อ่านจดหมายที่ท่านอาจารย์ วสิษฐ เดชกุญชร เขียนถึงผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและครูกรรมฐานแล้ว อยากให้เพื่อนๆ ใน gotoknow ทุกท่านได้อ่านกัน . . .

แด่ จอห์น โคลแมน (John Coleman) เพื่อนรักและครูที่เคารพ
ผมพบและรู้จักกับจอห์นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ขณะที่ผมทำงานอยู่ในกรมประมวลราชการแผ่นดิน (เดี๋ยวนี้คือสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ)  ชื่อเต็มของเขาคือ จอห์น เอิร์ล โคลแมน (John Earl Coleman) ขณะนั้นจอห์นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐ (Central Intelligence Agency เรียกย่อว่า C.I.A.) และได้รับมอบหมายให้มาทำงานร่วมกับกรมประมวลราชการแผ่นดิน 
จอห์นอายุอ่อนกว่าผมเพียง 4 เดือน เรียกได้ว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน  เพราะทำงานด้วยกันเราจึงสนิทสนมกันโดยเร็ว  จอห์นบอกผมว่าเขาเคยเรียนวิชาสะกดจิตมาก่อน จึงอยากจะรู้เรื่องสมาธิอันเป็นวิธีฝึกจิตของชาวพุทธ  ผมเองแม้จะเป็นพุทธแต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือปฏิบัติธรรม  แต่เมื่อจอห์นขอร้องผมก็ช่วยให้เขาได้ไปลองเรียนสมาธิหรือ กรรมฐานที่วัดมกุฎกษัตริยาราม  ปรากฏว่าจอห์นไปทำความตื่นเต้นให้ที่วัดนั้นเมื่อเขาสามารถสื่อทางจิตได้กับพระรูปหนึ่งในขณะที่ต่างฝ่ายต่างนั่งอยู่ต่างห้องกัน ถึงขนาดที่พระรูปนั้นสั่งให้จอห์นเขียนตัวหนังสือไทยได้ทั้ง ๆ ที่จอห์นไม่รู้ภาษาไทยเลย
จอห์นทำงานอยู่ในเมืองไทยไม่นานก็ถูกส่งกลับไปสหรัฐ และถูกปลดออกจากราชการด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพ ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี  เพราะรักเมืองไทยและสนใจในพระพุทธศาสนาจอห์นจึงกลับมาเมืองไทยอีกในปี 2508  เขาได้เป็นผู้จัดการโรงแรมโอเรียนตัล และคราวนี้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ไม่แต่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแต่ในประเทศอื่น เช่น อินเดีย และญี่ปุ่นด้วย  ผมไม่แน่ใจนักว่าใครเป็นคนแนะนำให้เขาเดินทางไปยังประเทศพม่า แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะรู้ว่าประเทศพม่ามีครูบาอาจารย์ที่เก่งทางสมาธิหรือกรรมฐานจนพระไทยยังต้องเดินทางไปศึกษามาแล้วหลายรูปและหลายวัด
ที่เมืองย่างกุ้ง จอห์นได้บวชและศึกษาสมาธิกับท่านอาจารย์ อูบาขิ่น (U Ba Khin) อุบาสกชาวพม่าซึ่งเป็นครูสมาธิผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  ท่านเป็นผู้ตั้งศูนย์สมาธินานาชาติ (International Meditation Centre) ขึ้นในนครย่างกุ้ง ซึ่งต่อมามีสาขาอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก  หลักสูตรสมาธิของท่านอาจารย์อูบาขิ่นนั้นเป็นหลักสูตรสั้นใช้เวลาเรียนเพียง 10 วัน ออกแบบเพื่อให้เหมาะกับอุบาสกอุบาสิกาที่ไม่มีเวลาจะบวชเรียน  เป็นหลักสูตรเร่งรัดเพราะให้ผู้รับการอบรมหัดทำสมถสมาธิ (คือทำจิตให้สงบ) โดยใช้วิธีอานาปานสติ (รู้ว่าลมหายใจเข้าและออก) เพียง 3 วัน แล้วจึงหัดให้ทำวิปัสสนาสมาธิ (คือใช้จิตพิจารณาให้เข้าใจทุกข์) จนครบ 10 วัน ในระหว่างการฝึกผู้รับการฝึกต้องถือศีล 8 กินแบบมังสวิรัติ และห้ามพูดกันจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย
วิปัสสนาสมาธิแบบของท่านอาจารย์อูบาขิ่นนั้น ท่านให้ทำอย่างเอาเป็นเอาตาย คือให้นั่งโดยไม่เปลี่ยนท่าเพื่อบังคับให้เกิดทุกขเวทนา แล้วก็ให้พิจารณาให้เห็นให้เข้าใจว่าเวทนาที่เกิดนั้นเป็นอนิจจา (คือไม่เที่ยง ไม่คงที่ หรือผันแปรไม่ถาวร)  หากผู้รับการฝึกเข้าใจได้ว่าเวทนาเป็นอนิจจาเช่นนั้น ผู้รับการฝึกจะสามารถอยู่กับทุกขเวทนาได้โดยไม่รู้สึกทนทุกข์ทรมาน เป็นเบื้องต้นของความสามารถที่จะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด
จอห์นเรียนกับท่านอาจารย์อูบาขิ่นจนจบ และได้รับอนุญาตให้เป็นครูสอนได้  หลังจากนั้นจอห์นก็เดินทางไปสอนสมาธิแบบของท่านอาจารย์อูบาขิ่นในหลายประเทศ รวมทั้งอังกฤษ และ อิตาลี
ในปี 2513 จอห์นได้เขียนชีวประวัติของเขาลงในหนังสือชื่อ The Quiet Mind ว่าด้วยประสบ การณ์ของเขาในการศึกษาพระพุทธศาสนาและการทำสมาธิ
จอห์นพบรักและแต่งงานสุภาพสตรีชาวอังกฤษชื่อ อีฟ (Eve) มีบุตรชายด้วยกันสองคน  คนพี่ชื่อ Clark Vasit Coleman (คลาร์ก วสิษฐ โคลแมน)  คนน้องชื่อ Mark Coleman (มาร์ก โคลแมน)  หลังจากนั้นจอห์นก็ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในประเทศอังกฤษกับครอบครัว
ในปี 2536 หลังจากที่ผมพ้นราชการแล้ว ผมได้ไปเรียนสมาธิกับจอห์นที่เมืองมอนเตซานโต (Monte Santo) ใกล้นครมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี  ปีต่อมา 2537 จอห์นได้รับเชิญมาสอนสมาธิในเมืองไทยเป็นครั้งแรกที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม โดยผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย (แปลคำสอนของจอห์นเป็นภาษาไทย)  ในปีต่อมา 2538 จอห์นกลับมาสอนสมาธิในเมืองไทยอีก  คราวนี้สถานที่ฝึกคือ “หวานสนิทรีสอร์ต” อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  ในปีนั้นเอง ก่อนจบการฝึก  จอห์นได้ประกาศในห้องเรียน อนุญาตให้ผมเป็นครูสอนสมาธิแทน  ผมรับหน้าที่นั้นต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
จอห์นกลับมาเมืองไทยอีกหลายครั้ง  ครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 - 5 ปีมาแล้ว เขากลับมาและบอก ผมว่ากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  ลูกศิษย์ส่งจอห์นไปรับธรรมชาติบำบัดจาก เจค็อบ วาทักกันเชอรี (Jacob Vadakanchery) ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดีย ซึ่งขณะนั้นรับเชิญมาแนะนำการบำบัดอยู่ที่จันทบุรี  อาการของจอห์นดีขึ้น  แต่เมื่อกลับไปประเทศอังกฤษก็ปรากฏว่ามะเร็งลุกลามออกไปยังกระดูก ภรรยาและบุตรต้องส่งเขาไปพักรับการดูแลรักษาอยู่ในสถานพยาบาล
จอห์นถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 นี้
ในเมืองไทยนอกจากศิษย์ของเขาแล้ว คงมีท่านผู้อ่านเพียงไม่กี่คนที่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ เสียงของจอห์น แต่สำหรับศิษย์ของเขา และศิษย์ชาวต่างประเทศอีกในหลายประเทศทั่วโลก จอห์น คืออาจารย์ที่ให้ความรู้เรื่องสมาธิหรือกรรมฐาน ซึ่งทำให้หลายคนเข้าใจทุกข์ และสามารถอยู่กับทุกข์ได้ อันเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์.
วสิษฐ เดชกุญชร