คนทั่วไป ไม่เข้าใจว่า ผู้เขียนจะอยู่ในชนบทได้อย่างไร อยู่ในที่เงียบๆ อย่างฟาร์มไอดินฯ จะไม่เหงาหรือ คนเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า ในชีวิต ผู้เขียนไม่เคยรู้จักความเหงา เพราะก่อนเกษียณก็ไม่เคยว่างพอที่จะรู้สึกเหงา พอเกษียณแล้วไปอยู่ที่ฟาร์มก็มีอะไรร้อยแปดพันเก้าให้ทำ
ในหนังสือ "เกษมสันต์ วันเกษียณ" ซึ่งเป็นหนังสือที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้จัดทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสการเกษียณอายุราชการของบุคลากรมหาวิทยาลัย ในวันที่ 30 กันยายน 2555 นั้น ผู้เขียนได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในภาพประกอบประวัติว่า ชีวิตหลังเกษียณ คือ ทำการเกษตรแบบพอเพียง ที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้"
ขอบคุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ได้จัดงานแสดงมุทิตาจิต ให้กับผู้เกษียณอายุราชการ ในเย็นวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 ขอบคุณน้ำใจจากคณะ สาขาวิชา และเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ได้มอบของขวัญให้มากมายกว่าที่คาด และขอบคุณคณบดีคณะครุศาสร์ที่มีคำกล่าว (ในวีดิทัศน์) แสดงถึงการรับรู้ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ผู้เขียนดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาทุกสาขาวิชา
แต่เกษียณไปแล้ว ย่างเข้าเดือนที่ 2 ผู้เขียนเพิ่งจะมีโอกาสไปอยู่ที่ฟาร์มจริงๆ จังๆ ก็ในบ่ายวันที่ 3 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่ได้ไปหาซื้อพันธุ์ไม้ต่างๆ จาก "งานเกษตรอีสานใต้" มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไปปลูก (ขับรถเข้ามหาวิทยาลัยทางประตู 3 ซึ่งเป็นประตูด้านข้างมหาวิทยาลัย ที่มีถนนเชื่อมไปถึง "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ระยะทางประมาณ 13 กม.)

พันธุ์ไม้ที่ผู้เขียนเลือกซื้อเอง ได้แก่ หน่อกล้วยหิน หน่อละ 200 บาท หน่อกล้วยงาช้างหน่อละ 150 บาท องุ่นไร้เมล็ด และองุ่นมีเมล็ดอย่างละต้นๆ ละ 150 บาท มะม่วงแดงจักพรรดิ์เสียบยอด 250 บาท ลีลาวดีสีม่วงอ่อนปนโอโรส 160 บาท โกสน 12 ชนิด 12 ต้นๆ ละ 40 บาท ยี่โถดอกสีแดง 1 ต้น และพืชสวนครัว มีแคแดง แคขาว มะละกอ พริก มะเขือ สระแหน่ ส่วนที่ "พ่อใหญ่สอ" เลือกซื้อมี มะนาว ทับทิมและมะกอกฝรั่ง ปลูกแทนต้นที่ตาย รวมประมาณ 15 ต้น โดยที่ผู้เขียนเป็นผู้จ่ายตังค์ทุกรายการ (ส่วนที่ผู้เขียนซื้อ ได้ปลูกเองหมดแล้วเกือบทั้งหมด ยกเว้นมะม่วงพันธุ์แดงจักพรรดิ์ โดยใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 4 - 8 พ.ย. ส่วนที่พ่อใหญ่สอซื้อ ให้คนงานขุดหลุมไว้แล้ว แต่ยังไม่ปลูกสักต้น)
พี่ๆ น้องๆ ของผู้เขียนทุกคน (4 คน) ใช้ชีวิตในเมือง มีผู้เขียนคนเดียวที่เลือกใช้ชีวิตหลังเกษียณในชนบท ...ที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้"...ที่ๆ จะได้อยู่กับธรรมชาติ...มีโอกาสดูพระอาทิตย์ขึ้น...ดูพระอาทิตย์ตกทุกวัน....
ที่ๆ สามารถมองดูฟ้ากว้างผ่านดอกไม้หลากพันธุ์ที่ผู้เขียนสรรหาไปปลูก (ในภาพ คือ ดอกไหมจุรี หรือ งิ้วอเมริกัน)...ดูเมฆครึ้ม และดูเม็ดฝนหล่นโปรยปรายรอบบ้าน...
คนทั่วไป ไม่เข้าใจว่า ผู้เขียนจะอยู่ในชนบทได้อย่างไร อยู่ในที่เงียบๆ อย่างฟาร์มไอดินฯ จะไม่เหงาหรือ คนเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า ในชีวิต ผู้เขียนไม่เคยรู้จักความเหงา เพราะก่อนเกษียณก็ไม่เคยว่างพอที่จะรู้สึกเหงา พอเกษียณแล้วไปอยู่ที่ฟาร์มก็มีอะไรร้อยแปดพันเก้าให้ทำ แค่กิจกรรมการรวบรวมและปลูกต้นไม้-ดอกไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และไม้หายาก ก็สร้างความตื่นเต้นมีชีวิตชีวา ให้กับผู้เขียนได้แล้ว
การแสวงหาและปลูกไม้ดอก ที่มีหลากสีหลากพันธุ์ เช่น ลีลาวดี นี่ก็เพลินดีออก ดังตัวอย่างบางพันธุ์ในภาพล่าง ขวาสุดเป็นพันธุ์ที่เพิ่งจะซื้อไปจากงานเกษตรอีสานใต้ และปลูกเรียบร้อยแล้ว
กล้วยก็เป็นพืชที่ผู้เขียนชอบ ทั้งยังเป็นพืชแห่งความหลังฝังใจ จึงไม่พลาดที่จะเสาะหาไปปลูก ทั้งชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานและชนิดที่ปลูกเป็นไม้ประดับ หน่อกล้วยหินที่ซื้อจาก ม.อุบลฯ ยังไม่มีที่ฟาร์ม ส่วนหน่อกล้วยงาช้างซื้อไปปลูกแทนต้นที่ตาย แต่ปรากฏว่า เพิ่งจะเห็นหน่อที่ขึ้นแทนต้นที่ตายอยู่ 2 หน่อ ส่วนกล้วยเทพพนมไม่ได้ซื้อ เพราะต้นที่ฟาร์มกำลังออกปลี และยังมีหน่อที่เป็นตัวตายตัวแทนอีก 2 หน่อ
แล้วยังจะมีกิจกรรมจัดสวนหย่อมในมุมต่างๆ (ที่พ่อใหญ่สอบ่นว่า ไปฟาร์ม 100 ครั้งจัดใหม่ 90 ครั้ง) กิจกรรมรวบรวมไม้ใบประดับ ว่านชนิดต่างๆ และไม้หอมไทย ฯลฯ อีกล่ะ
กิจกรรมการรวบรวมและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดต่างๆ ในประเทศ และของที่ระลึกจากประทศที่ได้ไปเยือน นี่ก็เพลิดเพลินน้อยเมื่อไหร่
นี่ก็เป็นงานใหญ่ งานต่อเติมบ้าน เพราะบ้านที่พ่อใหญ่สออยู่รอมาตั้งแต่ปี 2548 มีแค่ 1 ห้องนอน 1 ห้องโถง และระเบียงหน้าบ้าน ที่พอเลยเที่ยงก็แดดส่องอยู่ไม่ได้แล้ว ผู้เขียนก็เลยเสนอโครงการต่อเติมบ้านด้านทิศตะวันออก ซึ่งจะเริ่มมีร่มเงา ตั้งแต่ประมาณ 11.00 น. เป็นต้นไป โดยวางแผนจะปูกระเบื้องจากด้านข้างของตัวบ้าน ไปจดแนวต้นมะพร้าว ติดกับบ่อปลาขนาด 2 งาน มีความยาวตามแนวยาวของลูกศร และมุงหลังคาตามโครงที่ร่างไว้ (ไม่กระทบต้นคอเดียร์ดอกสีส้ม) โดยไม่กั้นห้องเพื่อความโปร่ง (ภาพบ้านที่แสดงถ่ายไว้ตั้งแต่ต้นไม้ยังไม่โต ปัจจุบันโตมากแล้วและให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ภาพที่เห็นห่าน 2 ตัวกำลังว่ายน้ำถ่ายมาแล้วประมาณปีครึ่ง) ส่วนที่ต่อเติมจะเป็นที่พักผ่อน และเขียน Weblog ของผู้เขียน รวมทั้งเป็นที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อนสนิทมิตรสหายและญาติๆ (ทำไว้รับรองชาวคณะครุศาสตร์ ที่ขอไปเยี่ยมฟาร์มด้วย) แต่ในช่วงนี้ช่างในท้องถิ่นติดเกี่ยวข้าว ต้องรอถึงวันที่ 20 พ.ย.จึงจะได้ไปคุยกัน (งานนี้รวมทั้งสร้างห้องน้ำ 1 แห่ง ผู้เขียนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส่วนการทำโรงเรือนสำหรับออกกำลังกาย และโรงเก็บของเพิ่มอีก 1 แห่ง น่าจะให้พ่อใหญ่สอดูแลนะคะ)
ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2555 เวลาประมาณ 10.30 น. ผู้เขียนและพ่อใหญ่สอ ได้มีโอกาสต้อนรับ "ป๋าเด" จากพิษณุโลก (รุ่นพี่ของผู้เขียนตอนเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนยโสธร) โดยไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะขาดการติดต่อตามที่ท่านแจ้งไว้ว่าจะโทรฯ ถามเรื่องการเดินทางไปฟาร์ม จึงคิดว่าท่านยกเลิก แต่แล้วท่านก็ได้ประยุกต์ใช้วิชาลูกเสือสำรองในการเดินทางไปถึงฟาร์ม โดยที่รู้เพียงชื่อหมู่บ้านและอำเภอ แม้ชื่อตำบลก็ไม่รู้ เลยไปพบทั้งผู้เขียนและพ่อใหญ่สอ ที่อยู่ในชุดลุยงานมาตั้งแต่ตื่นนอน อยู่ในสภาพมอมแมมเหงื่อไหลไคลย้อย ไม่เหมาะที่จะรับแขกใดๆ แต่ก็ต้อนรับท่านในสภาพนั้น ...ผู้เขียนดีใจที่เห็นป๋าเดชอบหมวกที่ผู้เขียนซื้อจาก PARIS ไปฝาก และบอกจะใช้สวมในการแข่งขันวู้ดบอลนัดต่างๆ วันนั้นป๋าเดหอบหิ้วโน้ตบุ๊คไปด้วยและเปิดเข้าไปดู Weblog "GotoKnow" ด้วย (ป๋าเดใช้ Aircard ราคาสูงกว่าของผู้เขียนประมาณ 3 เท่า เลยใช้ Internet ได้ แต่ก็ค่อนข้างช้า)
ความเศร้าสลดใจของผู้เขียน ก็คือ กลับจากทัวร์ยุโรป พ่อใหญ่สอบอกว่า "ข้าวเหนียว" ไม่อยู่กับเราแล้ว...ผู้เขียนรู้สึกเศร้าใจและเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย ก่อนนี้ผู้เขียนดูลักษณะใต้ท้องของข้าวเหนียวแล้วก็บอกพ่อใหญ่สอว่า "เหมือนเป็นมะเร็ง" (ทั้งที่ไม่เคยเห็นมะเร็งในสัตว์) และบอกให้พ่อใหญ่สอพาไปพบหมอ แกก็ไม่พาไปสักที จนผู้เขียนต้องบังคับให้แกพาข้าวเหนียวเข้าเมือง แล้วช่วยกันอาบน้ำให้ เสร็จแล้วให้พ่อใหญ่นำข้าวเหนียวไปพบหมอ ก่อนที่ผู้เขียนจะไปต่างประเทศเพียงวันสองวัน หมอบอกว่าข้าวเหนียวเป็นมะเร็งจริงๆ และได้ให้การรักษาโดยการฉายแสง โดยบอกว่า ถ้าร่างกายของข้าวเหนียวทนต่อการฉายแสงไม่ได้ เธอก็จะอยู่ไม่ได้ วันรุ่งขึ้นที่ผู้เขียนไปอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วเพื่อเตรียมเดินทางไปยุโรป ได้โทรฯ ถามอาการของข้าวเหนียว พ่อใหญ่สอก็บอกว่าปกติดี ผู้เขียนก็เบาใจ แต่อีก 2 วันต่อมา หลังจากพ่อใหญ่สอกลับจากพบหมอที่รักษาตัวเอง ก็พบข้าวเหนียวนอนสิ้นลมอยู่ข้างบ้าน...อนิจจา...ต่อแต่นี้จะไม่มีข้าวเหนียวอีกแล้ว...















อยากไปสูดไอดิน กลิ่นไม้ เติมพลังใจ ที่ในสวน
สวัสดีค่ะ
มาเยี่ยมชมพื้นที่แห่งความเป็นจริงของอาจารย์แม่ แต่เป็นฟาร์มแห่งความฝันของพวกเราหลายๆ คน
สงบงามค่ะ ขอให้อาจารย์แม่มีความสุขมากๆ ในชีวิตหลังราชการค่ะ
ข้าวเหนียวยังคงอยู่ในความทรงจำของฟาร์มไอดินเสมอนะคะ
;))
โอกาสหน้าจะแวะเข้าไปเยี่ยมป้าวิกับพ่อใหญ่สอที่ฟาร์มไอดินอีกนะครับ
อาจารย์แม่ครับ โอโหได้กล้วยไปปลูกหลายชนิดมาก ดีใจที่อาจารย์แม่ได้พบกับพี่ผศ.เดชาครับ ขอให้มีความสุขกับการอยู่ที่ฟาร์มครับ
ขอให้มีความสุขที่ ไอดิน-กลิ่นไม้ นะครับอาจารย์
คือพื้นที่ชีวิตวิจิตรค่า
คือที่พึ่งพักพาให้อาศัย
คือพื้นที่เพาะบ่มอบรมใจ
คือสายใย "ไอดิน-กลิ่นไม้" เอย
"คือพื้นที่ชีวิตวิจิตรค่า คือที่พึ่งพักพาให้อาศัย
คือพื้นที่เพาะบ่มอบรมใจ คือสายใย "ไอดิน-กลิ่นไม้" เอย"
........................................................................................................
อ่านบทกลอนแห่งไมตรีที่สรรค์สร้าง จากกวีที่เหินห่างเมื่อวันก่อน
มาวันนี้มีวาจาอันสุนทร เป็นคำกลอนแทนใจยายไอดิน
ยายไอดินชอบดอกไม้ประกอบหัวสมุดของคุณสันติสุขมากค่ะ ขอเรียนถามว่าดอกอะไรคะ
อ่านแล้วมีความสุขกับอาจารย์แม่มากครับ.....ผมหวังว่า จะไปเจอกับอาจารย์แม่...ที่ ไอดิน-กลิ่นไม้...สักวันนะครับ
ยินดีกับความสุขที่เลือกได้เช่นนี้ค่ะ..พืชพรรณไม้งดงามจริงๆ..
"Freedom is another word..." when you have no orders from above.
Now you can do what is "right" for you to do.
A "banana" collection centre -- I like that idea ;-) (I am told I am a bent banana living in the banana benders state, Dreamland ;-)