.
<p>
</p><h2><a href="http://health2u.exteen.com/20121030/en">พบคนเล่นบอลแข็งแรงกว่า [EN]</a></h2>
posted on 30 Oct 2012 07:31 by health2u in <a href="http://health2u.exteen.com/category/health">health</a> directory <a href="http://directory.exteen.com/knowledge">Knowledge</a><span> | <a href="http://www.exteen.com/manage/entryeditor.php?eid=4189157805">Edit This</a> </span>
วิดีโอ: การฝึกป้องกันเอ็นไขว้เข่าหน้าบาดเจ็บสำหรับนักกีฬา-นักฟุตบอล (ACL injury prevention)
.
ถ้าฝึกได้นานพอ จะทำให้การทรงตัวดีขึ้น ระบบประสาทตอบสนองไวขึ้น กล้ามเนื้อ-เอ็นพยุงลำตัวและข้อเข่าแข็งแรงดีขึ้น ทำให้เล่นบอลเก่งขึ้นในระยะยาว > [ YouTube ]
.
อ.สกอตต์ โรเซนฟิวด์ ตีพิมพ์เรื่อง 'Why soccer players are healthier than you'
= "ทำไมนัก(ฟุต)บอลมีสุขภาพดีกว่าคุณ", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
ฟุตบอล (soccer) เป็นกีฬาที่มีคนนิยมเล่นมากที่สุดในโลก... ก่อนอื่นขอแทรกศัพท์ภาษาอังกฤษนิดหน่อย คือ
- play (verb) = เล่น
- player (noun) = นักเล่น คนเล่น
- non-player (noun) = คนที่ไม่เล่น (non- = no = ไม่)
- soccer (noun) = ฟุตบอล (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน)
- soccer player = คนเล่นฟุตบอล นักฟุตบอล
- football = ฟุตบอล (ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ)
- ในสหรัฐฯ football = American football = อเมริกันฟุตบอล (เตะลูกได้ ถือลูกวิ่งได้)
- pace (noun) = ก้าวเดิน
- walk at a moderate pace = เดินเร็วปานกลาง (ฝรั่งชาวตะวันตก หรือคนในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ) รวมทั้งคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักจะเดินเร็วกว่าคนในเขตร้อน เช่น ไทย ฯลฯ ทำให้เดินเร็วปานกลางของฝรั่งจะเร็วพอๆ กับเดินเร็ว(มาก)ในคนไทย
![]()
.
การศึกษาใหม่ (ตีพิมพ์ใน J Medicine and Seience in Sports and Exercise)ทำในกลุ่มตัวอย่างผู้ชาย อายุ 33-54 ปี, 33 คน
.
สุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม, กลุ่มหนึ่งให้เล่นบอล 2 ครั้ง/สัปดาห์, อีกกลุ่มหนึ่งให้ออกกำลังปานกลาง (at a moderate pace; pace = ก้าวเดิน) เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ฯลฯ
.
ทั้งสองกลุ่มให้ออกกำลังนานเท่ากัน = 30-45 นาที/ครั้ง, นาน 6 เดือน
.
ผลการศึกษาพบว่า การเล่นบอล 2 วัน/สัปดาห์ ช่วยควบคุม หรือลดความดันเลือด (blood pressure drop) ได้มากเป็น 2 เท่าของการออกกำลังปานกลาง เช่น เดินเร็ว จักรยาน ฯลฯ
.
![]()
.
อ.ดร.อีริค โทเพา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ กล่าวว่า การออกแรง-ออกกำลังให้หนักขึ้นหน่อย มักจะให้ผลดีกับสุขภาพมากกว่าการออกแรง-ออกกำลังเบาๆ
.
สมัยก่อนเชื่อว่า การออกแรง-ออกกำลังต้องเป็นแบบหนักปานกลาง และนานต่อเนื่องกัน 20 นาทีขึ้นไป แบบที่เรียกว่า "แอโรบิค (aerobic)" เช่น วิ่ง เดินเร็ว จักรยาน ว่ายน้ำ ฯลฯ จึงจะดีกับสุขภาพ
.
การศึกษาช่วงหลังๆ พบว่า การออกแรง-ออกกำลังแบบหนักสลับเบา (interval - อินเทอร์เว่า) เช่น วิ่งสลับเดิน เดินแนวราบสลับขึ้นลงบันได เดินสลับกระโดดเชือก ฯลฯ มีแนวโน้มจะดีกับสุขภาพมากกว่าการออกแรง-ออกกำลังหนักเท่าเดิมนานๆ
.
อ.ดร.เดวิด มารอน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยแวนเดอบิวท์ กล่าวว่า จุดเด่นของฟุตบอล คือ ทำให้ต้องออกกำลังหนักสลับเบาบ่อยครั้ง
.
![]()
.
ช่วงออกแรง-ออกกำลังหนักจะบริหารหัวใจ-หลอดเลือด ทำให้การสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
.
ช่วงเบาๆ จะช่วยให้ร่างกายได้พัก ไม่ทำงานต่อเนื่องหนักจนเกินไป หรือไม่หักโหม
.
การศึกษาจากเดนมาร์กในปี 2012/2555 (ปีนี้) ทำในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 10,000 คน
.
ผลการศึกษาพบว่า การออกแรง-ออกกำลัง เช่น วิ่งเร็ว (jogging - จอกกิ้ง), เดินเร็ว (brisk walking) 2-4 ชั่วโมง/สัปดาห์ = 17-34.3 นาที/วัน ทุกวัน ช่วยลดเสี่ยงความดันเลือดสูง (high blood pressure / hypertension) ได้ = 40-50%
.
![]()
.
ความดันเลือดสูงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และหลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น โดยเพิ่มเสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาต-หลอดเลือดสมองแตก 3-17 เท่า, ไตเสื่อมเร็วขึ้น 5 เท่า, หัวใจวายเพิ่ม 2 เท่า
.
ข่าวดี คือ การรักษาความดันเลือดสูง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนในการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ (lifestyle) ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีมาก
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
- [ หวยบนดินถูกต้าน เพราะขัดผลประโยชน์คนรวยเก่า(พวกขายใต้ดิน) ] > เรื่องนี้คล้ายกับ '3G' ที่ถูกต้านเพราะขัดผลประโยชน์คนรวยเก่า + อำนาจเก่า

- Thank > http://news.menshealth.com/soccer-cardio-benefits/2012/10/23/?cm_mmc=DailyDoseNL-_-1087428-_-10292012-_-SportHeart-dek
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 30 ตุลาคม 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>