วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้ข้อวัตรล้มระเนระนาดเจ้าค่ะ ศีลแทบจะผิดทุกข้อ ข้อปฏิบัติ 5 ข้อ ก็คงได้ทำเพียงตอนเย็นหลังจากครูเมตตาให้ “สติ”

กิเลสความน้อยใจ อันเป็นโทสะ คอยขัดขวางการปฏิบัติภาวนาของหนู ก็ได้เรียนรู้ว่า “ที่ผ่านมายังไม่ได้เรื่อง” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “จบ” ใช่ไหมค่ะครู

                วันนี้ตื่นมาแต่เช้าทำวัตรเช้าแต่ไม่ได้ภาวนา ลงมาข้างล่างทั้งชุดขาวดำ ตั้งใจใส่บาตรให้เพื่อนที่ผูกคอตายเมื่อวานนี้ การตายของเพื่อน การได้เห็นร่างของเขาถูกหามลงโลง การได้คุยกับลูกชายวัย 7-8 ขวบกับลูกสาววัย 3-4 ขวบของเพื่อนเมื่อวานก็ได้สติกับตนเองแม้จะยังหนักอยู่

              หนูขี้ใจน้อย ยังโชคดีที่ศีลข้อ     5 อย่างหยาบยังพอประคองให้หนูไม่พลาดพลั้งเหมือนเพื่อน เพียงแค่ความน้อยใจชั่วขณะ อธิษฐานอุทิศบุญให้เพื่อนขณะใส่บาตร

อาทิตย์นี้หนูเป๋ ไม่มีชุดทำงานติดมือมาบ้านเลยต้องวนรถหาซื้อแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะขาดสติ พอทำสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งก็จะเสียหายนี่คือ ข้อเสียของหนู

                ด้วยความน้อยใจในวาสนาหนูสารภาพค่ะครูว่า

“มันคิดจะพอกับตนเอง อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ทำกรรมหนักกว่าที่เป็น ถอยซะอย่างน้อยก็ไม่สร้างกรรมกับพระอริยมากไปกว่านี้”

พอถอยก็ลงเขาเลยเจ้าค่ะ วันนี้ขับรถมาเรื่อย ๆ ตัดสินใจลางาน แวะซื้อชุดที่กาฬสินธุ์ แต่ก็ใจไม่เบากับตนเอง หนูตั้งใจแค่จะถอยมาเงียบ ๆ แต่พอแม่กุลโทรมาจิตก็เข้าร่องเดิมอยู่ แหลมหน้าออกมา เผลอคร่ำครวญ

                เวลามันถอย ใบหน้าหนูก็ออกอาการหมองขึ้นมาทันทีเจ้าค่ะ ลึก ๆ ก็เข้าใจว่าเพราะเหตุที่ไม่ดีต่าง ๆที่ตนสร้างไว้ ศีลไม่ครบ รักษาข้อปฏิบัติไม่ได้ ที่หนักที่สุดคืน เพ่งโทษครู

ใจรู้สึกเจ็บกับคำว่า

“เนรคุณ และอกตัญญู”

เวลาที่รู้สึกเจ็บกับคำต่าง ๆ นั่นเป็นสัญญาณกับหนูเองว่า

“กำลังทำ หรือ กำลังเป็นอยู่ หรือ ทำไปแล้ว แต่ไม่ยอมรับ”

จิตก็จะคอยแต่ดึงคำตำหนิ ภาพรุนแรงต่าง ๆ ที่มันเคยกลัว คำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกเจ็บใจ เข้ามากระหน่ำตนเองซ้ำ ๆ ค่ะครู เป็นการเบียดเบียนตนเอง ผิดศีลข้อหนึ่ง ขาดสติผิดศีลข้อ 5

ตลอดวันหนูก็นอน หมดสภาพ พิจารณาเรื่องเพื่อนผูกคอตายด้วย เรื่องทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนเองด้วยเจ้าค่ะ

แล้ว ญาติโทรมาให้ช่วยหาข้อมูล รพ.ที่จะตัดรองเท้าให้หลานสาวที่เป็นโรคเท้าแบน หลุดออกมาพักหนึ่ง พอได้อะไรเรียบร้อยมันก็เข้าร่องเดิม

ประมาณทุ่มกว่า ๆ ขับรถพาญาติๆและเด็ก ๆไปทานข้าว ครูโทรเข้ามา ใจหนูสั่นขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ ครูโทรย้ำมาถึง 3 ครั้ง รู้สึกกับตนเองว่า

“ไม่ปกติแล้ว”

ท่านคงมีเหตุเร่งด่วน พอจอดรถให้ญาติๆเข้าไปในร้านหนูขอโอกาสคุยโทรศัพท์ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ครูเมตตา แก้ไขให้ ดึงกลับมา ดึงออกมาจากทุกข์และความเศร้าหมอง

เหมือนหลวงปู่เอ่ยครู “เป็นแม่”

หลวงปู่ชี้ทางหนูตลอด 3 วันที่พาพี่ ๆไปภาวนา เมตตาเทศน์ถึงครูทุกครั้ง เทศน์ถึงพระคุณครู และย้ำให้หนูเชื่อฟัง

“อย่าใจน้อยหลาย ให้ใจแข็ง ๆ เหยียบหัวมันไว้กิเลสหน่ะ กดหัวมันไว้”

ตอนนั้นหนูไม่เข้าใจ ข้างในก็แย้ง เพราะก็คิดแต่ว่า ครูไม่สอนแล้วท่านไล่ให้ไปไกล ๆจากชีวิต หนูหมดโอกาสแล้วเจ้าค่ะ กรรมของหนู เลยเลือกที่จะ delete ตนเอง ก่อนที่จะทำกรรมหนักกับครูมากกว่านี้ ยิ่งอยู่ยิ่งทำอะไร มันก็ยิ่งอวดดี จัดการกิเลสไม่ได้สักที พลาดตลอด

แต่ครูก็เมตตาให้เริ่มต้นให้ ให้สู้ใหม่

วางสายจากครูพาญาติๆไปทานข้าว

กว่าจะกลับก็สามทุ่มกว่า เข้าบ้านได้แป๊บหนึ่งครูเมตตาโทรมาให้กำลังใจอีกครั้ง

 

“ให้เช็คศีล เช็คข้อปฏิบัติ เอาให้มั่นแก้ให้ได้ คำสอนของครูจะเขียนไว้ในอนุทินให้อ่านทุกวัน

หากกิเลสมาให้ ฝืนมัน นี่เป็นผลที่ 4 ปี ไม่ฝืนกิเลส ไม่ได้แล้วพระอริยท่านเอ่ยขนาดนี้

ครูย้ำอีกว่า

“หนูไม่ได้เป็นคนโง่ มีวาสนาอยู่ได้เจอพระอริยะให้รักษาโอกาส แม้จะตายเพราะเสียโอกาสก็ไม่ยอม ไม่ยอมแพ้ใจตนเอง เวลามีความโกรธ เสียใจน้อยใจ ก็พยายามทำความเข้าใจ แล้วก็แก้ไขตนเอง”

ข้อเสียอีกอย่างที่ครูชี้คือ “หนูไม่จำคำสอนครูบาอาจารย์”

หลวงปู่ชี้ให้ “ทำทาน” ฝึกทำออกจากใจ

เขียนบันทึกใน G2K ให้เขียน AAR ถอดบทเรียนทุกวัน ฝึกใคร่ครวญทุกวันวันนี้มันเป็นยังไง โดนกิเลสตัวไหนมันครอบงำอยู่ แก้ไขยังไง”

แล้วครูก็เมตตาให้ตัดผ้าถุงถวายครูเพื่อขอขมา

วันนี้โดนกิเลสโจมตีมาก ทั้งโทสะที่คอยย้ำให้ใจเจ็บปวด ราคะที่อยากให้พ้น ๆจากสภาวะแบบนี้สักที แต่ด้วยความเมตตาของครูทำให้พอลุกขึ้นมาได้กับตนเองเจ้าค่ะ แม้จะยังระเนระนาด แต่ก็เห็นแล้วว่ามันระเนระนาดเพื่อที่จะเรียนรู้การเก็บกวาดให้สะอาดให้ได้สักวัน

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ