การโกงกับการยอมให้โกง..อันไหนโกงกว่ากัน


สังคมมนุษย์อุปมาดั่งร่างกาย การที่เราไม่ยอมต่อสู้กับการโกงนั้น อุปมาดังว่า ร่างกายไม่ยอมต่อสู้เชื้อโรค ไม่ส่งระบบภูมิคุ้มกันออกไปต่อสู้เชื้อโรคที่ประดังกันเข้ามาทุกทิศทาง เท่ากับว่าสังคมนี้เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (หรือโรค เอดส์ นั่นเอง)

การโกงกับการยอมให้โกง..อันไหนโกงกว่ากัน

คนไทยเราส่วนใหญ่ ประณามการโกงของผู้มีอำนาจทางการเมือง  การปกครอง หรือแม้อำนาจเงิน เช่น นักการเมือง ข้าราชการ และ พ่อค้า


แต่สิ่งที่เรามักมองไม่เห็นคือคนไม่มีอำนาจก็โกง  เช่น ชาวนาโกงน้ำหนักข้าวเปลือกที่จะไปขายโรงสีด้วยการเอาเศษหินดินท่อนฟางปนใส่ลงไปเกินธรรมชาติ  (ส่วนใหญ่ทำกันเสียด้วย...แต่ส่วนใหญ่คนไปด่าโรงสีว่าโกงตาชั่งเสียมากกว่า ทั้งที่เลวพอกัน)  ชาวนาดีก็พอมี โรงสีดีก็พอมี  แต่ที่เลวนั้นสัดส่วนพอกัน


มันเป็นธรรมดาของประเทศนี้ที่ความเลวระบาดได้เร็วกว่าความดีเสมอ


แรงงานขั้นต่ำก็โกง  ไม่เชื่อลองไปจ้างคนมาทำงานสิ  มันอู้งานกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น จ้างคนสวนมาทำสวน  จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้าน  มันนอน ดูทีวี  ฟังวิทยุกันเสียครึ่งเวลาทำงานเห็นจะได้


แม้แต่นักเรียนนักศึกษาก็โกง เช่น ไม่เข้าเรียน นั่งหลับ คุยกัน ไม่สนใจเรียน (นี่คือการโกงทางอ้อม ลองคิดเชื่อมโยงดูให้ออกสิ) 


ครูก็โกง  เช่น  ไม่ใช้เวลาสะสมความรู้ เตรียมการสอน ให้สมกับตำแหน่ง แต่หันเอาไปแสวงหาความสุข เงิน อำนาจ เพื่อประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์นักเรียน

พระก็โกง..เช่น บอกบุญ  บอกสวรรค์  อยู่นั่นแหละ แต่ความพอเพียงไม่สอน

หมอก็โกง...เช่น จ่ายยาราคาแพงเกินจำเป็น และมากเกินไป จนกินยาแทนข้าวได้ โดยเฉพาะรพ.เอกชน 

วิศวกร..ก็โกง เซ็นอนุญาต สร้างโน่นนี่นั่น (อาคาร ถนน ไฟฟ้า  หม้อน้ำ โรงจักร ระบบกำจัดของเสีย)  แล้วรับเงินใต้โต๊ะ

กระทั่งสุดยอดสมองของสังคม คือระบบวิจัย  ก็โกง ด้วยการติดสินบน ..ไม่งั้นไม่ได้โครงการวิจัย


คือมันโกงกันทั้งระบบตั้งแต่รากหญ้า ต้นหญ้า ยันยอดหญ้า ดอกหญ้า  ใครไม่โกงก็  “โง่ เจ็บ จน”  ไปสิ  ก็เป็นหมอเท้าเปล่า ดร.รากหญ้า พระป่าบ้านนอกไร้สมณศักดิ์  หรือ ปราชญ์ชาวบ้านกันไป เป็นอย่างมาก  ไปสิ


แต่ ผมว่า การโกงนั้นมันยังเรื่องจ้อย  แต่การ “ยอมรับการโกง”  นี่สิ ผมว่ามันร้ายกว่าการโกงหลายเท่า


ซึ่งคนไทยเรานั้นมีนิสัย ยอมรับการโกง มากอย่างน่าตกใจ  เช่น ยอมให้ตำรวจไถเงินกลางถนนได้อย่างสยบยอม ไม่มีการต่อสู้ใดๆ  หากมีการต่อสู้ก็ต้องต่อสู้ไปแบบเดียวดาย เสี่ยงภัยอันตรายไปคนเดียว โดยไม่มีเพื่อนมาให้กำลังใจ อย่าว่าแต่ร่วมต่อสู้ด้วยเลย  ...เรื่องการยอมให้โกงในประเด็นอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน


ขนาดมีคนกล้าเสี่ยงภัย  ออกมาปาวๆ ประกาศให้ออกมาแสดงพลังร่วมกันเพื่อต้านการโกง ก็ยังมีคนทั้งประเทศออกไปร่วมน้อยมาก


สังคมมนุษย์อุปมาดั่งร่างกาย การที่เราไม่ยอมต่อสู้กับการโกงนั้น อุปมาดังว่า ร่างกายไม่ยอมต่อสู้เชื้อโรค ไม่ส่งระบบภูมิคุ้มกันออกไปต่อสู้เชื้อโรคที่ประดังกันเข้ามาทุกทิศทาง  เท่ากับว่าสังคมนี้เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  (หรือโรค เอดส์ นั่นเอง)  ....แบบนี้ถามว่าแล้วมันจะรอดหรือ  หากขาดการอัพยาเมื่อไร ก็คงไปเมื่อนั้น


ที่สังคมฝรั่งเขาเจริญมาได้ทุกวันนี้ ปัจจัยสำคัญคือ การต่อต้านการโกงนี่เอง ถ้าเราลดการโกงลงได้เพียงอย่างเดียว  สิ่งดีๆอีกร้อยอย่างจะตามมา ตั้งแต่รากหญ้า ยันดอกหญ้า จนสังคมไทยจะเจริญกว่าฝรั่งได้แน่นอน เพราะคนไทยเราคิดเก่งทำเก่งกว่าฝรั่งมานมนานหลายพันปี เพิ่งมาแพ้เขาในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง


การโกงคือกิเลสที่จรมาเหมือนเชื้อโรค  เราคงขจัดมันให้สิ้นซากไม่ได้หรอก แต่เราต้องต้านการโกงให้อยู่ ลดระดับ กำจัดมันให้อยู่ในระดับปลอดภัยเพื่อรักษาสุขภาพสังคม


คนไทยเราวันนี้บางกลุ่ม บางพวก  นอกจากไม่ต่อต้านการโกงแล้ว  ยังไปสนับสนุนคนโกงเสียอีก ..เฮ้อ...ก็ต้องอดทนแบบหลวงพ่อคูณ  ทนเคาะกะโหลกกันไป  เท่ากับเป็นการสร้างบารมี


...คนถางทาง (๑๔ ธค. ๒๕๕๕)  


หมายเลขบันทึก: 511948เขียนเมื่อ 14 ธันวาคม 2012 05:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ธันวาคม 2012 19:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

มาภูมิคุ้มกันการโกงค่ะ  

เอ!  หมอโกงเป็นหมอเท้าเปล่า ถ้า พบ.ไม่โกงเป็นไรดีน๊า

พยาบาล togtoy ดีไหม อิอิ  ฟังดูเท่ห์ดีนิ

บางเรื่อง เราก็สมยอมให้โกง เพื่อ เรื่องราวต่างๆ จะได้ผ่านๆไป ไม่เสียเวลา และไม่เสียอารมณ์  -- อันนี้ยอมรับอ่ะ

ต้องเปลี่ยนวัฒนาธรรมใหม่ครับ

แต่ต้องใช้เวลามากเลยครับ

ถ้าเริ่มต้นตอนนี้ ทุกคนต้องร่วมมือกันครับ


คงเป็นเพราะความกลัวการเสี่ยงภัยนี่ละครับ

อย่างมหาวิทยาลัยทางใต้แห่งหนึ่ง (ฮะแฮ่ม ไม่ระบุชื่อ) มีคณาจารย์ที่มีหัวคิดทางการเมืองอยู่มาก เรียกว่าถ้าเป็นการเมืองระดับประเทศพวกเขาจะมีความคิดเห็นรุนแรงแถมด้วยการต่อต้านประท้วงแบบต่างๆ ดูแล้วน่าชื่นชมในความกล้าหาญอย่างยิ่ง

แต่พอประเด็นการเมืองท้องถิ่นนั้นแทบจะไม่เห็นมีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งนั้นคนไหนออกมาแสดงท่าทีเหมือนกับที่แสดงต่อการเมืองระดับประเทศเลย ทั้งๆ ที่การเมืองท้องถิ่นนั้นรุนแรงไม่ได้แพ้การเมืองระดับประเทศ เผลอๆ จะแรงกว่า

ผมเองก็ไม่กล้าถามว่าทำไมถึงไม่เสมอต้นเสมอปลายเช่นนั้น

ผมกลัวเขาจะตอบว่า "คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก" (ฮา)

บางครั้งรู้ทั้งรู้.. แต่จำใจยอม.. 

บ่อยครั้งเต็มใจ นานๆครั้งตั้งใจ..

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี