ทะเบียนราษฏรของรัฐ นำไปสู่ทะเบียนราษฎรของประชาคมระหว่างประเทศ
แนวคิดและความสำคัญของทะเบียนราษฎร กับทะเบียนราษฎรอาเซียน
มุมมองของรัฐ - รัฐแต่ละรัฐจะใช้กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลประชากรในรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติของรัฐ (National) และคนต่างด้าวของรัฐ (Aliens) ซึ่งการมีฐานข้อมูลประชากรของรัฐ ก็เพื่อสร้างความมั่นคงเชิงประชากร (Population security) ให้กับรัฐ เพราะทำให้รัฐทราบว่า “ใคร” อยู่ในรัฐนั้นบ้าง เป็นการระบุทราบตัวบุคคลซึ่งทำให้รัฐสามารถตรวจสอบฐานข้อมูลประชากรได้เสมอ ทั้งนี้ความมั่นคงเชิงประชากรนี้จะนำไปสู่ความมั่นคงเชิงดินแดน (Territorial security) ความมั่นคงทั้งสองประการจะนำไปสู่ ความมั่นคงของรัฐในที่สุด (State security)
ผู้ที่ได้รับการบันทึกในทะเบียราษฎรของรัฐ ก็จะอยู่ในสถานะ “ราษฎร หรือพลเมือง” (Civilian หรือ Citizen)
มุมมองของคน- ข้อเท็จจริงของ“ความเป็นมนุษย์” ทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้ทรง “สิทธิในสถานะบุคคล” (Right to legal status หรือ Right to legal personality” ซึ่งนำไปสู่ “สิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย” (Right to recognition of legal personality) ซึ่งเป็นสิทธิประการแรกที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าถึงสิทธิประการอื่นได้ เพราะได้รับการมองเห็นว่ามีตัวตนโดยรัฐ และสามารถทำกิจกรรมอื่นๆของตนเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการ สร้างความมั่นคงกับตัวมนุษย์เอง ทั้งนี้พันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งรับรองและคุ้มครองสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายของมนุษย์เป็นไปตาม ข้อ 6 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration on Human Rights, 1948 : UDHR) และ ข้อ 16 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights :ICCPR)
“การที่มนุษย์ไม่ถูกรับการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชน ทำให้มนุษย์ผู้นั้นไม่ถูกมองเห็นในสายตาของรัฐที่ตรวจสอบประชากรผ่านทะเบียนราษฎร ดังนั้นรัฐอาจจะเข้าไปถึงต่อการให้ความคุ้มครองสิทธิประการอื่นๆ ของคนเหล่านี้ และทำให้คนเหล่านี้มักเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิประการอื่นๆ เพราะอาชญากร หรือผู้ละเมิดมักคิดว่าการกระทำผิดต่อคนเหล่านี้จะยากที่จะถูกตรวจสอบโดยรัฐและสามารถรอดพ้นสายตาของรัฐได้
ทะเบียนราษฎรของประชาคมระหว่างประเทศ
ดังนั้น หากประชาคมระหว่างประเทศอย่าง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ต้องการให้เกิดความมั่นคง ในภูมิภาคของตนเอง หรือ ความมั่นคงแห่งภูมิภาค (Regional security) เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ก็คงต้องให้ความสำคัญกับ “ทะเบียนราษฎรของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 รัฐ” เพื่อที่ประชาคมอาเซียนจะได้ทราบและมีฐานข้อมูลว่า “ประชากรในภูมิภาคอาเซียนมีอยู่จำนวนเท่าใด และคนเหล่านี้คือใคร เป็นคนชาติอาเซียนหรือ เป็นคนต่างด้าวของทั้ง 10 รัฐสมาชิก” แน่นอนว่าการเข้าถึงฐานข้อมูลของประชากรอาเซียนได้ ย่อมทำให้ทิศทางการจัดการประชากรอาเซียนยืนอยู่บนข้อมูลของความเป็นจริงและทำให้การจัดการประชากรมีประสิทธิภาพในที่สุด
ประการสำคัญ “ทะเบียนราษฎรของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 รัฐ” ซึ่งรองรับ หรือบันทึกราษฎรของแต่ละรัฐสมาชิก ก็สามารถนำไปสู่ “ทะเบียนราษฎรอาเซียนได้” เพียงแค่ใช้วิธีการของการ “เชื่อมทะเบียนราษฎรของทั้ง 10 รัฐ” เข้าด้วยกันก็จะทำให้เกิด “ทะเบียนราษฎรอาเซียนที่รองรับหรือบันทึกประชากรในภูมิภาคอาเซียน” ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการและการควบคุมประชากรในของอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการต่อมา คือ ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่การคุ้มครองประชากรอาเซียนด้วย เพราะทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นเครื่องมือที่รับรองสิทธิในสถานะบุคคล จะทำให้บุคคลได้รับการมองเห็นในสายตาของรัฐ คือ ไม่ตกอยู่ในสภาวะ “ความไร้รัฐ” (Stateless) และไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ ที่ใด ดำเนินกิจกรรมใดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองอยู่ก็จะถูกมองเห็นโดยรัฐ ความสุ่มเสี่ยงของการถูกละเมิดสิทธิประการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในชีวิต ร่างกาย (กรณีของเหยื่อการค้ามนุษย์ข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียน) สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐโดยหลักประกันสุขภาพ สิทธิเดินทางภายในประเทศและต่างประเทศ จะน้อยลง ประกอบกับว่ายังเป็นการที่ประชาคนอาเซียน โดยรัฐสมาชิกอาเซียนได้ปฏิบัติตาม พันธกรณี ข้อ 6 แห่ง UDHR ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ผูกพันทุกรัฐบนโลก
ที่มา
สรุปองค์ความรู้จากการเสวนาในห้องเรียน เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2555