วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

  เป็นอีกวันหนึ่งที่บอดต่อตนเองว่า “เริ่มใหม่” เมื่อวานยังไม่ลงใจมากยังพลาดไปดูละครย้อนหลัง เช้านี้ตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า หุงข้าว ทำกับข้าวแล้วก็ ออกมาวิ่งด้วยใจที่ยังไม่ค่อยลงเจ้าค่ะแต่ก็ออกวิ่ง ย้ำกับตนเองทำไปก่อน เรามันโง่ เชื่อครูไปก่อน ท่อง

พุทธัง  สรณัง  คัจฉามิ

ธรรมมัง  สรณังคัจฉามิ

สังฆัง สรณัง  คัจฉามิ

ข้างในแล้วก็ออกวิ่ง ฟุ้งมากเลยเจ้าค่ะครู มีแต่ความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็หมอง

จนเกือบจะครบชั่วโมงรู้สึกขนลุกกับตนเอง ข้างในมองเห็นเป็นเหมือนพระระลึกกับตนเองว่า พระพุทธเจ้า แล้วมันก็ ขอขมาหากมีสิ่งใดล่วงเกิน ด้วยการสำรวมระวังนี้ขอให้ภาวนาแล้วมีดวงตาเห็นธรรม

เหมือนสิ่งเหล่านี้ถ้อยคำเหล่านี้ได้จากการหว่านเมล็ดพันธุ์จากครูเจ้าค่ะ

สักพัก มีเสียงว่า มันเป็นสังขาร ภาพเปลี่ยนไปเลยเจ้าค่ะ จากเดิมที่ขนลุกก็เงียบลง

วิ่งต่อไปเรื่อย ๆ พอครบเวลาก็กลับ

พอเผลอวันนี้จิตหนูจะซ้ำเติมตนเองจนเครียดเจ้าค่ะครู ศีลข้อ 1ด่างพร้อย รู้สึกอาการหนักกับตนเองเจ้าค่ะ เผลอปุ๊บก็จะซ้ำว่า ไม่ใส่ใจ ไม่รู้จักแก้ไข แถมไม่ยอมรับ เสียงเหล่านี้วนเวียนจนรู้สึกเครียด

แต่ก็ใช้วิธีที่ครูเมตตาไกด์และสอนคือ

จดรายการ ของที่จะซื้อ เมื่อวานไปซื้อปรากฏว่า ไม่มีของเพราะร้านปิด แต่ร้านจะเปิดตอนเช้า

หนูเข้าที่ทำงานแล้วก็แวะออกมาซื้อของก่อน ได้เกือบครบขาดแต่ไหมพรมเพราะร้านปิด ร้านอิ่นๆไม่มีแบบที่ต้องการ

การทำงานมีอุปสรรคเสมอ ซึ่งภารกิจก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้

ข้างในหมองมากรู้สึกทุกข์ดิ้นรนแต่หนูก็ไม่แก้ไข จนมีความคิดว่า ขอครูทานยาของคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคจิตได้เหมือน เหมือนเสียวๆกับตนเองว่า ถ้าพลาด หนูคงหมดลมหายใจแน่ ๆเจ้าค่ะ

ด้วยความโง่ของจิตที่ไหลลงต่ำหนูซ้ำเติมตนเองมาเรื่อง ๆ หนูส่องกระจกหน้าดำมาก ๆเจ้าค่ะ

สิ่งเดียวที่ประคองตนเองคือ “อดทน”

ใจไม่ลงแต่สมองรู้ว่า เชื่อครูเยี่ยมที่สุด ชีวิตนี้ไม่เคยมีใครเมตตาหนูเท่าครู

เปิดฟังเทศน์ไปเรื่อย ๆ เหมือนทุกข์บีบมาถึงที่สุดจนรู้สึกไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ

แว๊บเสียงครูขึ้นมาว่า

“ดีออกที่เห็นทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นทุกข์ ก็ดูเอาซิ”

มันจึงย้อนดูจริง ๆ มันงียบเลยเจ้าค่ะ จนร็สึกประหลาดใจ

พอตั้งใจหันดูกามัน ความทุกข์บางลง จนหันกระจกมาส่องตนเอง อืม หน้ายังดำแต่แววตาเปลี่ยน

มีสียงขึ้นมาว่า “มันเป็นวิบาก ของการเครียดคิดมาก เดี๋ยวก็หาย”

ระลึกขอบพระคุณครู ที่พาผ่านความรู้สึกบีบคั้นตนเองด้วยความคิดด้านลบ

พอหันมองหาทุกข์ ทุกข์ก็บางลงเจ้าค่ะ รู้สึกปีติกับตนเอง

แล้วก็ท่องมาเรื่อย ๆ ระหว่างทางครูเมตตาโทรมา และท่านก็ใคร่ครวญเรียกเครื่องสกัดแยกกากอยู่

ที่รู้สึกว่า ทุกข์บางลงเพราะใจไม่ไปซ้ำเติมตนเองอย่างไร้ปัญญาเจ้าค่ะ

ถ้าไม่เชื่อครูว่าให้ตั้งใจมาวันศุกร์ก็คงอดเรียนรู้เรื่องนี้เจ้าค่ะ

มาถึงวัด มองเห็นครูสอนสามเณร สาธุ

ครูเมตตาผู้คนไม่มีประมาณและทำงานหนักมาก ได้น้องภัสและพี่ที่มาดูสามเณรช่วยขน

พอเข้ามาข้างใน ครูเมตตาเดินนำและให้น้องภัสมาช่วยเข็ญรถ  

เห็นครูทำงานเป็นตนแบบก็ระลึกว่า นี่ไงครูทำให้ดูแบบตัวเป็น ๆ เป็นตัวอย่างว่า มนุษย์ฝึกฝนได้ทำได้ แต่ต้องทำเอง

จัดแจงอะไรเรียบร้อยจึงทำวัตรเย็นแล้วก็เดินหนึ่งชั่วโมงแล้วก็มาเขียนบันทึกเจ้าค่ะ

เป็นการได้ออกจากแรงบีบจากข้างในของตนเอง พึ่งสัมผัสได้ชัดๆกับตนเอง เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ให้ได้มีกำลังใจ เพราะเชื่อครู เพราะทำตามครู จึงพอจะรู้จักคำว่า “รู้และเข้าใจ”

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ