
วัฒนธรรมความรู้ทางเดียว
อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้กล่าวถึง หลักสูตรประวัติศาสตร์ไว้ว่า
“ต้องตอบด้วยวิชาประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตาบอดข้างหนึ่ง
แต่ถ้าเชื่อประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการก็ตาบอดสองข้าง”
ความสำคัญของคำพูดอาจารย์ชาญวิทย์ น่าจะอยู่ที่กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์มากกว่า
ซึ่งในระบบการศึกษาเน้น การเชื่อ เป็นหลักสำคัญ การเชื่ออย่างเดียวก็เหมือนกับ
ตาบอดทั้งสองข้าง เนื่องจากวิชาประวัติศาสตร์มีธรรมชาติในการค้นหาหลักฐาน
นำมายืนยันและสร้างแบบจำลองคำตอบ ยิ่งพบหลักฐานก็ยิ่งพบแบบจำลองคำตอบ
ที่นานา และหลากหลายมากขึ้น
มีอะไรอีกหรือไม่ในวัฒนธรรมความรู้ของเรา ที่เน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
มากกว่า การเชื่อคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว ข้อนี้มาจากวัฒนธรรมการศึกษา
ของเราที่เน้นคำตอบถูกต้องเพียงข้อเดียว ไม่ว่าคำตอบทางศิลปะ ก็เป็นคำตอบ
ถูกต้องเพียงข้อเดียว
ในจักรวาลวิทยาแห่งความรู้ ความรู้ได้ถูกสร้างขึ้นและผลิตขึ้น ในรูปแบบของ
คำตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง หากต้องการเรียนรู้ นั้นก็ต้องทราบแบบจำลองคำตอบ
ของทุกคำตอบ ไม่มีการปิดกั้นคำตอบใดคำตอบหนึ่ง และผู้ศึกษาก็มีอิสระตาม
วิจารณญาณในการเลือกเชื่อในแบบจำลองคำตอบแบบใด หรือจะเป็นแบบจำลอง
ที่สร้างขึ้นเองจากการพิจารณาว่าแบบจำลองคำตอบดังกล่าวนั้นไม่น่าจะตอบคำถาม
นั้นได้
ความรู้ที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็นความรู้แบบปลดปล่อย แบบนี้ในวัฒนธรรมการศึกษาเรียนรู้
ของเราไม่มี เพราะความรู้ของเราเป็นความรู้นำเข้าจากตะวันตก ซึ่งการผลิตของตะวันตก
กว่าจะได้แบบจำลองคำตอบ เกิดจากกระบวนการคิด และการตรวจสอบ และสร้างสรรค์
องค์ความรู้ขึ้นมา ซึ่งภายหลังพบว่ามีแบบจำลองอันใหม่ที่ท้าทายกว่า เขาก็ยอมรับใน
คำตอบใหม่ ซึ่งปัญญาชนของเราไปเรียนรู้หลักวิชาการแบบตะวันตก แบบลอกเอามา
ทั้งดุ้น แล้วก็นำความรู้เหล่านั้นโดยไม่ปรับประยุกต์ให้เป็นไปตามบริบท และไม่สร้าง
แบบจำลองคำตอบแบบใหม่ ๆ สร้างและผลิตซ้ำ และถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำไป
ความรู้ทางเดียวนี้ มองในแง่ดีก็มีแง่ดีมีคุณอยู่ ในฐานะที่สามารถ
ทำให้คนมีมาตรฐานเดียวกัน คือ จำความรู้แบบเดียวกันได้
พอคนจำความรู้แบบเดียวกันได้ ก็ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน
มีปัญญาชนหลายคนบอกว่า มันเกี่ยวเนื่องกับ ลัทธิเถรวาท
ก็น่าจะจริงเป็นบางส่วน สิ่งที่สำคัญน่าจะเกี่ยวกับลัทธิทุนนิยม
ที่ต้องการคนเป็นแบบเดียวกันมากกว่า คือต้องการคนที่เชื่อฟัง
คำโฆษณา บริโภคแบบไม่ยั้ง ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้
ทักษะการฟังคำสั่ง และสามารถแบ่งแยกความสามารถในการเรียน
ไปสู่การแบ่งแยกการเป็นหัวหน้างานในโรงงาน และแรงงาน
แต่อย่างไรก็ตามช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ก็มีงานวิจัยที่ย้อนกลับไป
หาภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่นการปริวรรตคัมภีร์ดั้งเดิมของล้านนาเพื่อ
หาตัวยา ซึ่งก็ได้ตัวยาที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น การศึกษาวิจัยสมุนไพร
แต่ก็ยังไม่ใช่การสร้างแบบจำลองของคำตอบที่แตกต่างจากคำตอบ
หรือแบบจำลองเดิม ๆ เท่าไรนัก แต่ก็มีผู้พยายามแสวงหาทางเลือก
ในการรักษาพยาบาลตนเอง ซึ่งก็ไม่ใข่นักวิชาการกระแสหลักเท่าไร
ยิ่งทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์แล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมความรู้ของเรา จึงเป็นวัฒนธรรมความรู้ทางเดียว
เป็นวัฒนธรรมอำนาจนิยมทางความรู้แบบอาณานิคมทางปัญญา
หรือว่า ไม่จริง ???