‘gout’ เป็นคำที่มาจากภาษาลาดิน (Latin) ว่า ‘gutter’ ซึ่งแปลว่า drop หรือ หยด..นั่นเอง
เก๊าท์ (Gout) เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากร่างกายมีกรดยูริคสูง (ศัพท์ วิชาการเรียกว่า hyperuricemia) อยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน และเนื่องจากกรดยูริค มีคุณสมบัติในการละลายในขีดจำกัด (ประมาณ 7 มก./ดล. ในผู้ชาย และ 6 มก/ดล.ในผู้หญิง) ทำให้ยูริคส่วนเกินนี้ เกิดการตกตะกอนได้ในร่างกาย (ศัพท์วิชาการเรียกว่า เกิดเป็นผลึกของ sodium monourate)
บริเวณที่พบมากและทำให้เกิดอาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" คือ ในบริเวณข้อต่อต่าง ๆ (และเกิดที่ไต ได้ด้วย) เมื่อเป็นนานๆ หรือเรื้อรัง ก็จะเห็นเป็นปุ่มหรือก้อนตามอวัยวะนั้นๆ ดังภาพที่นำมาให้ชมกัน
|
| ภาพการสะสมของกรดยูริกที่ข้อเท้าขวา |
![]() |
| ภาพการสะสมของกรดยูริกที่ข้อต่อนิ้วเท้า |
![]() |
| บริเวณที่บวมแดง คืออาการของเก๊าท์ |
| เก๊าท์ที่มือขวา |
![]() |
| ภาพของเก๊าท์ที่เป็นมากแล้วที่มือขวาของผู้ป่วย |
โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่เป็นกันมากในคนไทยที่ค่อนข้างมีอายุมาก โดยเฉพาะผู้ชาย
คำถาม ที่ตามมาคือ ผู้ชายอายุน้อย หรือผู้หญิงเป็นโรคนี้หรือไม่?
คำตอบ ที่เป็นไปได้คือ ภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอนและเกิดข้ออักเสบในทันที ต้องใช้ระยะเวลาการเกิดภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี...
พบว่าในผู้ชาย ที่มีภาวะกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือดจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนานจนกว่าจะเริ่มมีอาการคืออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป
ส่วนในผู้หญิง ระดับยูริคจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง มีผลทำให้ยูริคในเลือดไม่สูง (ฮา...โชคดีที่เกิดเป็นหญิง)
กรดยูริคมาจากไหน?
กรดยูริค (Uric acid) เป็นผลผลิตจากการสลายสารพิวรีน (purine) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างสาย DNA ในเซลล์ต่าง ๆ ดังนั้นการสลายเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มี DNA จะได้กรดยูริค เสมอ
ภาวะกรดยูริคในเลือดสูง มาจากอาหารหรือกรรมพันธุ์?
ภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง (แสดงว่าเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ไม่มากก็น้อย)
อาหารที่เป็นแหล่งกำเนิดของยูริคในเลือดนั้น น้อยกว่าร้อยละ 10 เสียอีก ดังนั้นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติกรดยูริคสูงมาก่อน การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง จึงไม่มีทางทำให้ระดับกรดยูริคสูงได้..
แต่ระมัดระวังไว้ก็ดีนะครับ..ต่อไปนี้เป็นรายการอาหารที่มีพิวรีนครับ
อาหารที่มี |
อาหารที่มี |
อาหารที่มี |
|
|
|
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเก๊าท์
- ปวดข้อแล้วไปเจาะเลือดพบว่ายูริคสูง แสดงว่าเป็นเก๊าท์?
ไม่จริงเสมอไป
- การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายง่าย ๆ
- ข้ออักเสบจากเก๊าท์วินิจฉัยได้ง่าย เพราะผู้ป่วยจะมีอาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" ที่ข้อชัดเจน เป็นเร็ว และมักเป็นข้อเดียว
- ข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า
- ถ้าผู้ป่วยปวดข้อ แต่อาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" ไม่ชัดเจน หรือตรวจไม่พบ ให้สงสัยว่าไม่ใช่เก๊าท์ ครับ
- รายที่เป็นเรื้อรัง อาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อ เช่น ข้อเท้า, ส้นเท้า, ข้อมือ, นิ้วมือ ได้ ถ้าก้อนเหล่านี้แตกออกจะพบตะกอนยูริคคล้ายผงชอล์กไหลออกมา
- การเจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคในเลือด ในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่า สูง ต่ำ หรือเป็นปกติก็ได้ ดังนั้นผู้ที่มีข้ออักเสบ เก๊าท์ ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะนั้น (เพราะไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค)
- ถ้าอาการปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อ ไม่ชัดเจน ถ้าเป็นที่ข้อบริเวณเท้า แล้วผู้ป่วยเดินได้สบาย แม้ว่าเจาะเลือดแล้วยูริคสูง ก็ให้สงสัยว่าไม่ใช่ เก๊าท์ ..ครับ
- แต่ถ้ามีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อชัดเจน เป็นในตำแหน่งข้อเท้า ข้อนิ้วหัวแม่เท้า เป็นเร็ว แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเก๊าท์... ครับ
โปรดติตตามตอนต่อไปครับ...
ข้อมูลเพิ่มเติม
- http://www.geocities.com/CollegePark/Union/4033/gout.htm
- http://www.geocities.com/hotsprings/bath/8143/homedisease.html
ภาพจาก
- http://www.foogle.biz/gout/gout_bones.jpg
- http://www.allaboutarthritis.com/image/stock_image/Gout_dyn.jpg
- http://www.joshuakaye.com/images/gout.jpg


