พูดถึงการทำนาแล้วแรกทีเดียวลูกชาวนาอย่างผมไม่อยากทำเลยเพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยจะตายเวลาคิดถึงช่วงวัยเรียนตอนที่ช่วยครอบครัวทำนาในช่วงวันหยุด ครอบครัวผมเองก็ไม่เคยบอกว่าอาชีพทำนานี้ดีต้องกลับมาช่วยกันทำนา
มีแต่ย้ำตลอดเวลาว่าให้พยายามตั้งใจเรียนโตขึ้นจะได้ไม่ต้องทำนาเหนื่อยยาก ให้ไปเป็นเจ้าเป็นนายและอีกคำที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกฮึมเหิมคือ“ใหญ่กล้าหน้าบาน”
ผมทำตามที่ได้รับการสั่งสอนอบรมจากครอบครัวได้เป็นอย่างดีสร้างความพึงพอใจให้ครอบครัวและตัวเองด้วยการเรียนจบมหาวิทยาลัย มีงานทำและส่งเงินเดือนช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่เริ่มทำงานเดือนแรก
แม้จะไม่มากเพราะเงินเดือนไม่มากแต่ก็สุขใจที่ได้ทำ รู้สึกภาคภูมิใจและที่สำคัญคือไม่ต้องทำนาให้คนดูถูกว่าไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
คนลูกทุ่งอย่างผมสัมผัสพื้นที่โล่งเป็นปกติเพราะเกิดบริเวณส่วนหนึ่งของทุ่งกุลาร้องไห้ พอจำเป็นต้องมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ และทำงานในตึกแถวสีลมหรือในโรงงานที่มีพนักงานนับพันนับหมื่นในนิคมอุตสาหกรรม
อะไรมันก็ดูติดขัดคับคั่งมากกว่าความจริงที่เห็น ต้องพยายามฝืนใจอดทนอย่างหนักในการเดินทางและการทำงาน
เวลาดูสารคดีหรือละครฉากที่มีพื้นที่โล่งสวยงามแล้วฝันอยากจะออกจากเมืองทุกที ความรู้สึกนี้สะสมมาเรื่อยจนผมอายุ 38 ปีจึงขอลาออกจากงานเพื่อไปทำกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ที่ชนบทในต่างจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างเพราะมีความคิดว่าต้องรีบทำก่อนที่จะอายุมากเกินจนไม่มีแรง
ในช่วงที่เริ่มทำผมก็ทำกิจกรรมการเกษตรหลายอย่างที่คิดอยากทำเช่นปลูกกล้วยปลูกต้นไม้ ทำปุ๋ยหมักต่าง ๆ ยกเว้นทำนา แต่มีปัญหาตอนไปหาซื้อข้าวมากินแล้วหาถูกใจได้ยากก็เลยจำเป็นต้องทำเองและเป็นสาเหตุให้หนีการทำนาไม่พ้น
การทำนาในแบบอินทรีย์ท่ามกลางชาวนาคนอื่นที่ทำแบบเคมีตามปกติจึงมีคนไม่เชื่อถือว่าผมจะทำได้สำเร็จ
บางคนก็พูดจาเยาะเย้ยสนุกสนานในกลุ่มเพื่อนว่าอย่างที่ผมทำไม่มีทางได้กิน หลายคนพูดว่าผมทำแบบนั้นได้เพราะมีเงิน (มีจริงแต่ไม่มาก) ชาวนาทั่วไปทำแบบนั้นไม่ได้เพราะจะขาดทุนแน่นอน ทีแรกก็รู้สึกกังวลเหมือนกัน
วิธีที่ทำไม่เหมือนเขาก็ไม่ได้มีอะไรพิสดาร ผมเพียงแค่ทำแบบที่ผมเคยเห็นที่บ้านทำนาหว่านแห้งแบบง่าย ๆ คือไถนาช่วงหน้าแล้งทิ้งไว้สักพักให้หญ้าแห้งตาย จากนั้นช่วงต้นฤดูฝนก็หว่านข้าวเปลือกแล้วก็ไถกลบแล้วก็รอฝนตกให้ข้าวงอก คอยไปดูแลเรื่องน้ำเรื่องวัชพืชบ้างแล้วก็รอเกี่ยวข้าว ผมพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีที่ผมทำใช้งานได้
ประหยัดและดีต่อสิ่งแวดล้อม
แต่แม้ว่าจะได้ผลก็ไม่พอจะทำให้คนตื่นเต้นหันมาทำแบบเดียวกันเพราะว่าผมทำไม่มาก อีกอย่างคือเลือกปลูกข้าวหอมมะลิเพราะอยากจะกินเอง ชาวบ้านที่นั่นเขาทำนาปรังแบบเอาข้าวไปขายเพื่อซื้อข้าวกิน และพวกเขาไม่ชอบกินข้าวอ่อนนุ่มอย่างข้าวหอมมะลิ
ปลายปี 2551 ผมได้เห็นวิธีทำนาโยนกล้าของอาจารย์ เชาน์วัศ หนูทองซึ่งอยู่ที่อำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรีผมก็เลยเอาไปแนะนำให้พี่น้องดูโดยผมเองต้องลงทุนทำเป็นตัวอย่างก่อน ปรากฏว่าได้ผลดี คนในหมู่บ้านจำนวนหนึ่งหันมาทำข้าวนาโยนกล้ากันอย่างจริงจังหลายรายรายแรกที่ยอมทำเนื่องจากก่อนหน้านี้เขาพบปัญหาข้าวดีดระบาดอย่างหนักซึ่งการทำนาโยนจะแก้ปัญหานี้ได้ (นอกเหนือจากผลดีอีกหลายอย่าง) ปัจจุบันนี้ปรากฏว่าในหมู่บ้านนั้นมีผู้สนใจทำนาโยนกล้ามากขึ้นและในจำนวนนั้นมีผู้ประกอบกิจการเป็นผู้ให้บริการเพาะกล้ารวมทั้งโยนกล้าในนาเสร็จเรียบร้อยจำนวน 4-5 รายแล้ว ดูท่าว่ากิจการจะไปได้ดี แต่ก็ยังเป็นห่วงตรงที่นิยมใช้กล้ามาก บางรายใช้ถึง 200
ถาดต่อไร่ ที่แนะนำคือ 70-80 ถาดก็พอการใช้กล้ามากก็จะทำให้มีต้นทุนเพิ่มแถมอาจจะต้องประสบปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดได้ง่ายขึ้นตามมาด้วย
ผมสนใจแนวความคิดเกษตรธรรมชาติของท่านฟูกูโอกะมานานแล้ว เคยอ่านหนังสือ The One Straw Revolution ของท่านเมื่อปี 2531 เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทความและดูวีดีโอจากยูทู้ปเกี่ยวกับการทำนาแบบธรรมชาติของท่่านอาจารย์แสวง รวยสูงเนินจึงมั่นใจมากขึ้นและรู้สึกว่าถึงเวลาต้องทำนาแบบนี้เท่านั้นจึงจะสมกับที่อุตส่าห์พยายามหนีการทำนาไปนานและคู่ควรกับคนที่มีดวงแบบผู้ใช้แรงงานอย่างผม
สวัสดีค่ะคุณเพียร,
ตามเข้ามาอ่านเพราะสนใจแนวคิดเกษตรอินทรีย์่ค่ะ .... แฮ่ๆ..โดยส่วนตัวทำนาไม่เป็นหรอกนะค่ะ เพราะโตมากับบรรยากาศบ้านสวน แต่ขอเป็นกำลังใจในความมุ่งมั่นทำกษตรอินทรีย์ ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ต่อคนเรา..ต่อระบบนิเวศ และโลกในที่สุด
อืมม์.. ประทับใจที่บอกว่า ...ต้องกลับมาทำนาพราะ หาชื้อข้าวกินแล้วไม่ถูกใจ...ข้าวพันธุ์อะไรเอ่ย ..ที่ถูกใจ :-))
คิดหนีทำไมประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ผมเคยคิดหนีแต่ก็หนีไม่พ้น
สวัสดีครับคุณ kwancha ผมเกิดที่ทุ่งกุลาร้องไห้แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีก็เลยติดพันธุ์นี้แหละครับ เวลาไปซื้อข้างถุงก็มักจะมีผสมข้าวพันธุ์อื่น หรือไม่ก็เพราะการจัดเก็บนานคุณภาพเสื่อมลงทำให้คุณสมบัติไม่ถูกใจครับ
ผมประทับใจคนรวยที่กลับมาทำนาเพื่อมีข้าวกินเองคือคุณวิลิต เตชะไพบูลย์ ซึ่งกล่าวว่าข้าวที่อร่อยที่สุดในโลกคือข้าวที่ท่านผลิตเอง
ตอบคุณ pap2498 ถ้าอ่านที่ผมเขียนให้ดีจะเห็นว่าผมพูดถึงค่านิยมในสังคมที่มีส่วนผลักดันให้เป็น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ครอบครัวหรือครูบาอาจารย์ทั้งหลายควรจะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้มุมมองหรือนำเสนอความคิดแก่เด็กและเยาวชนเพื่อที่จะทำให้มองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น
ขอบคุณทั้งสองท่านที่กรุณาอ่าน ให้กำลังใจและให้ความเห็นต่อข้อเขียนฉบับแรกของผมในที่นี้