บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ
รวมพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง ซึ่งผูกพันประเทศไทย
และวิเคราะห์ผู้ทรงสิทธิ เนื้อหาแห่งสิทธิที่มุ่งคุ้มครอง และผู้มี่หน้าที่ผูกพันตามพันธกรณี
1. พันธกรณีระหว่างประเทศที่เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
1.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 (Universal Declaration of Human Rights 1948 : UDHR)
Article 13
1. Everyone has the right to freedom of movementand residence within the borders of each state.
2. Everyone has the right to leave any country, including his own, and to return to his country.
ข้อ 13
1. ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการเคลื่อนย้ายและการอยู่อาศัยภายในพรมแดนของแต่ละรัฐ
2. ทุกคนมีสิทธิที่จะออกนอกประเทศใดรวมทั้งประเทศของตนเอง และสิทธิที่จะกลับสู่ประเทศตน
วิเคราะห์
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
-สิทธิในการเคลื่อนย้ายทางกายภาพ=สิทธิในการเดินทางภายในอาณาเขตของรัฐ
-สิทธิในการเดินทางออกนอกรัฐ
-สิทธิในการเดินทางกลับเข้ามาในรัฐ ที่มีความสัมพันธ์กับตนเอง (his country)
-การจำกัดสิทธิ ตามข้อ 29(2) หลักเกณฑ์คือ
· จำกัดเพียงเท่าที่ได้กำหนดลงโดยกฎหมายเท่านั้น
· เพื่อประโยชน์ที่ได้มาซึ่งการนับถือและเคารพสิทธิ และอิสรภาพของผู้อื่นตามสมควร
· เพื่อศีลธรรมอันดี
· เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
· เพื่อสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย”
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐทุกรัฐ (ตลอดจนองค์กรภายในของรัฐ) เพราะ
· ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 ถูกยอมรับว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศเพราะเกิดจากการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอโดยรัฐส่วนมากของโลก
· ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 เป็นหลักกฎหมายทั่วไป ตาม ข้อ 38 ธรรมนูญศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่รัฐถือปฏิบัติ
· ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศเพราะเป็นการตีความ[1]คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ในกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ดังนั้นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติย่อมต้องผูกพัน (การละเมิด UDHR จึงเป็นการละเมิดวัตถุประสงค์แห่ง UN Charter)[2]
2. พันธกรณีระหว่างประเทศที่เป็นสนธิสัญญา
2.1 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)
Article 12
1. Everyone lawfully within the territory of a State shall, within that territory, have the right to liberty of movement and freedom to choose his residence.
2. Everyone shall be free to leave any country, including his own.
3. The above-mentioned rights shall not be subject to any restrictions except those which are
provided by law, are necessary to protect national security, public order (ordre public), public
health or morals or the rights and freedoms of others, and are consistent with the other rights
recognized in the present Covenant.
4. No one shall be arbitrarily deprived of the right to enter his own country.
ข้อ 12[3]
1. บุคคลทุกคนที่อยู่ในดินแดนของรัฐใดโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิในเสรีภาพในการโยกย้าย และเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในดินแดนของรัฐนั้น
2. บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีจะออกจากประเทศใดๆ รวมทั้งประเทศของตนได้”
3. สิทธิดังกล่าวข้างต้นไม่อยู่ในข้อจำกัดใดๆ เว้นแต่เป็นข้อจำกัดตามกฎหมาย
และที่จำเป็นเพื่อรักษความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลลอื่น และข้อจำกัดนั้นสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่รับรองไว้ในกติกานี้
4. บุคคลจะถูกริดรอนสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศของตนโดยอำเภอใจมิได้
วิเคราะห์[4]
กรณีสิทธิในเสรีภาพในการโยกย้ายภายในดินแดนของรัฐ
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในดินแดนของรัฐโดยชอบด้วยกฎหมายของรัฐ
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
-สิทธิในเสรีภาพในการโยกย้ายภายในดินแดนของรัฐ
-การจำกัดสิทธิ มีหลักเกณฑ์ คือ
· จำกัดโดยกฎหมาย
· เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
· เพื่อความสงบเรียบร้อย
· เพื่อการสาธารณสุข
· เพื่อศีลธรรมของประชาชน
· เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลลอื่น
· ข้อจำกัดนั้นนั้นสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่รับรองไว้ในกติกานี้
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย
กรณีสิทธิในการออกจากประเทศ
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
-เสรีที่จะออกจากประเทศใดๆ
-การจำกัดสิทธิ มีหลักเกณฑ์ คือ
· จำกัดโดยกฎหมาย
· เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
· เพื่อความสงบเรียบร้อย
· เพื่อการสาธารณสุข
· เพื่อศีลธรรมของประชาชน
· เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลลอื่น
· ข้อจำกัดนั้นนั้นสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่รับรองไว้ในกติกานี้
ผู้มีหน้าที่
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย
กรณีสิทธิในการเดินทางกลับเข้าประเทศ
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศนั้น (his country)
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
-สิทธิในการเดินทางเข้าประเทศของตน
-การจำกัดสิทธิ มีหลักเกณฑ์ คือ
· จำกัดโดยกฎหมาย ห้ามการริดรอนสิทธิโดยอำเภอใจ
· เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
· เพื่อความสงบเรียบร้อย
· เพื่อการสาธารณสุข
· เพื่อศีลธรรมของประชาชน
· เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลลอื่น
· ข้อจำกัดนั้นนั้นสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่รับรองไว้ในกติกานี้
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย โดยครอบคลุมองค์กรของรัฐไทย
2.2 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 1989 (Convention on the Rights of the Child : CRC)
Article 10
1. In accordance with the obligation of States Parties under article 9, paragraph 1, applications by a child or his or her parents to enter or leave a State Party for the purpose of family reunification shall be dealt with by States Parties in a positive, humane and expeditious manner. States Parties shall further ensure that the submission of such a request shall entail no adverse consequences for the applicants and for the members of their family.
2. A child whose parents reside in different States shall have the right to maintain on a regular basis, save in exceptional circumstances personal relations and direct contacts with both parents. Towards that end and in accordance with the obligation of States Parties under article 9, paragraph 1, States Parties shall respect the right of the child and his or her parents to leave any country, including their own, and to enter their own country. The right to leave any country shall be subject only to such restrictions as are prescribed by law and which are necessary to protect the national security, public order (ordre public), public health or morals or the rights and freedoms of others and are consistent with the other rights recognized in the present Convention.
ข้อ 10[5]
1. ตามพันธกรณีของรัฐภาคี ภายใต้ข้อ 9 วรรค 1 คำร้องของเด็กหรือบิดามารดาของเด็กที่จะเดินทางเข้าหรือออกนอกรัฐภาคี เพื่อวัตถุประสงค์ของการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัว จะได้รับการดำเนินการโดยรัฐภาคีในลักษณะที่เป็นคุณ มีมนุษยธรรมและรวดเร็ว รัฐภาคีจะประกันอีกด้วยว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ร้อง และสมาชิกในครอบครัวของผู้ร้อง
2. เด็กที่บิดามารดาอาศัยอยู่ต่างรัฐกันกับเด็ก จะมีสิทธิที่จะรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัว และการติดต่อโดยตรงกับทั้งบิดาและมารดาได้อย่างสม่ำเสมอเว้นแต่ในสภาพการณ์พิเศษ เพื่อการนี้และตามพันธกรณีของรัฐภาคีภายสต้ข้อ 9 วรรค 1 รัฐภาคีจะเคารพต่อสิทธิของเด็ก และบิดามารดาของเด็ก ในอันที่จะเดินทางออกนอกประเทศใด ๆ รวมทั้งประเทศของตน และสิทธิที่จะเดินทางเข้าประเทศของตน สิทธิที่จะเดินทางออกนอกประเทศใดๆ จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังที่กำหนดไว้โดยกฎหมายเท่านั้น และซึ่งจำเป็นสำหรับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ความสงบเรียบร้อย สาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับในอนุสัญญานี้
วิเคราะห์
ผู้ทรงสิทธิ
-เด็กทุกคน (อายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น)
-บิดาและมารดาของเด็กทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
-สิทธิในอันที่จะเดินทางออกนอกประเทศใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ของการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัว หรือเพื่อสิทธิที่จะรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวและการติดต่อโดยตรงกับทั้งบิดาและมารดาได้อย่างสม่ำเสมอเว้นแต่ในสภาพการณ์พิเศษ
-การจำกัดสิทธิ มีหลักเกณฑ์ คือ
· จำกัดโดยกฎหมาย
· เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ
· เพื่อความสงบเรียบร้อย
· เพื่อการสาธารณสุข
· เพื่อศีลธรรมของประชาชน
· เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคลลอื่น
· ข้อจำกัดนั้นนั้นสอดคล้องกับสิทธิอื่นๆ ที่รับรองไว้ในกติกานี้
-สิทธิที่จะเดินทางเข้าประเทศของตน เพื่อวัตถุประสงค์ของการกลับไปอยู่ร่วมกันใหม่เป็นครอบครัวสิทธิที่จะรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัว และการติดต่อโดยตรงกับทั้งบิดาและมารดาได้อย่างสม่ำเสมอเว้นแต่ในสภาพการณ์พิเศษ
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย โดยครอบคลุมองค์กรของรัฐไทย
2.3 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination : CERD)
Article 5
In compliance with the fundamental obligations laid down in article 2 of this Convention, States Parties undertake to prohibit and to eliminate racial discrimination in all its forms and to guarantee the right of everyone, without distinction as to race, colour, or national or ethnic origin, to equality before the law, notably in the enjoyment of the following rights:
(d) Other civil rights, in particular:
(i) The right to freedom of movement and residence within the border of the State;
(ii) The right to leave any country, including one’s own, and to return to one’s country;
ข้อ 5[6]
เพื่อให้สอดคล้องตามพันธกรณีพื้นฐานที่ได้จัดวางไว้ตามข้อ 2 ของอนุสัญญานี้ รัฐภาคีจะห้ามและขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบและจะประกันสิทธิของทุกคนให้มีความเสมอภาคกันตามกฎหมาย โดยไม่จำแนกตามเชื้อชาติ สีผิว หรือชาติหรือเผ่าพันธุ์กำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้สิทธิดังต่อไปนี้
(d) สิทธิพลเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
(1) สิทธิในการมีเสรีภาพในการโยกย้ายและในการพำนักอาศัยภายในเขตแดนของรัฐ
(2) สิทธิในการเดินทางออกจากประเทศหนึ่งประเทศใด รวมทั้งประเทศของตนและในอันที่จะกลับคืนมายังประเทศของตน
วิเคราะห์
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
- ความเสมอภาคตามกฎหมาย ต่อสิทธิในการมีเสรีภาพในการโยกย้ายและในการพำนักอาศัยภายในเขตแดนของรัฐ
-ความเสมอภาคตามกฎหมาย ต่อสิทธิในการเดินทางออกจากประเทศหนึ่งประเทศใด
-ความเสมอภาคตามกฎหมาย ต่อสิทธิในการเดินทางกลับคืนมายังประเทศของตน
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย โดยครอบคลุมองค์กรของรัฐไทย
2.4 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination Against Women : CEDEW)
Article 15
4. States Parties shall accord to men and women the same rights with regard to the law relating to the movement of persons and the freedom to choose their residence and domicile.
ข้อ 15[7]
4. รัฐภาคีจะให้สิทธิเช่นเดียวกันแก่บุรุษและสตรีในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการโยกย้ายของบุคคลและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่และภูมิลำเนา
วิเคราะห์
ผู้ทรงสิทธิ
-สตรีทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
- ความเสมอภาคของบุรุษและสตรี ต่อสิทธิตามกฎหมายในเรื่องการโยกย้าย
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
-รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา ซึ่งหมายความรวมถึงประเทศไทย โดยครอบคลุมองค์กรของรัฐไทย
2.5 กฎบัตรอาเซียน (The ASEAN Charter)
Article 2
2. ASEAN and its Member States shall act in accordance with the following Principles:
(i) respect for fundamental freedoms, the promotion and protection of human rights, and the promotion of social justice;
(j) upholding the United Nations Charter and international law, including international humanitarian law, subscribed to by ASEAN Member States;
ข้อ 2
2. ให้อาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
(ณ) การเคารพเสรีภาพพื้นฐาน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
(ญ) การยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่รัฐสมาชิกอาเซียนยอมรับ
วิเคราะห์
กฎบัตรอาเซียนไม่ได้ให้คำนิยามของ “เสรีภาพพื้นฐาน และสิทธิมนุษยชน” และไม่ได้ระบุบทบัญญัติในรายละเอียดของสิทธิมนุษยชนที่มุ่งคุ้มครอง เพียงแต่กล่าวไว้ในหลักการทำงานของ ASEAN เท่านั้น และตราบเท่าที่ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น การพิจารณาว่า “เสรีภาพพื้นฐาน สิทธิมนุษยชน” หมายถึงอะไร จึงควรพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการประกาศและยอมรับในระดับสากล[8]
เพราะฉะนั้นกรอบความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนว่าด้วยเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จึงควรเป็นไปตาม พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ผูกพัน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน กล่าวคือ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษนชน เป็นหลัก และอาจะรวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับอื่นด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงขอพิจารณาผู้ทรงสิทธิ เนื้อหาแห่งสิทธิมนุษยชน และผู้มีหน้าที่ผูกพันตามสิทธิ ตามที่กฎบัตรอาเซียนมุ่งคุ้มครอง กล่าวคือ
ผู้ทรงสิทธิ
-มนุษย์ทุกคน
เนื้อหาแห่งสิทธิซึ่งมุ่งคุ้มครอง
- สิทธิมนุษยชนทุกประการ ตามที่ได้รับการรับรองในทางระหว่างประเทศ หรือ สิทธิตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ผู้มีหน้าที่ต้องผูกพัน
- รัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
[1] สืบค้นเพิ่มเติม United Nations General Assembly resolution 1904(XVIII) of November 20, 1963 ทาง http://www.oas.org/dil/1963%20United%20Nations%20Declaration%20on%20the%20Elimination%20of%20All%20Forms%20of%20Racial%20Discrimination,%20proclaimed%20by%20the%20General%20Assembly%20of%20the%20United%20Nations%20on%20November%2020,%201963,%20resolution%201904%20(XVIII).pdf
[2] สืบค้นเพิ่มเติม ICJ Report (1971) p.57 ทาง http://www.icj-cij.org/docket/files/53/5595.pdf
[3] สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, (ห้างหุ้นส่วนจำกัด มิราเคิล ครีเอชั่นอินเตอร์ พริ้นท์)
[4] เพิ่มเติมจาก ความเห็นทั่วไปลำดับที่ 27 ข้อ 12 (เสรีภาพในการเดินทาง) ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Human Rights Commottee) การประชุมสมัยที่ 67 ปรากฏในเอกสาร CCPR/C/21/Rev.1/Add 9 สืบค้นทาง http://www.unhchr.ch/tbs/doc.nsf/0/6c76e1b8ee1710e380256824005a10a9?Opendocument
[5] อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จัดพิมพ์โดยสำนักงานส่งเสริมและพิทักษ์เด็ก สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
[6] สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, (ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอเดีย สแควร์)
[7] สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ, (ห้างหุ้นส่วนจำกัด มิราเคิล ครีเอชั่นอินเตอร์ พริ้นท์)
[8] มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน, กฎบัตรอาเซียน The ASEAN Charter, พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพฯ : มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน, 2554)