมคงต้องเดินทางฝ่าสายลมที่ไม่ค่อยจะหนาวเท่าใดของจังหวัดบุรีรัมย์ มุ่งหน้าสู่ เรือนภูงามรีสอร์ท วังน้ำเขียว นครราชสีมา ด้วยภารกิจหลักที่ต้องนำพานักศึกษาวิชาเอกภาษาไทยเข้าสู่ค่ายวรรณกรรม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ แล้วที่ผมเองต้องฝ่าฟันอุปสรรคในการทำกิจกรรมเพื่อนิสิต ด้วยความท้าทายต่อความรู้สึกตนเองที่จะต้องนำพาเอาความหวังของนักศึกษาครึ่งร้อยไปเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน


               ครั้งนี้ เรากำหนดหรอบกว้างๆของกิจกรรมเอาไว้ว่า “เรื่องเล่า กวี ดนตรี และธรรมชาติ” หลังจากที่เมื่อเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา ผมก็คือผู้ที่นำพาพลังนักศึกษาทั้งมวลไปเรียนรู้เรื่องการเขียน เรื่องสั้น บทกวี และสารคดี  ณ สถานที่แห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่ง เรามีทีมงานทัพนักเขียนมืออาชีพที่มากประสบการณ์มาเสริมหนุนความฝันนั้นเต็มที่ แต่ในทางกลับกัน ผลที่สะท้อนคืนมาในครานั้น ผมกลับรู้สึกว่านักศึกษาเองเขายังก้าวไม่ถึงขั้นนั้นเสียทีเดียว แต่ก็ยังแอบยิ้มให้แก่ความสำเร็จทางความคิดตนเองนิดๆว่า...”อย่างน้อย กระบวนการที่ผมโยนลงสู่กระบวนการ แบบ โยนหินถามทาง ก็มีแรงกระเพื่อมเกิดขึ้นบ้าง” เพราะสุดท้ายผมพยายามเข็ญใสให้นักศึกษาเขียนเรื่องราวที่เขาได้อยู่กับพี่ๆเหล่านักเขียนตั้ง ๒ วันนั้นส่งเป็นเรื่องราวค่าย  นักศึกษาบอกว่า ไม่เข้าใจในความมุ่งหวังว่าเราจะให้เขาตั้งหน้าตั้งตาเขียนอะไรนักหนา เขาอยากจะไปเที่ยวเสียมากกว่า ซึ่งผมเองไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเด็กที่ต่อว่าเช่นนั้น ผมกลับดีใจที่เขาระบายความรู้สึกนั้นออกมา จนแล้วจนรอดความรู้สึกที่อัดอั้นอยากจะหลุดพ้นจากการเรียนเพื่อเที่ยวก็คือแรงบันดาลใจให้เกิดวาทกรรม “เรื่องเล่าค่ายวังน้ำเขียว” ที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่น้อยใจต่อการเดินทางไปค่ายครั้งนั้น แต่ทว่านั่นคือเรื่องราวที่ทรงพลังอย่างยิ่งที่ทำให้ผมต้องพานักศึกษาเดินทางกลับไปที่นั่นอีกครั้ง


  เรื่องของวังน้ำเขียว พื้นที่ทางธรรมชาติที่สดชื่นและยังคงความอุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในธรรมชาติอันหนาวเย็นและที่สำคัญคือผมมองว่าที่นั่นเหมาะสมที่จะเป็นสถานที่เรียนรู้ของนิสิตได้เป็นอย่างดี ทั้ง เรื่องเล่า กวี ดนตรี และธรรมชาติที่สมบูรณ์ เพราะจุดประสงค์ของการเดินทางไปเรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติครั้งนี้ โจทย์สำคัญที่ผมและพี่ๆมองแล้วว่าเหมาะสมแก่นักศึกษาในการเรียนรู้มากที่สุดคือ

  เรื่องเล่า งานเขียนแบบอิสระที่ทุกคนสามารถสร้างสรรค์งานตามจินตนาการของตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ที่ผมไม่เรียกให้เป็น เรื่องสั้น หรือความเรียงนั้นเห็นว่าน่าจะเป็นขั้นสูงในการเรียนรู้จนเกินไป

  บทกวี ความจริงมุ่งหวังให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนที่มีทั้งรูปแบบฉันทลักษณ์และไร้ฉันทลักษณ์

  ดนตรี ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และผ่อนคลายด้วยดนตรีตามแนวทางของชาวค่ายวรรณกรรม จากประสบการณ์ของตนเองที่สัมผัสมาแล้วตั้งแต่อดีตสมัยเรียน ที่ยังจดจำอยู่มิลืมเลือน

  ธรรมชาติ ผมกำหนดให้ธรรมชาตินี้เป็นเสมือนหัวใจหลักของการไปค่ายวรรณกรรมครั้งนี้ เพราะผมเชื่ออย่างสนิทใจว่าธรรมชาติมีพลังที่ยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนอารมณ์สุนทรียในตัวของมนุษย์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้


              ชัดเจนอย่างยิ่งว่าการกำหนดแนวทางและวัตถุประสงค์ในการเดินทางสู่ค่ายวรรณกรรมครั้งนี้ ได้ถูกวางไว้อย่างกว้างๆ แต่คิดว่าคงไม่หนักหน่วงเกินไปสำหรับนิสิต ในการเรียนรู้ แบบ “บันเทิงเริงปัญญา” (แนวคิดหลักของพี่พนัส ปรีวาสนา เมื่อครั้งอยู่ที่กองกิจการนิสิต มมส) และผมหวังอย่างยิ่งว่าการเดินทางสู่ค่ายวรรณกรรมในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางตามเส้นทางการพัฒนาความเป็นนักศึกษาที่สมบูรณ์ ตามแนวทาง คนภาษาไทย อย่างมีความสุข