ละครโกอินเตอร์ การพัฒนาของนักกิจกรรมที่ไม่เคยหยุด

 

ละครโกอินเตอร์
 
การพัฒนาของนักกิจกรรมที่ไม่เคยหยุด
 
 
นอกจากได้รับความสนใจจากเยาวชนนักทำละครกลางตุลาคมที่ผ่านมานี้ โครงการ “ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ยังเปิดเวทีโกอินเตอร์ หลอมรวมเยาวชนจากหลายพื้นที่ให้มาร่วมกิจกรรม
 
 
โดยกิจกรรมที่ว่านี้จัดขึ้น ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ ภายใต้ชื่อ “มหกรรมกายกรรมนานาชาติ” (แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าอินเตอร์ขนาดไหน) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบรรดานักกายกรรมระดับสากล มาร่วมเวิร์คช็อป แนะนำวิธีการประยุกต์ใช้ทักษะกายกรรมเข้ากับการแสดงละครชุมชน ที่เป็นจุดแข็งเดิมของ “ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
 
 
ภายในงานแบ่งทั้งภาคนิทรรศการให้ความรู้ เวทีพูดคุยเสวนาภายใต้ตีมหลักของความร่วมมือของเยาวชนแต่ละกลุ่ม ทั้ง เยาวชนชายขอบ เยาวชนที่ไม่เคยร่วมงานละครมาก่อน กระทั่งบรรดาสมาชิกเดิมที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแตกต่างบริบท หากแต่มีสื่อกลางเดียวกันคือการใช้เครื่องมือพัฒนาที่ชื่อ “ละคร”
 
 
สบโอกาสลองถามไถ่นักกายกรรมจากต่างชาติถึงการใช้ทักษะกายกรรมกับงานละครชุมชน เริ่มที่ “Andrea Hille” ตัวแทนจากคณะกายกรรม Die Rotznasen ประเทศเยอรมัน ซึ่งอธิบายว่า การฝึกกายกรรมนั้นได้ช่วยพัฒนาตัวเอง ทั้งด้านความมั่นใจ การแสดง อีกทั้งยังส่งผลให้เห็นคุณค่าตัวเอง ทำให้การประสานงานด้านเส้นประสาทในร่างกายสัมพันธ์กัน เกิดความรับผิดชอบ ยกตัวอย่าง เช่นในขณะต่อตัว คนที่อยู่ด้านล่างรับผิดชอบคนที่อยู่ข้างบน เป็นต้น และทั้งหมดคือทักษะของการทำงานเป็นทีม 
 
 
“Andrea” ยังชื่นชมเด็กไทยอีกว่า มีร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ เพราะบางท่าที่สอนให้นั้นเยาวชนเยอรมันต้องใช้เวลาฝึกฝนกว่า 2 อาทิตย์ จึงจะทำได้ แต่กับเยาวชนไทยสามารถฝึกได้ในเวลาที่น้อยกว่า ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่ต้องสานต่อ “ความเป็นทีมเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับกายกรรม การอยู่ด้วยกันเด็กๆ จะมีการช่วยกันทำสิ่งต่างๆ มีและแบ่งหน้าที่กัน เช่น คนหนึ่งเล่นเป็นตัวตลก คนหนึ่งเศร้า หรือร่าเริง กายกรรมมีกลุ่มที่สามารถเข้ามาเล่นได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเด็กในโรงเรียนเด็กที่มาเล่นในเวลาว่าง หรือแม้กระทั่งเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงในปัญหาสังคมต่างๆ เด็กๆ ที่ทำได้ก็จะมีความภูมิใจในตัวเอง เช่นการต่อตัวกัน 4-5 ชั้น หรือการโยนลูกบอล 3-5 ลูก แม้กระทั่งกายกรรมปีนผ้าเขาจะภาคภูมิใจในตัวเองว่าสามารถทำในสิ่งที่หลายๆ คนอาจทำไม่ได้ก็ได้”
 
 
ขณะที่เยาวชนไทยอย่าง  “สุวิภา อุแสง” ซึ่งเป็นตัวแทนเยาวชนชาติพันธุ์จากเผ่าดาราอั้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ บอกถึงละครที่เชื่อมโยงกับชุมชนของตัวเองว่า แต่เดิมชาวบ้านแทบไม่รู้จักละคร แต่ปัจจุบันชาวบ้านเข้าใจละครมากขึ้นรู้ว่าละครชุมชนคืออะไร ที่สำคัญยังส่งผลให้ทุกคนตื่นตัวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น
 
 
“เรารวมตัวกันหาข้อมูลประเด็นในชุมชนแล้วก็สะท้อนออกมาเป็นละคร อย่างตัวหนูจากที่ไม่เคยสนใจปัญหาในหมู่บ้านแต่พอมาทำละคร มารู้จักกัน ในหลายๆ พื้นที่ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนปัญหาก็รู้สึกว่าคนในชุมชนมีความกระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงในชุมชนมากขึ้น” สุวิภาบอกแล้วว่า หลังจากได้เรียนรู้กับครูชาวเยอรมันแล้ว ทำให้อยากเอาทักษะใหม่ไปไปใช้มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดท่าทางการถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางร่างกายด้วย”
 
 
 
ด้าน “พี่ก๋วย พฤหัส พหกุลบุตร” ผู้คลุกคลีกับงานละครชุมชนดีกว่าใคร ให้มุมมองว่า กายกรรมก็เป็นแขนงหนึ่งของศิลปะการแสดง ละครก็เป็นการเล่าเรื่อง โดยการเอาทักษะกายกรรมมารวมกับละครจะทำให้คนดูสนใจมากขึ้นอย่างละครจากต่างประเทศบางคณะเขาจะโดดเด่นเรื่องการปีนผ้า บางคนอาจจะเก่งด้านตีลังกา ในโลกของกายกรรมก็มีความหลากหลาย แต่ที่ได้ร่วมกัน นั่นมีการแลกเปลี่ยนทักษะกัน เยอรมันเอาละครไปรวมกับปัญหาสังคม โดยที่ให้เด็กประถมฝึกและเล่นประเด็นเหล่านี้
 
 
“เด็กๆ ที่ผ่านการฝึกเขาก็จะรู้ว่าเขาสามารถทำอะไรได้อีกเยอะเลย เช่นการยืดตัวการตีลังกา พอเขาทำได้เขาจะภูมิใจ การใช้กายกรรมไม่ใช่แค่ใช้เพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว แต่สำคัญที่ความภูมิใจเหล่านี้จะทำให้เขาเห็นคุณค่าตัวเอง “พี่ก๋วยบอก
 
 
ละครที่เคยเปลี่ยนแปลงแค่ตัวเอง ชุมชน ใกล้ตัวจึงผลิดอกออกผลไปไกลขึ้น พร้อมที่จะชักชวนสมาชิกใหม่ให้สัมผัสกับงานละครมากขึ้น
 
 
และก่อนจะสิ้นสุดกิจกรรมในครั้งนั้น นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการบริหารแผนฯ สำนัก 6 มองผลงานของเยาวชนแบบให้ข้อคิดว่า กิจกรรมละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้น 2-3 ปี แรกเป็นละครสะท้อนปัญญา หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องด้วยแค่สะท้อนปัญญาอย่างเดียวมันไม่พอต้องนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนชีวิต เพราะเด็กหรือคนที่ได้ดูละครจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าอีสาน ใต้ ภาคกลาง ก็เกิดการกระเพื่อมเรื่องนี้อยู่
 
 
อย่างที่เราดูของยางแดง (เด็กที่เข้าร่วม) เขาก็สะท้อนปัญหาของเขาแล้วก็เอาปัญหาของเขามาสะท้อน ไม่มีน้ำไม่มีไฟ ไม่มีสัญชาติ เพราะฉะนั้นการขยับไปสู่กิจกรรมงานเชิงกายกรรม หรืออื่นๆ เป็นการเปิดอีกมิติหนึ่ง อันที่ 2 ความแข็งของมะขามป้อมเขามีเครือข่ายอยู่เยอะอยู่แล้ว มีการเชื่อมกันนานาชาติ ปีละครั้งสองครั้ง เป็นพื้นที่เล็กๆ ของคนเล็กคนน้อย ที่ปรารถนาจะทำให้สิ่งดีดีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม” นพ.บัญชาบอกหลักฐานอันแสดงถึงความไม่หยุดนิ่งของแนวคิดนักทำละครที่มาร่วมในงาน
 
 
ละครที่พวกเราร่วมสร้างมา จึงไม่มีวันจบได้ แม้ด้วยเหตุผลของกาลเวลา