สุขใดเล่า...เท่าสุขใจ
ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนย่อมปรารถนา ยิ่งมีความสุขมากเท่าใด เราก็ยิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วย่อมไม่มีใครที่จะมีความสุขไปตลอดทั้งชีวิตได้ ในความเป็นจริงคนเราย่อมมีสุขและทุกข์ปะปนเคล้ากันไป ชีวิตบางคนสุขมากกว่าทุกข์ และบางคนมีทุกข์มากกว่าสุข ถ้าหากเรายอมรับความจริงนี้ได้ เมื่อเผชิญกับความทุกข์เราก็จะไม่ทุกข์จนเกินไป หรือเพลิดเพลินไปกับความสุขที่ได้รับ ความสุขของมนุษย์มีทั้งสุขกายและสุขใจ สุขกายที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากการหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนองความต้องการทั้งที่จำเป็นต่อการมีอยู่ชีวิตอยู่รอด ทั้งตอบสนองต่อความพอใจในสัมผัสทั้งห้าของร่างกาย ในแง่ของ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส แต่การตอบสนองเพื่อให้เกิดความสุขกายนี้ย่อมมีที่ไม่สิ้นสุด ทั้งยังทำให้เกิดความอยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ พวกที่มุ่งให้ความสำคัญกับการสนองทางกายนี้จึงต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด จนบางครั้งถึงกับเป็นหนี้เป็นสิน หรือทำอะไรต่อมิอะไรในทางที่ผิดๆ จนชีวิตต้องพบกับความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุด แต่ความสุขใจเป็นความสุขที่เกิดขึ้นและอยู่ในจิตใจของเรา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งของวัตถุภายนอกต่างๆ ก็สามารถสุขใจได้ ความสุขใจนั้นคนเราสามารถแสวงหาและสร้างขึ้นมาได้ในหลายๆ วิธี ได้แก่
1. เข้าใจและยอมรับธรรมชาติของชีวิต ชีวิตคนเราย่อมมีทั้งสิ่งที่เราพอใจและไม่พอใจเกิดขึ้นตลอดเวลา สิ่งที่พอใจได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุข ส่วนสิ่งที่ไม่พอใจก็ได้แก่ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ที่หลักพุทธศาสนาเรียกว่า โลกธรรม 8 ที่เกิดหมุนเวียนกันไปตลอดเวลา ดังนั้นถ้าหากเราต้องเจอกับสิ่งที่ไม่พอใจในชีวิต ก็ให้เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของชีวิต และยอมรับว่าสักวันหนึ่งมันก็อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้เช่นกัน การที่เรายอมรับไว้ล่วงหน้าก่อน ย่อมเป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่พึงพอใจนั้น และเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตของเรา
2. มองโลกในแง่ดีที่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ ไม่ว่าสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นย่อมต้องมีที่สิ้นสุด ไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่ถาวรได้ตลอดไป ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยตัวของมันเอง หรือว่าเราควรมองหาวิธีการแก้ปัญหา ที่จะช่วยทำให้ปัญหานั้นสิ้นสุดไปโดยเร็ว การมองโลกในแง่ดีย่อมทำให้เรามีกำลังใจที่จะเผชิญกับปัญหา เข้าใจปัญหา และเรียนรู้ว่าเราควรเอาชนะหรือหาทางออกให้กับปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร หรือที่เรียกว่าต้องมีสติ และใช้สติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่ก็มีหลายๆ คนที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็เพราะไม่รู้จักมองโลกในแง่ดี สุดท้ายก็ขาดสติและตัดสินใจหลีกหนีปัญหาด้วยวิธีการที่ผิดๆ หรือทำร้ายตัวเองก็มี
3. รู้จักทำตนเองให้มีความสุขใจ หลายคนมักบอกว่าชีวิตของตนเองต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่ตลอดเวลา และก็ทำตนเองให้จมปลักอยู่กับปัญหาหรือความทุกข์นั้น หรือบางคนก็มัวแต่รอคอยให้คนอื่นเห็นใจและยื่นมือมาช่วยเหลือ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วชีวิตเราจะมีความสุขได้อย่างไร ตัวเราเองจึงต้องรู้จักทำตนเองให้มีความสุขใจ โดยที่เราต้องเป็นผู้ที่เริ่มต้นด้วยตัวเราเองก่อน เริ่มจากการทำสิ่งที่ง่ายๆ ที่เราคุ้นเคย เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการทำงานอดิเรกตามที่ใจชอบ ซึ่งช่วยทำให้คลายความทุกข์ใจ และเป็นเสมือนการพักฟื้นจิตใจให้เข้มแข็งและมีสติขึ้นมาใหม่ ยิ่งถ้าหากเราสามารถรู้จักฝึกจิตใจให้สงบ โดยการฝึกสมาธิให้จิตใจมีความมั่นคงแน่วแน่แล้ว ก็ยิ่งช่วยทำให้จิตใจมีพลังเข้มแข็งมากขึ้นในการเอาชนะปัญหาต่างๆ ยิ่งกว่านั้นหากเราสามารถรู้จักฝึกจิตใจให้เกิดปัญญา โดยการเจริญวิปัสสนาด้วยแล้ว ย่อมทำให้คนเราพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจถ่องแท้และมองเห็นแนวทางแก้ไขได้อย่างชัดแจ้ง ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า เราจะรู้จักทำตนเองให้มีความสุขใจได้มากแค่ไหน เราก็จะได้รับประโยชน์และมีความสุขใจมากขึ้นเพียงนั้น
ดังนั้นจึงหวังว่าการทำให้เกิดความสุขใจด้วยวิธีทั้งสามประการนี้ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการเตรียมตัวเตรียมใจที่จะดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตได้อย่างมีความสุข