ผมสังเกตว่า เวลานี้ผมมีโอกาสทำงานในเรื่องที่เลยไปจากข้อเท็จจริง  ทำให้ผมสนุกมาก นับเป็นโชคดีที่ชีวิตได้เข้าสู่ภพภูมิ beyond fact 

          คือผมคิด (ไม่ทราบว่าคิดผิดหรือถูก) ว่า สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว “ข้อเท็จจริง” มีข้อจำกัด  คือเราไม่สามารถบรรลุสู่ “ข้อเท็จจริง” ที่ครบถ้วนได้  เวลาทำอะไรก็ตาม เราต้องตระหนักในข้อจำกัดนี้ทุกลมหายใจเข้าออก 

          นั่นคือ เราต้องดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลาง “ข้อเท็จจริง” ที่เราสัมผัสได้  และในท่ามกลาง  “ข้อเท็จจริง” ที่เราสัมผัสไม่ได้ ในเวลาเดียวกัน  และผมโชคดี ที่ชีวิตในปัจจุบันได้มีโอกาสทำงานอยู่ใน “ข้อเท็จจริง” ส่วนหลังมากขึ้น  ทำให้ผมได้เรียนรู้มาก และสนุกมาก

          ตอนแรกผมคิดว่าจะตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า “ชีวิตที่อยู่เหนือข้อเท็จจริง”  แต่เมื่อคิดอีกที เราไม่มีวันอยู่เหนือข้อเท็จจริงได้หรอก  ยังไงๆ เราก็ต้องอยู่กับข้อเท็จจริง เพียงแต่ว่ามีบางส่วนของข้อเท็จจริงที่เราไม่มีทางรับรู้  หรือบางส่วนเราก็รับรู้ได้เพียงรางๆ ไม่มีวันแจ่มชัด  ซึ่งผมเรียกส่วนนี้ว่า subjectivity (นามธรรม)  หรืออาจเรียกว่า “การตีความ” 

          ที่จริง ในเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ มี “ข้อเท็จจริง” สองแบบนี้ผสมปนเปอยู่ด้วยกัน  รวมทั้งยังมี “ข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง” และ “ข้อเท็จจริงที่เป็นความลวง” ปนกันอยู่ด้วย  ซึ่งหมายความว่า “ข้อเท็จจริง” นั้น มีหลายมิติ

          ยิ่งหลายมิติ ยิ่งซับซ้อน ยิ่งหลอกลวง ก็ยิ่งท้าทาย 

          เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ต.ค. ๕๕ ผมอ่านนิตยสาร ForbesAsia ฉบับ ArabiaAsia Section : Business Bridge ซึ่งเขาระบุว่าให้ Display until December 2912 ซึ่งหมายความว่านิตยสารฉบับนี้ “สด” ถึงสิ้นปี ๒๕๕๕  นี่คือนวัตกรรมของนิตยสารยุคใหม่  ที่หาทางให้วารสารแต่ละฉบับมีอายุยาวขึ้น

          นิตยสารฉบับนี้ขึ้นปกว่า คนจีนที่รวยที่สุด (รวยพันล้าน) นั้น ร้อยละ ๔๕ ทรุดโทรมลง  ผมปิ๊งแว้บทันที ว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่รวยเร็ว  และน่าจะเข้าใจความไม่แน่นอนของธุรกิจ  เพราะโลกมันผันผวน เอาแน่เอานอนไม่ได้  ตอนนี้คนในประเทศที่ซื้อมากจ่ายมากนั้น ยากจนลงไป  ประเทศที่ผลิตสินค้ามากอย่างจีน ก็ไม่ค่อยมีใครสั่งผลิต  เศรษฐีจีนจำนวนเกือบครึ่งจึงจนลง 

          ผมถามตัวเองว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับผม  คำตอบคือ เราเอาความรู้เหล่านี้มาจินตนาการคิดงานของเราได้  ทันใดนั้นผมก็พบที่หน้า ๑๑๔ ชื่อเรื่อง Best U.S. Colleges : Top of the Class  ผมได้ความรู้ว่าค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ใน สรอ. ปีละเกือบ ๒ ล้านบาท   ที่สะดุดตาคือ มหาวิทยาลัย Brigham Young อยู่ที่อันดับ ๙๓ ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดคือไม่ถึงปีละ ๕ แสนบาท 

          กลับมาเรื่องคิดจินตนาการเกี่ยวกับงาน  ผมเจียมตัวเสมอว่า ผมเป็นชนส่วนน้อย จินตนาการของผมจึงอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  เป็นฝันด้าน ยิงไม่ออก ไม่มีใครรับไปทำ  จะให้ผมทำเองก็แก่เกินไปเสียแล้ว  ฝันทำเรื่องยากๆ นั้น ต้องใช้เวลาทำนาน จึงจะสำเร็จ 

          ฝันเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยไทยของผม คืออยากให้มีคนคิดจัดอันดับมหาวิทยาลัย โดยมองจากมุมของความคุ้มค่าของ นศ. ที่เข้าเรียน แบบที่นิตยสาร Forbes จัดทำบ้าง  อ่านแนวคิดได้ ที่นี่

          หน้า ๑๑๕ เป็นเรื่อง Malaysia : Moving Onto Center Stage  เมื่ออ่านพิเคราะห์ดีๆ จึงพบคำ Promotion / Economic Development ตัวเล็กๆ อยู่ด้านบน  และพบคำนี้อยู่ในหน้าต่อๆ ไป รวม ๑๘ หน้า  แปลว่าประเทศมาเลเซียซื้อหน้ากระดาษของนิตยสาร Forbes ฉบับนี้ ๑๘ หน้า เพื่อโฆษณาประเทศ ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดก็จะมีเรื่องภาพใหญ่ของแผนพัฒนาประเทศ  เช่น ETP (Economic Transformation Program)   ซึ่งแสดงว่าผู้บริหารประเทศนี้คิดใหญ่เป็น  แล้วเขาไม่ใช่แค่คุย เขาทำจริง  ความน่าเชื่อถือจึงเกิดในวงการธุรกิจระหว่างประเทศ 

          ผมได้เรียนรู้ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศยุคโลกาภิวัตน์  ที่ต้อง beyond national border ที่ผู้บริหารประเทศไทยยังทำไม่เป็น  เรายังเน้นสู้รบกันภายในประเทศ 

          สิ่งที่มองไม่เห็นในประเทศของเรา  ต้องไปมองสะท้อนมาจากประเทศอื่น จึงพอจะจินตนาการออก 


วิจารณ์ พานิช

๒๑ ต.ค. ๕๕