แทนที่เศรษฐีผู้ไม่สามารถมองของที่ไม่เขียวโดยไม่ปวดหัวจะทาทุกอย่างเป็นสีเขียว เขาจำเป็นต้องเพียงแค่ใส่แว่นเขียว

จากที่ย่าของผมได้เคยระเบิดอารมณ์ต่อพ่อของผม "เป็นลูก จะมาสอนแม่ได้อย่างไร" ซึ่งผมอยากจะขอเดาแบบเป็นอคติหน่อยว่าเป็นสิ่งที่ท่านผู้อ่านผู้ใหญ่หลายท่านเคยคิดเมื่อถูกเถียงโดยลูกผู้ซึ่งเป็นวัยรุ่น

หลังจากที่ผมได้ไปศึกษาที่ New Zealand มาผมได้มีความคิดเห็นว่าระบบการศึกษาของไทยนั้นล้าสมัยอย่างมาก และการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมานี้เพียงแค่ดันเราออกไปไกลจากการเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ดูเหมือนว่าไทยกำลังด้อยพัฒนาเสียมากกว่า

ตัวอย่างก็คือการเรียนภาษา

ในขณะที่โรงเรียนแถวหน้าหลายแห่งได้สนับสนุนการเรียนภาษาต่างๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ผมได้สังเกตเห็นว่ามีแค่บางโรงเรียนเท่านั้นที่สนับสนุนให้นักเรียนใช้ภาษา การนำเจ้าของภาษามาสอนนั้นอาจจะดีในสมัยที่เรายังมีมิชชันนารีสอนอังกฤษอยู่ แต่ในสมัยนี้มันเพียงแค่ทำให้นักเรียนฟังผู้พูดไม่รู้เรื่อง เสียสมาธิ และบางครั้งหาความสนุกจากการตอบครูผู้ไม่รู้ภาษาไทยด้วยคำด่าเช่น "I (am) here!"

ผู้คนหลายคนได้บ่นว่านักเรียนสมัยนี้ไม่ตั้งใจเรียน ไม่สนวิชา เที่ยวผับ ตีกัน อ่านหนังสือหกบรรทัดต่อปี และมีสติปัญญาตำ่กว่าโค

แต่ถ้าท่านเกิดในสมัยที่มีเกมส์และสิ่งของน่าสนใจอย่างอื่นมากมาย ท่านจะเลือกโทรคุยกับแฟน หรืออ่านทฤษฎีที่ท่านรู้มาตั้งนานแล้วเป็นครั้งที่สามสิบ?

การที่ว่าการฝึกฝนให้ความชำนาญ Practice makes perfect นั้นมีความเป็นจริงอยู่ แต่ผู้ที่รู้วิธีใช้ปืนนั้นมีชีวิตที่ง่ายกว่าจอมดาบเสมอ

ญี่ปุ่นหรือเกาหลีอาจจะประสบความสำเร็จได้ด้วยวิธีนี้ แต่ท่านทุกคนต่างรู้ว่าเรามิได้ขยันขนาดนั้น

แทนที่จะพรำ่บ่นถึงนักเรียนที่ขี้เกียจ แทนที่เศรษฐีผู้ไม่สามารถมองของที่ไม่เขียวโดยไม่ปวดหัวจะทาทุกอย่างเป็นสีเขียว เขาจำเป็นต้องเพียงแค่ใส่แว่นเขียว

เราจำเป็นแค่ต้องเปลี่ยนวิธีสอนจากการท่องจำเป็นการเข้าใจและวิธีคิด เราไม่จำเป็นจะต้องบังคับนักเรียน