คนเวียดนามและคนไทยอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสายเดียวกัน (แม่น้ำโขง) ดื่มน้ำจากแม่น้ำสายเดียวกัน แม้วันหนึ่งน้ำจะแห้ง ภูเขาจะสึกกร่อน แต่ความรู้สึกของคนเวียดนามและคนไทย  จะมั่นคงตลอดไป เพราะพวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน --- โฮจิมินห์

การศึกษาเรื่องชาวเวียดนามกับวิถีชีวิตในชุมชนข้ามพรมแดน ผ่านการใช้แนวคิด Transnationalism

ในงานเรื่อง Transnationalism เป็นงานที่น่าสนใจและนักวิชาการหลายกลุ่มได้นำประเด็นดังกล่าวมาศึกษาในเรื่องของ Trans border โดยมีผู้ที่ศึกษาการเคลื่อนย้ายของชนชาติต่าง ๆ ที่มีลักษณะของการก้าวข้ามขอบเขตของรัฐ  หรือของประเทศ โดยการก้าวข้ามเข้าไปนั้น จะยังคงรักษาอัตลักษณ์ของชนชาติเดิมไว้ได้อยู่ ซึ่งปรากฏการณ์ หรือกระบวนการเช่นนี้ของสังคมมนุษย์เรา จะเป็นการก่อตัวของชุมชนที่เป็นแบฉบับของกลุ่มตนขึ้นในประเทศอื่น ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานร่วมกันจากความเชื่อดั้งเดิม และเมื่อได้อพยพ หรือเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่น ก็เพราะมีการรวบรวมกลุ่มกัน ซึ่งอาจจะเกิดวัฒนธรรมใหม่ในรูปแบบของการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม การก่อตัวของชุมชนที่มีอยู่เดิม และมีการนำเอาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนกลับมาใช้ใหม่  ทำให้เกิดชุมชนที่มีอัตลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างไปจากชุมชนอื่นโดยรวม (Steven Vertovec, 2005)

อีกทั้งกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ของกลุ่มอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้น ไม่สามารถผูกติดอยู่กับภาษาบริเวณ หรืออาณาเขตใดอาษาเขตหนึ่งได้อีกต่อไป (อรชุน  อัปปาดูรัย, 1996 อ้างใน ฐิรวุฒิ  เสนาคำ, 2546) ทั้งนี้โดยมองว่า ทางวัฒนธรรม หรือการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม ได้ถูกส่งผ่านการเดินทาง และการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันนี้ได้ทำการเชื่อมโยงโลก จนอยู่ 2 ประการด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

1) มีการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคม มีการเดินทางที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดข้อมูลทางวัฒนธรรม โดยการติดต่อสื่อสารและการถ่ายทอดนั้นมีความรวดเร็ว ไม่มีมิติในเรื่องของเวลามาเป็นอุปสรรค  ทำให้มนุษย์ที่อยู่คนละซีกโลกสามารถรับรู้เรื่องราวเดียวกันในเวลาเดียวกัน จนทำให้โลกไร้พรมแดน ซึ่งทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กันได้โดยผ่ายการบริโภคสื่อ หรือการติดต่อค้าขายโดยการใช้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์

2) มีความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งไปผนวกกับระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินตรา แรงงาน สินค้า ไหลเวียนผ่านพรมแดนรัฐชาติ และพรมแดนทางด้านวัฒนธรรม เครื่องมือข้าวของทุกอย่างมีใช้กันทั่วโลก เช่น รถยนต์  เสื้อผ้า แม้แต่อาหารการกิน เป็นต้น

จากความหมายที่ได้นำเสนอมาข้างต้นนั้น เราจะพบว่า มีนักวิชาการชาวต่างชาติใช้เรียก กระบวนการ กิจกรรม และสายสัมพันธ์ของผู้คนข้ามพรมแดนไว้อย่างมากมาย ซึ่ง กลิค ชิลเลอร์ และเพื่อนร่วมงานของเขาก็ได้ให้ความหมายไว้ว่า “กระบวนการที่อพยพข้ามพรมแดน สร้างและรักษาข่ายใยสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่เชื่อมสังคมที่คนเหล่านี้ถือกำเนินเข้ากับสังคมที่พวกเขาพักพิงเข้าด้วยกัน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า สนามสังคมข้ามพรมแดน เพื่อย้ำให้เห็นว่า ผู้อพยพในปัจจุบันได้สร้างสนามสังคม ที่พาดและตัดข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมือง” ส่วนผู้อพยพเราเรียกว่า “ผู้สร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทั้งความสัมพันธ์ด้านครอบครัว เศรษฐกิจ องค์กร ศาสนา และการเมือง แผ่คลุมและตัดข้ามพรมแดน”

ส่วนองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของภาวะข้าข้ามชาติ หรือสนามสังคมข้ามพรมแดนนั้น ก็คือ “ความหมากหลายของความเกี่ยวพันที่ผู้อพยพข้ามพรมแดนธำรงไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในสังคมมาตุภูมิ และสังคมในประเทศพักพิง” (ฐิรวุฒิ เสนาคำ, 2545) 

ประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึง ในการศึกษาสนามสังคมข้ามพรมแดนทางมานุษยวิทยา มีอยู่ 2 ประเด็น คือ ประเด็นทางด้านประวัติศาสตร์ และประเด็นทางด้านทฤษฎี ซึ่งพอสังเขปได้ ดังนี้ 

1) ประเด็นทางด้านประวัติศาสตร์  (กลิค ชิลเลอร์1992) ยืนยันว่า มีความแตกต่างระหว่างผู้อพยพในปัจจุบันกับอดีต ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 แม้ผู้อพยพจะมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกับบ้านเกิด แต่ก็ไม่เข้มข้นเท่ากับปัจจุบัน ส่วนผู้อพยพ หรือคนพลัดถิ่นในปัจจุบันนั้น จะมีสายสัมพันธ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกับแผ่นดินเกิดโดยมีกลุ่มเครือข่าย กิจกรรม และแบบแผนการดำรงชีวิตที่ครอบคลุมทั้งในสังคมบ้านเกิด และสังคมในประเทศพักพิง พวกเขาได้ตัดเชื่อมพรมแดนรัฐชาติ และนำสังคมในสองประเทศมาผนวกเป็นสนามสังคมเดียวกัน กลิค ชิลเลอร์ ยังได้กล่าวสรุปในเวลาต่อมาว่า “สนามสังคมข้ามพรมแดน ก็คือ สนามที่ผู้อพยพยังคงถักทอ เชื่อมต่อกับชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมถึงกระบวนการทางการเมืองของผู้คนทั้งในบ้านเกิดและประเทศพักพิงในเวลาเดียวกัน” 

2) ประเด็นทางทฤษฎีนั้น (กลิค ชิลเลอร์ 1994) ได้เสนอแนวคิดสนามสังคมข้ามพรมแดนไว้ 4 ประการ คือ 

ประการแรก สนามสังคมข้ามพรมแดนเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของระบบทุนนิยมที่กลายเป็นทุนนิยมระดับโลก และพัฒนาควบคู่มากับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการสื่อสารและการคมนาคม ส่งผมให้กลุ่มผู้อพยพกับคนในชุมชนบ้านเกิดสร้างสายสัมพันธ์ในระดับเข้มข้นมากกว่าในอดีต 

ประการที่สอง แนวคิดของสนามสังคมข้ามพรมแดนให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคนกับคน คนกับแนวคิด คนกับสิ่งของ และคนกับทุน โดยเน้นความสำคัญของบทบาทของผู้กระทำ 

ประการที่สาม แนวคิดที่ผูกติดอยู่กับกรอบทุนหรือพรมแดนทางภูวิศาสตร์ของสังคมศาสตร์ อาจจะเป็นตัวสกัดกั้นมิให้นักวิจัยตระหนักและวิเคราะห์ปรากฏการณ์สนามสังคมข้ามพรมแดนได้ ดังนั้น นักสังคมศาสตร์ควรปลดปล่อยตนเอง จากแนวคิดโครงสร้างหน้าที่ แนวคิดทฤษฎีระบบ ไปสู่มุมมองปรากฏการณ์จากทัศนะแบบระบบโลกที่มองพ้นเลยพรมแดนประเทศ 

ประการที่สี่ การดำรงชีวิตข้ามพรมแดนทำให้ผู้อพยพต้องเผชิญ และเข้าร่วมกับกระบวนการสร้างชาติของรัฐชาติ ตั้งแต่สองรัฐชาติขึ้นไป ดังนั้น อัตลักษณ์และการกระทำของพวกเขา จึงถูกกำหนด หรือวางเงื่อนไข โดยแนวคิดเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์และเชื้อชาติที่ครอบงำในท่ามกลางกระบวนการสร้างชาติของประเทศดังกล่าว 

ขณะเดียวกัน ปอร์เตส (1999 อ้างใน ฐิรวุฒิ เสนาคำ, 2545) ก็ได้นำแจกสนามสังคมข้ามพรมแดนออกเป็น 3 ประเภทหลักด้วยกัน คือเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ดังนี้

1) สนามสังคมข้ามพรมแดนด้านเศรษฐกิจ หมายถึง กิจกรรม หรือสายสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและประเทศบ้านเกิด และประเทศพักพิง ที่ดำเนินการโดยกลุ่มผู้อพยพหรือคนพลัดถิ่น ทั้งนี้ เพื่อแสวงทรัพยากรด้านอุปทาน ตลาด และทุน

2) สนามสังคมข้ามพรมแดนด้านการเมือง หมายถึง กิจกรรมหรือสายสัมพันธ์ที่กระทำ หรือสร้างโดยกลุ่มผู้อพยพ หรือคนพลัดถิ่น เพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งในประเทศบ้านเกิด และประเทศที่พวกตนพักพิง

3) สนามสังคมข้ามพรมแดนด้านสังคม – วัฒนธรรม หมายถึง กิจกรรม หรือสายสัมพันธ์ที่กระทำ หรือสร้างโดยกลุ่มผู้อพยพ หรือคนพลัดถิ่น โดยเป้าหมายเพื่อสร้าง หรือธำรงอัตลักษณ์แห่งชาติของประเทศบ้านเกิดในต่างแดน

จากการจำแนกสนามสังคมข้ามพรมแดนผู้ศึกษาคิดว่าสามารถนำประเด็นความเชื่อมโยงของชุมชนข้ามพรมแดนและการสร้างวัฒนธรรมข้ามพรมแดน มาศึกษาเรื่องวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม และอีกทั้งนำมาศึกษาเรื่องการเชื่อมโยงการและการใช้ชีวิตข้ามพรมแดน ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนสิ่งของ วัตถุ และการให้คุณค่านิยาม ความหมายของวัตถุและสิ่งของที่ข้ามพรมแดนนั้น โดยผ่านสนามสังคมข้ามพรมแดนด้านสังคม – วัฒนธรรม ของผู้คนข้ามพรมแดน อีกทั้งจากการศึกษาของ กลิค ชิลเลอร์ ยังได้กล่าวสรุปว่า “สนามสังคมข้ามพรมแดน ก็คือ สนามที่ผู้อพยพยังคงถักทอ เชื่อมต่อกับชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมถึงกระบวนการทางการเมืองของผู้คนทั้งในบ้านเกิดและประเทศพักพิงในเวลาเดียวกัน”  แม้ว่า ความแตกต่างระหว่างผู้อพยพในปัจจุบันกับอดีต ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ผู้อพยพจะมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกับบ้านเกิด แต่ก็ไม่เข้มข้นเท่ากับปัจจุบัน ส่วนผู้อพยพ หรือคนพลัดถิ่นในปัจจุบันนั้น จะมีสายสัมพันธ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกับแผ่นดินเกิดโดยมีกลุ่มเครือข่าย กิจกรรม และแบบแผนการดำรงชีวิตที่ครอบคลุมทั้งในสังคมบ้านเกิด และสังคมในประเทศพักพิง พวกเขาได้ตัดเชื่อมพรมแดนรัฐชาติ และนำสังคมในสองประเทศมาผนวกเป็นสนามสังคมเดียวกัน ได้ 

โดยงานวิจัยของ เฉลิมชัย  ผิวเรืองนนท์ เป็นงานวิจัยแรก ๆ ที่ให้เห็นว่า ในช่วงที่กลุ่มชาวเวียดนามอพยพเข้ามาในเมืองไทย ช่วงพ.ศ. 2522 นั้น มีกลุ่มคนไทย ส่วนหนึ่งมีทัศนคติไม่ตีต่อคนเวียดนามที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว และอีกทั้ง รัฐบาลไทยก็มีนโยบาย ต่อต้านการเข้ามาของชาวเวียดนามอพยพ โดยใช้นโยบายการกีดกันและการผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งมีความ ดังเช่นงานของ Isa (2000) ศึกษาแม่บ้านชาวญี่ปุ่น จำนวน 28 คน ซึ่งย้ายติดตามสามีไปทำงานในประเทศอเมริกาโดยเลือกผู้ที่อยู่นานอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบซึ่งหน้า ใช้เวลาในการสัมภาษณ์คนละ 60-90 นาที ทำให้ได้ข้อมูลด้านวัฒนธรรม ประเพณีที่เปลี่ยนไปเมื่อกลับมาประเทศญี่ปุ่น เช่นการไม่ยอมรับของเพื่อนบ้านในด้านการแต่งกายของตน หรือความรู้สึกของตนที่เปลี่ยนไปเมื่อมีเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียน เอาของมาฝากกลายเป็นความรู้สึกน่ารำคาญเพราะเมื่ออยู่ในประเทศอเมริกาเพื่อนบ้านจะไม่สนใจกันมากนัก  สอดคล้อง กับงานวิจัยของ Skinner ที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนกับชาวท้องถิ่น ในแต่ละประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากบริบททางประวัติศาสตร์ ในการอธิบายปัจจัย ที่ทำให้ชาวจีนในบางประเทศ แต่งงานกับคนท้องถิ่น และกลายเป็นคนท้องถิ่น (assimilation) ในขณะที่ชาวจีนในประเทศอื่น ๆ ยังคงรักษาวัฒนธรรมเดิม ส่งผลให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมขึ้นใหม่จาการผสมผสาน วัฒนธรรมท้องถิ่น เข้ากับวัฒนธรรมเดิม (creolization) หากนำมาเปรียบกับกลุ่มชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยยุคแรกก็มีการถูกีดกันและการถูกแบ่งแยกระหว่างเชื้อชาติ อีกทั้งกลุ่มเหล่านั้นก็จะพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมให้ เพื่อทำให้ตนอยู่รอดในสังคมใหม่ได้ โดยที่ยังไม่มีการการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนของตนเอง

ในกรณีของกลุ่มชาวเวียดนามในประเทศไทยเช่นเดียวกัน จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ลักษณะของชาวเวียดนาม นอกจากจะมีการปรับตัวเข้ากับ ลักษณะท้องถิ่นใหม่แล้ว ก็ยังคงมีการรักษาวัฒนธรรมของตนเองไว้ เช่นการแสดงออก การเข้าร่วมงานของชาวเวียดนามเอง วันตรุษ การใช้ภาษา การรักษาภาษาถิ่นเดิม อีกทั้ง ยังคงมีการแต่งงานกับกลุ่มชาวเวียดนามด้วยกันเอง มีการติดต่อกันระหว่างกลุ่มคนเวียดนาม อีกทั้งกลุ่มคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย  สำหรับคนเวียดนามอพยพในสมัยก่อน  ส่วนมากไม่ต้องการเดินทางกลับเวียดนาม ถึงจะรักภักดีต่อประเทศเวียดนามก็ตาม สาเหตุเพราะในระยะหลัง ได้มีเวียดนามรุ่นใหม่เกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ไม่เห็นประเทศเวียดนามมาก่อน ความรู้สึกผูกพันในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของบิดามารดา ก็ย่อมไม่แน่นแฟ้นเหมือนคนรุ่นเก่า และยังเคยชินต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรี มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย เมื่อเทียบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดในเวียดนาม จึงไม่ปรารถนาที่จะกลับเวียดนามและพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทย ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเพราะยิ่งนานไปจะมีกลุ่มชาวเวียดนามมากขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่เขาเหล่านั้นยังมีชุมชนในจิตกรรมของเขอยู่ และยังมีการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไว้ ไม่ใช่ว่าจะถูกการกลืนกลายจากวัฒนธรรมใหม่  ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ผู้คนข้ามพรมแดนที่อยู่อีกประเทศหนึ่งแล้วยังไม่ได้เดินทางกลับประเทศเดิม ความผูกพันหรือการให้นิยามความหมาย และการมองเรื่องวิถีชีวิตของประเทศตนเองก็ถูกแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน ของ Faragallah, Schumm, and Webb (1997) ศึกษาการผสมผสานทางวัฒนธรรมของผู้อพยพชาวอาหรับ-อเมริกัน ที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา พวกเขาอพยพเข้ามาอยู่อยู่ในประเทศอเมริกาและ ไม่เคยกลับไปเยือนแผ่นดินเกิด และการเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาคริสต์ ผลการศึกษาพบว่าชาวอาหรับ แม้จะอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานาน คือตั้งแต่ปี 1854 แต่การผสมผสานทางวัฒนธรรมเดิมกับวัฒนธรรมใหม่เป็นไปได้ยากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากการนับถือศาสนาอิสลาม ที่ถึงแม้จะเป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อยในอเมริกา แต่ชาวอาหรับเหล่านี้ยังคงรักษาความเชื่อไว้อย่างมั่นคง อีกทั้งยังเป็นเหตุให้ชาวอาหรับ-อเมริกันเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนอเมริกัน ทำให้ชาวอาหรับ-อเมริกันส่วนใหญ่มีความคิดเสมอว่า วันหนึ่งจะต้องกลับไปยังมาตุภูมิของตน จึงขัดแย้งกับข้อค้นพบของนักวิจัยหลายท่านที่ศึกษาพบว่า ระยะเวลาที่อยู่มีผลต่อการผสมผสานทางวัฒนธรรม 

จะเห็นได้ว่า การที่กลุ่มชาวเวียดนาม เข้ามาอาศัยและการตั้งชุมชนข้ามพรมแดน ข้ามแผนดินเกิด นั้น  ไม่ใช่คุณสมบัติที่ผูกติดกับการเดินทางมาเป็นผู้อาศัยในดินแดนที่ไม่ใช่ต้นกำเนิน แต่เป็นคุณสมบัติที่ถูกสร้างขึ้น เชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในแต่ละพื้นที่แล้วนั้น แต่คุณสมบัติ ที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านั้น อาจจะมีผลต่อลูกหลาน ต่อไปอีกหลายรุ่น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ นุชนงค์ อุเทศพรรัตนกุล : วัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวเวียดนามในเขตเทศบาลเมืองนครพนม   งานวิจัยนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของคนญวนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม  ซึ่งการบริโภคอาหารของคนญวนส่วนหนึ่งได้รับเอาวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยในท้องถิ่นมาผสมผสานกับการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันของคนญวนเอง เป็นการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนในสังคม แต่อย่างไรก็ดี การบริโภคอาหาร ส่วนใหญ่ก็ยังคงรักษารูปแบบลักษณะการบริโภคอาหารตามประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ของชนชาติไว้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตตามคติความเชื่อที่มีอยู่เดิม ทำให้การบริโภคอาหารของคนญวนยังคงมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และงานของ รัตติยา  สงครามวงสกุล  (2553)    ได้ศึกษาเรื่อง  การเดินทางกลับบ้าน : การสร้างพื้นที่ใหม่ของชาวเวียดนามในเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม  เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของชาวเวียดนามโพ้นทะเลกับบ้านเกิด ภายใต้การส่งเสริมอัตลักษณ์ของรัฐบาลเวียดนามในประเทศ และนิยามความเป็น  “เวียตเกี่ยว” ให้กับชาวเวียดนาม เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของความเป็นเวียดนาม

ดังนั้นแล้วเป็นการได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการสร้างวิถีชีวิตของพื้นที่ข้ามพรมแดนของชาวเวียดนามในพื้นที่ต่าง ๆ ก็ยังสะท้อนเห็นถึงการเคลื่อนย้ายวามหมายอขงวิถีชีวิตชุมชน อีกทั้งยังเป็นการคงไว้ถึงวัฒนธรรมเดิมถึงแม้ว่าชาวเวียดนามที่เข้ามาตั้ง ชุมชนข้ามพรมแดน ในประเทศไทยแล้ว มีความคล้ายคลึงกับ ชาวจีนโพ้นทะแลที่ หนีภัยสงครามและหนีภัยปัญหา ของประเทศเพื่อที่ต้องการเข้ามาอาศัยในท้องถิ่นใหม่ เพื่อความอยู่รอด และการสร้างครอบครัวใหม่ แต่ ยังคงรักษาวัฒนธรรม เดิมไว้ให้มากที่สุด โดยการสืบต่อวัฒนธรรมของกลุ่มผ่านวิถีชีวิต และการติดต่อกันระหว่าง กลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศแม่ และกลุ่มท้องถิ่นใหม่  ถึงแม้ว่ากลุ่มชาวเวียดนาม ที่อาศัยในประเทศไทย อีกทั้ง ในปัจจุบันรัฐบาลเวียดนาม มีนโยบาย เรื่องการให้สิทธิบางประการแก่ชาว เวียดนามที่อาศัยอยู่นอกประเทศ  ประการแรก สิทธิในการซื้อที่อยู่อาศัยได้ ทำให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศส่งเงินกลับประเทศมากยิ่งขึ้น ประการที่สอง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารในเวียดนามที่อยู่ในอัตราสูง ทำให้ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศส่งเงินมาฝากในเวียดนามมากขึ้น ประการที่สาม ชาวเวียดนามที่มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ หรือชาวเวียดนามโพ้นทะเล ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจและลงทุนในประเทศเวียดนามได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใต้ของประเทศ ประการที่สี่ การเพิ่มขึ้นจำนวนเงินของชาวเวียดนามในต่างประเทศที่ส่งกลับมายังเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ส่งกลับของคนงานชาวเวียดนามในต่างประเทศ ได้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ (ธัญญาทิพย์ ศรีพนา . 2551 หน้า 3) แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่านโยบายนี้จะดูดีเสมอไปในสายตาชาวเวียดนาม รัตติยา  สงครามวงสกุล  ได้กล่าวไว้ว่า การเดินทางกลับบ้านยังเป็นประเด็นปัญหาในการสร้างความแปลกแยกระหว่างชาวเวียดนามโพ้นทะเลกับชาวเวียดนามที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศ และยังก่อให้เกิดพื้นที่แห่งความซับซ้อนและการตอบโต้ภายในกลุ่มญาติมิตรซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างความเป็นชุมชนในบ้านเกิดของชาวเวียดนามโพ้นทะเล 

ดังนั้นใน ตั้งชุมชนวิถีชีวิตของชาวเวียดนาม ในประเทศไทย นั้น ไม่ใช่การเข้ามาอยู่เพื่อหนีภัยสงคราม หรือการเข้ามาอยู่เพื่อต้องการใช้ชีวิตใหม่ และการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่ แต่เป็นอยู่เพื่อรักษารักษาวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของ กลุ่มชาติพันธ์ แต่ยังเป็นการสร้างวิถีวัฒนธรรมการสร้างชุมชน การผูกสัมพันธ์ระหว่างคนในท้องถิ่นใหม่กับคนในท้องถิ่นเก่า ที่ย้ายเข้ามาอยู่อพยพมา และมีความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งในมิติทางด้านพรมแดน และการสร้างพื้นที่ข้ามพรมแดน สายสัมพันธ์ ที่ก่อตัวมาในรูปเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมือง แต่ก็ไม่ใช่ว่าชุมชนข้ามพรมแดนจะมีแต่ภาพบวกเท่านั้น แต่ชุมชนข้ามพรมแดนยังสร้างประเด็นปัญหาทับซ้อนระหว่างวัฒนธรรมเดียวกันอยู่ ดังเช่นคำจีนที่กล่าวไว้ว่า “หากอยากเห็นวัฒนธรรมจีนดังเดิมให้มาดูที่เมืองไทย วัฒนธรรมจีนปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการปกครองได้เปลี่ยนไปนั่นเอง”

เอกสารอ้างอิง

เฉลิมชัย  ผิวเรืองนนท์ . ทัศนคติคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อเวียดนาม : ศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง

จังหวัดที่มีและไม่มีชาวเวียดนามอพยพมาอยู่. วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต แผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หน้า 55 – 115) 2522. 

งามพิศ สัตย์สงวน. . สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร: กรณีศึกษา

ครอบครัวญวน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.

งามพิศ สัตย์สงวน. สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในกรุงเทพมหานคร: กรณีศึกษา

ครอบครัวไทยโซ่ง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.

จักรกฤช  สังขมณี. “พรมแดนศึกษา และ มานุษยวิทยาชายแดน การเปิดพื้นที่ สร้างเขตแดน และการข้าม

พรมแดนของความรู้” วารสารสังคมศาสตร์. ปีที่ 20 ฉบับที่ 2/2551 . สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย. 2551

ฐิรวุฒิ  เสนาคำ. รัฐศาสตร์สาร. มโนทัศน์สนามสังคมข้ามพรมแดน. เชียงใหม่ : 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.

ธัญญาทิพย์ ศรีพนา. เงินส่งกลับบ้านของชาวเวียดนามในต่างประเทศ . ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย 

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2551

ผุสดี  จันทวิมล. “บทนำ”, เวียดนามในไทย. โครงการหนังสือชุด “ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชีย     ตะวันออกเฉียงใต้”, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541(หน้า 29). 

จุฬาสัมพันธ์ ปีที่ 49 ฉบับที่ 16 (ออนไลน์). แหล่งที่มา : 

http://61.47.61.50/board/view.php?id=1762784   1 พฤศจิกายน 2555

ปทุมทิพย์  ม่านโคกสูง. 2555. ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยเวียดนาม1. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  

http://www.pongrang.com/web/data/a4/04/revival.snru.ac.th/race/31.htm. 1 พฤศจิกายน 2555.

ปทุมทิพย์  ม่านโคกสูง. 2555. ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยเวียดนาม2. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : 

http://www.pongrang.com/web/data/a4/04/revival.snru.ac.th/race/32.htm. 1 พฤศจิกายน 2555.

ปทุมทิพย์  ม่านโคกสูง. 2555. ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยเวียดนาม3. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  

http://www.pongrang.com/web/data/a4/04/revival.snru.ac.th/race/33.htm. 1 พฤศจิกายน 2555.