ในท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่สายฝนจะตกแหล่มิตกแหล่อยู่อย่างนี้


ดูเป็นวันเหงา ๆ และเห็นผู้คนเดินอ้อยอิ่งเชื่องช้า  ขณะผมเองเดินทางไปทำหน้าที่สอนหนังสือวันนี้มี  3 กลุ่มวิชา  ระหว่างทางเห็นกิ่งไผ่ที่กรอบแห้งไร้ใบอยู่ในกระถางเกิดมุมคิดว่า  เจ้าไผ่หลายกอเหล่านี้ถูกนำมาเป็นเครื่องประดับเพื่อเกิดความสวยงาม  เหมือนถูกบังคับให้มาอยู่ในซอกมุมตึกหมดสิ้นอิสระภาพส่วนตัวแล้ว  ถ้ามันยังคงอยู่ในป่าตามธรรมชาติคงสง่างามตามทิศทางของมันนะนี่
  เหมือนคนเราเติบโตตามทิศทางแห่งธรรมชาติมีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ  ชีวิตย่อมมีความหมายต่อการดำรงอยู่ด้วยธรรม  การอยู่ด้วยธรรม  อาจจะผิดก็ได้นะผมว่าการอยู่ด้วยธรรมชาติก็คือการอยู่ด้วยศาสนา  เพราะธรรมในทางศาสนาล้วนแต่เป็นธรรมชาติทั้งนั้น  ธรรมชาติมีอยู่ในตัวตนของเรา  ในธรรมชาติมีดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ในตัวเรามีดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  เช่นกัน 
 ดังนั้นศาสนาอยู่ในตัวเรานี้เอง

  การเห็นธรรมคือการเห็นตัวเรา  ใครเห็นก็ตัวเราเห็นเอง  เทพพระเจ้าเห็นเรา  เราเห็นเทพพระเจ้าก็เพราะเทพเจ้าคือตังเราเอง  ศาสนาอยู่ในคนทุกคน  จิตใจของคนนั้นเป็นผู้ดูแลศาสนาของตน  เราดูแลศาสนาดีก็คือการตัวแลตนเองที่ดี  ส่งผลถึงสิ่งแวดล้อมให้ดีงามตามไปด้วย 

 ศาสนาไม่ได้อยู่ที่อื่นใด  เพราะศาสนาอยู่ในตัวของเราเองหายใจก็ได้ยิน  การทำตนรักษาตนที่ดีคือการรักษาศาสนาที่ตนเองเคารพนับถืออย่างดีนี่เอง