ศึกษาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและพาณิชย์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน
สรุปประเด็นจากการฟังเสวนา
การประชุมกลุ่มย่อยโครงการศึกษาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและพาณิชย์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ช่วงกฎหมายสารบัญญัติ)
วันที่ 18 ตุลาคม 2555
จัดโดยคณะวิจัย คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
สนับสนุนโดยสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม
การนำเสนอวัตถุประสงค์ในการวิจัย
คณะผู้วิจัย โดยอาจารย์จิรวุฒิ ลิปิพันธ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เพื่อศึกษากฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ ทั้งในภาคของกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ ของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน โดยพิจารณากฎหมายไทยว่าสอดคล้องและรองรับต่อการเปิดประชาคมอาเซียนหรือไม่ และนำเสนอประเด็นต่อกระทรวงยุติธรรม
โดยการจัดประชุมครั้งนี้ เชิญหลายภาคส่วน คือ ภาควิชาการ ภาคราชการ ภาคเอกชน ที่มีส่วนในการใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อ
1.เพื่อระดมความเห็นที่มีต่อ เค้าโครงการวิจัยในครั้งนี้ ว่าเหมาะสมกับสภาพปัญหา และครอบคลุมหรือไม่ หรือทางคณะผู้วิจัยควรปรับแผนการอย่างใด
2. เพื่อรับฟังข้อมูล ความเห็น ข้อเสนอแนะ หรือสภาพปัญหา จากผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในสาขาต่างๆ เฉพาะด้านซึ่งอยู่ในขอบเขต ของงานวิจัย เช่น ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายขนส่ง ทนายความ ข้าราชการกระทรวงแรงงาน ข้าราชการกรมเจรจาการค้า นักวิชาการ ฯลฯ
ประเด็นจาก ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย
- · เมื่อพิจารณาจากชื่อโครงการแล้วค่อนข้างกว้าง
และยังขาดการแสดงวัตถุประสงค์ในการวิจัยอย่างชัดเจนว่า
“ต้องการวิจัยเพื่ออะไรบ้าง” จึงน่าจะเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อก้าวต่อไป
- ·
ตัวอย่าง การสะท้อนปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งอาจจะนำไปสู่โจทย์วิจัย เช่น เรื่องกฎหมายขัดกัน
ซึ่งอุดช่องว่าการใช้กฎหมายต่อนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่ต้องมีบทบาทมากในอนาคต
เพราะนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าปัจจุบัน >>> น่าจะสะท้อนภาพของความขัดกันของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในกลุ่มประเทศอาเซียนให้ได้
- · อาจารย์เสนอว่า
ก่อนการตั้งโจทย์ว่าจะ “ปฏิรูปกฎหมาย” ควรต้องถอดรหัสให้ได้เสียก่อนว่า ASEAN มีแนวคิดอย่างไรในการทำงานในเรื่องกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เพื่อให้ทิศทางการปฏิรูปกฎหมายมีความสอดคล้องและใช้ได้จริง
- · กรณีการถอดรหัส
แนวคิดการทำงานของ ASEAN
อาจารย์เสนอโดยเทียบเคียงกับ EU (European
Union) โดยศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างว่า EU
มีองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเพื่อขับเคลื่อนประชาคมจนเห็นได้ชัดเจน เช่น
ศาลประชาคมยุโรป ที่คำตัดสินของศาลผูกพันศาลภายในของรัฐสมาชิก ตรงนี้เห็นได้ว่าทิศทางของการตีความกฎหมาย
การใช้กฎหมายในนิติสัมพันธ์ต่างๆของกลุ่มประเทศ EU
มีแนวโน้มในทิศทางเดียว เพราะอำนาจศาลประชาคมทำให้คำพิพากษามีผลผูกพัน >>> ซึ่งน่าสนใจว่า
แล้วกลุ่มประเทศอาเซียน จะมีศาลอาเซียน (องค์กรกลาง) ที่มีบทบาทในลักษณะนี้หรือไม่
หรือสุดท้ายแนวคำพิพากษาของกลุ่มประเทศอาเซียนก็อาจจะไปกันคนละทิศทาง
ซึ่งประเด็นนี้แท้จริงแล้ว มันคือ
การตอบโจทย์เรื่องแนวคิดการทำงานของประชาคมอาเซียน และแน่นอนว่าการตอบโจทย์นี้ก็คือ
ทั้ง 10 ประเทศร่วมกันตอบนั่นเอง
ประเด็นจาก รศ.ดร.กัลยา ตัณศิริ
- · เค้าโครงการวิจัยครั้งนี้กว้างมาก
และนำเสนอประเด็นยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
- · การศึกษาประวัติศาสตร์การก่อตั้งประชาคมยุโรป
ตลอดจนการจัดการในเรื่องกระบวนการยุติธรรม น่าจะเป็นเรื่องจำเป็น
- · อาจารย์เสนอว่า
ควรจัดกลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อนทำการวิจัย เพราะว่า nature ของแต่ละเรื่องก็มีแนวคิด ที่มา
และวัตถุประสงค์ที่มุ่งคุ้มครองในรายละเอียดที่แตกต่างกันได้ ยกตัวอย่างของการจัดกลุ่ม
(Grouping) เช่น
กฎหมายเกี่ยวกับบุคคล
กฎหมายเกี่ยวกับสัญญา กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว
ประเด็นจาก รศ.วรวุฒิ เทพทอง
- · งานวิจัยชิ้นนี้
ควรนำเสนอประเด็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ของกลุ่มประเทศอาเซียน
หรือปัญหาที่จะเกิดขึ้นให้ชัดเจนกว่านี้
- · เสนอว่างานวิจัยน่าจะจัดกลุ่มกฎหมาย
เช่น กฎหมายแพ่งในกลุ่มประมวลแพ่ง
กฎหมายแพ่งในกลุ่มกฎหมายเฉพาะ
กฎหมายแพ่งในกลุ่มกฎหมายอิสลาม
- · เสนอประเด็น
กฎหมายสัญญา :
ภาษาที่ใช้ในสัญญาระหว่างประเทศ ควรเป็นภาษาใด
จะนำมาซึ่งความได้เปรียบ เสียเปรียบของคู่สัญญา
ประเด็นจาก อาจารย์วุฒิพงศ์ เวชยานนท์
- · เสนอประเด็นภาษา
จะนำมาซึ่งความได้เปรียบเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น
กรณีการเลือกอนุญาโตตุลาการ จำนวนอนุญาโตตุลาการที่รู้และคล่องแคล่วการใช้ภาษา
อาจจะมีอยู่ไม่มากในประเทศไทย
แต่เมื่อคดีการค้าที่มีลักษณะระหว่างประเทศจะมีมากขึ้น
ความจำเป็นของอนุญาโตตุลาการที่เก่งภาษาจำเป็นมากขึ้น ซึ่งถ้าคนไทยมีอยู่ไม่มาก
ก็จะไม่ได้เข้ามามีบทบาทปกป้องผลประโยชน์ตรงนี้
- · เสนอประเด็น
เรื่อง Certificate
of origin เพราะมีความได้เปรียบเสียเปรียบของประเทศไทย
ทำให้ต้องรู้ให้ได้ว่า การตีความว่า “สินค้าจะมีแหล่งกำเนิดจากที่ใดนั้น
ต้องไม่มีส่วนผสม หรือวัตถุดิบ หรือผลิตบางส่วนในต่างประเทศ เกินจำนวนเท่าใด” มิฉะนั้นสินค้าไทยก็อาจจะโดนส่งกลับได้ตลอด
- · เสนอประเด็นที่น่ากังวล
เพราะอาจารย์มองว่า ประชาคมอาเซียนหมายถึงการใช้กติกาเดียวกัน ทุกอย่างเสมอภาค
เมื่อพิจารณาในเรื่องของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในขณะที่แต่ก่อนระบบของ WTO ยังมีการให้สิทธิพิเศษ (หรือแต้มต่อ) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา
ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มประเทศอาเซียนแต่ประเทศก็มีขีดความสามารถได้ไม่เท่ากัน
เมื่อต้องมาใช้กติกาเศรษฐกิจเดียวกันนี้ จะเห็นความได้เปรียบเสียเปรียบมาก
- · ข้อสงวนของประเทศไทย
ในประชาคมอาเซียน มีหรือไม่ ประเด็นอะไรบ้าง คนทำงานควรศึกษาให้ชัดเจน
- · ประเด็นบริษัทต่างชาติ
>>
> กรณีที่กฎหมายเริ่มปรับให้ผู้ถือหุ้นต่างด้าวที่เป็นสมาชิกอาเซียนมี
ได้ถึง 70% ไม่น่ากังวล แต่ความน่ากังวลคือ การถือหุ้นแฝง
คือบริษัทต่างด้าวที่แท้จริงผู้ควบคุมหลัก คือ คนของประเทศนอกกลุ่มอาเซียน
ประเด็นจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง[1] (พ.ต.ท.นิธิวัชร์)
- · สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
เริ่มจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเรื่องคนเข้าเมือง เพื่อรองรับการเปิดเสรีสินค้าและบริการของประชาคมอาเซียน
ซึ่งจะนำมาสู่การเคลื่อนย้ายของคนอาเซียนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องพิจารณา
กฎหมายคนเข้าเมือง คือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในปัจจุบัน ว่ามีช่องโหว่ในแง่ใด ที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายของอาเซียน
- · สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
มองว่าการปฎิบัติต่อคนเข้าเมืองประเภทต่างๆ ในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น
คนเข้าเมืองสถานการณ์ปกติ คนเข้าเมืองที่เป็นคนชายแดน (เช่นตาม มาตรา 12,13,15 และ 17 ในลักษณะที่แตกต่างกัน ) ยังมีอยู่ในประเทศอาเซียนต่างๆ
แต่ “การปฏิบัติต่อคนเข้าเมืองประเภทต่างๆ
ของแต่ละประเทศอาเซียนควรต้องเป็นไปแบบสอดคล้องกันหรือไม่ เป็นประเด็นที่ตั้งไว้” >>> (ผู้สรุปขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแบ่งคนเข้าเมือง
ตามประเภทของกิจกรรมที่เข้าเมืองมา โดยขอยกตัวอย่างเช่น คนเข้ามาเรียน
คนเข้ามาทำงานประเภทต่างๆ คนเดินทางผ่าน ฯลฯ)
- · ประเด็นเพิ่มเติมว่า ในอนาคตประเทศไทย และอาจจะรวมถึง 10 ประเทศอาเซียนนั้นจะจัดการ/ปฏิบัติต่อคนเข้าเมือง ซึ่งมีสถานะเกาะเกี่ยวกับ 10 ประเทศอาเซียน ในระดับต่างๆ อย่างไร ตัวอย่างเช่น >>> (ผู้สรุปขอตั้งข้อสังเกต ว่าเป็นการแบ่งคนเข้าเมือง ตามประเภทของสถานะของบุคคล)
- คนเข้าเมือง ซึ่งเป็นคนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
- คนเข้าเมือง แต่เป็นคนนอกกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน กล่าวคือ ต้องมีระบบ Schengen เหมือนอย่างกลุ่มประเทศยุโรปหรือไม่
- · อาเซียนควรมี Schengen หรือไม่ ?? >> ประเด็นข้อเท็จจริงที่อาจจะนำไปสู่แนวคิดในการออกกฎหมาย นโยบายที่เหมาะสมกับภูมิภาคอาเซียน
- พิจารณาว่า คนในประเทศอาเซียนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมกว่ายุโรปอย่างเห็นได้ชัด เช่น กลุ่มมุสลิม การยอมรับของแต่ละประเทศที่จะให้คนต่างด้าวเข้าเมืองอาจจะมีเงื่อนไขและความเข้มงวดต่างกัน เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียยอมรับกลุ่มคนมุสลิม หรืออาจจะกลุ่มคนอื่นๆ (เป็นมิตร) มากกว่าประเทศอื่น >>> หากมี Schengen ภายในประเทศอาเซียน ยกตัวอย่าง การเคลื่อนย้ายของคน เมื่อคนของประเทศนอกกลุ่มอาเซียนจะเข้าประเทศไทย ประตูเมืองประเทศไทยไม่ยอมรับโดยตรง เขาก็อาจจะไม่เข้าทางประตูเมืองประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเงื่อนไขที่อลุ่มอล่วยสำหรับเขามากกว่า แล้วค่อยเคลื่อนย้ายเสรีโดยสิทธิตาม Schengen เข้าประเทศไทย (ทั้งที่ความเป็นจริง คนกลุ่มนี้ประเทศไทยอาจจะไม่ยอมรับก็ได้) – เช่นนี้จะมีปัญหาหรือไม่ และประการสำคัญ หากคนกลุ่มนี้เป็นคนที่ประเทศไทยมองว่า เป็นกลุ่มคนที่ประสงค์ร้าย หรือจะทำลายความสงบเรียบร้อยในประเทศไทย
- · อย่างไรก็ตาม
เรื่องคนเข้าเมืองอยู่ในกรอบเสาหลักความมั่นคงของประเทศอาเซียน (ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
(APSC
: ASEAN Political-Security Community))
การดำเนินการอาจจะต้องหลายขั้นตอน และมีการเจรจากันหลายครั้งกว่า
- · ประเด็นความล่าสมัยของกฎหมายคนเข้าเมืองในบางส่วน
แต่ด้วยเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ กระบวนการแก้ไขกฎหมาย หรือออกระเบียบ ออกประกาศ
ใช้เวลานานมาก บางกรณีก็ไม่ทันกับสถานการณ์ของปัญหา เช่น
การกำหนดให้คนที่มีสิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวป่วยหนัก
ต้องพักรักษาตัวเกินกว่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัย
กรณีนี้ต้องดำเนินการร้องขอต่ออายุด้วยตนเอง
แต่ความเป็นจริงคือป่วยหนักเดินทางมายื่นคำร้องด้วยตนเองไม่ได้
การแก้กฎหมายตรงนี้จึงสำคัญ
- · ประเด็นคนถือสอง passport เพราะมีสัญชาติของ 2 ประเทศซึ่งเป็นประเทศอาเซียน (คุณเจ้าหน้าที่เองก็มองว่าอนาคต อาจจะมีถึง 3 สัญชาติ) มีเกิดขึ้นบ่อยในแนวชายแดน
- ประเด็นการเข้าเมืองของคนสองสัญชาติลักษณะนี้ไม่มีปัญหา แต่ประเด็นกลับเป็นเรื่องของการเข้ามาแล้วทำผิดกฎหมายอาญาแล้วหลบหนีกลับไปโดยง่าย เพราะอาจจะเข้ามาด้วย passport หนึ่ง แล้วออกด้วยอีก passport สาระสำคัญคือ เป็นประเทศติดกัน เข้าออกง่ายมาก เช่น กรณี ไทย-ลาว
- ประเด็นมีสอง passport เพราะสองสัญชาติ แต่ว่าแท้จริงแล้วมีเพียงสัญชาติเดียว อีกสัญชาติทำเอกสารปลอมขึ้นมา
- ประเด็นของคนสัญชาติไทย แต่เสียสัญชาติไทย แต่เมื่อไม่ประกาศ คนดังกล่าวก็ใช้สัญชาติไทยและ passport ไทยอยู่ด้วย
- · ประเด็นการจัดการพาหนะที่ข้ามแดน
ควรต้องมีการทำประกัน สำหรับ 7 วัน หรือ 1
เดือน มิฉะนั้นเมื่อมาทำความผิด ก็อาจจะขับหนีกลับประเทศตนเองไป
กรมทรัพย์สินทางปัญญา
- · ริเริ่มแต่งตั้งคณะทำงาน
เพื่อพิจารณากฎหมายให้สอดรับกับอาเซียน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539
- · คณะทำงานมีข้อเสนอว่าในเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้น
ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศควรเข้าไปเป็นภาคีสมาชิกของ the Madrid
Agreement (1891) และ the Madrid Protocol (1989)[2]
ซึ่งว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า มิฉะนั้นแล้วการเคลื่อนย้ายสินการ
การลงทุนไปยังอีกประเทศที่กฎเกณฑ์ในการคุ้มครองไม่เท่ากัน
ก็อาจจะเกิดการละเมิดเครื่องหมายการค้า เป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการ
ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการเคลื่อนย้ายโดยเสรีด้านเศรษฐกิจด้วย
- · ด้านกฎหมายลิขสิทธิ์
มีการเสนอแนะว่าควรมีองค์กรกลางของอาเซียนที่ทำหน้าที่เก็บค่าลิขสิทธิ์
- · เสนอว่าทุกประเทศอาเซียนควรแก้กฎหมายเครื่องหมายการค้า
กฎหมายลิขสิทธิ์ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญากรุงเฮก ???
ประเด็นจากคุณพงษ์สวัสดิ์
- · ประเด็นของกฎหมายขัดกันของแต่ละประเทศมีการเลือกใช้จุดเกาะเกี่ยวที่แตกต่างกัน
ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาในการเลือกใช้กฎหมายในคดีได้
- · ถ้อยคำว่า
“ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” ของกฎหมายของแต่ละประเทศ
(เช่น ประเด็นกฎหมายขัดกัน (และอาจจะรวมถึงกฎหมายอื่นด้วย))
มีความหมายแตกต่างกันหรือไม่ และใช้ในบริบทที่แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เพราะถ้อยคำลักษณะนี้มีนัยของการใช้ดุลยพินิจอยู่
หากตีความโดยไม่ทราบแนวคิดของแต่ละประเทศก็น่าจะเป็นปัญหาเมื่อนำกฎหมายของประเทศนั้นมาบังคับใช้
กรมเจรจาการค้า
- · การขยายระยะเวลาการเปิดเสรีด้านการค้าบริการเป็นเดือนธันวาคม
2558 เพราะความไม่พร้อมของทั้ง 10 ประเทศอาเซียน
- · ประเทศไทยควรศึกษากฎหมายไทย
ว่ารองรับการเปิดเสรีแล้วหรือไม่ เพียงใด
- · กฎหมายไทยที่อาจจะต้องปฏิรูป
เช่น กฎหมายที่จำต้องอนุวัติการตามพันธกรณีของอาเซียน และตามพันธกรณีของ WTO
- · การค้าการลงทุน
จะนำมาซึ่งประเด็นภาษี จึงหลีกเลี่ยงการศึกษากฎหมายภาษีไม่ได้ ปัญหาการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศจะเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน
การศึกษากฎหมายภาษีจึงมีส่วนสำคัญต่อการรองรับการเปิดเสรี
กระทรวงแรงงาน
- · เสนอความเห็นว่า
การเปิดเสรีด้านการค้าการบริการ จะนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของคนที่ทวีจำนวน
แต่กระนั้นก็ตามแม้ไม่มี AEC ก็มีคนทำงานที่เข้าเมืองอยู่แล้วในหลายกลุ่ม
- · เสนอประเด็นว่า
เมื่อเปิดอาเซียน ประเทศไทยต้องเปิดประเทศ แล้วแรงงานไทยจะทำงานอย่างไร
เราจะพิจารณาเฉพาะการดูแลแรงงานต่างชาติเพื่อรองรับการเปิดเสรีฝ่ายเดียวมิได้
ต้องดูแลแรงงานไทยด้วย
- · งานที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำในแต่ละประเภท
ควรมีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลแต่ละประเภทงาน
เพราะเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐด้วย
กรมการขนส่งทางบก
- · มีทิศทางการทำงานเพื่อรองรับ ประชาคมอาเซียน ดังนี้
- ปฎิรูปกฎหมายไทยเพื่อดำเนินการตามกรอบของ ประชาคมอาเซียน คือ
- กฎหมายเกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้นในกิจการการขนส่ง
- กฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตราย
- กฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและคนโดยสารข้ามแดน
- วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการขนส่ง เช่น ถนน ป้ายการจราจร
- การดำเนินการเพื่อสนับสนุนงานของประชาคมอาเซียนให้บรรลุวัตถุประสงค์
- สนับสนุนเรื่องความสามารถของผู้ขับรถขนสินค้าอันตราย
- การตรวจสอบอุปกรณ์รถให้สอดคล้องกับสากล
- ประเด็นการเปิดปิด ประตูรถ / ด้านคนขับซ้าย-ขวา ต้องศึกษา และแก้ปัญหาให้เหมาะสม เพราะ 10 ประเทศมีลักษณะที่ต่างกัน
- แผ่นป้ายติดรถยนต์ควรเป็นสากล
- เอกสารรับรองการตรวจสภาพรถยนต์ ควรใช้ภาษาใด เพราะอนาคตรถยนต์ก็เคลื่อนระหว่าง 10 ประเทศอาเซียน
- การเพิ่มพูนทักษะทางภาษาให้กับพนักงานขับรถ โดยเฉพาะรถโดยสาร