ผมมีข้อสังเกตว่าสังคมฝรั่งกับสังคมไทยมองชีวิตมนุษย์แตกต่างกัน    โดยผมไม่มองในแง่ว่ามองแบบไหนดี มองแบบไหนไม่ดี   แต่สนใจสังเกตเพื่อเป็นความรู้ของตนเอง    สำหรับได้เข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม    จึงขอนำมา ลปรร. ในบันทึกนี้

 

          ทั้งสังคมฝรั่ง และสังคมไทย ยกย่องบูชาคนดี คนทำประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ    แต่ยกย่องต่างกัน   คือไทยยกย่องให้คล้ายเทวดา หรือผู้บริสุทธิ์    แต่ฝรั่งเขายกย่องในฐานะสามัญชนหรือคนธรรมดา ที่ยังมีกิเลสหรือยังมีข้อตำหนิในบางเรื่อง

 

          อเมริกันเขาจึงเอาเรื่องราวของวีรบุรุษประธานาธิบดีนักปราชญ์ โธมัส เจฟเฟอร์สัน มีทาสผิวดำเป็นนางบำเรอ และมีลูกด้วยกันออกเผยแพร่เป็นที่รู้กันทั่วไป รวมทั้งในวิกิพีเดีย อ่านได้ที่นี่และที่นี่และผมเคยอ่านหนังสือแปล จากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่นายทหารหญิงพนักงานขับรถให้แก่นายพล ไอเซนฮาวร์ สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารพันธมิตรภาคพื้นยุโรป ในสงครามโลกครั้งที่ ๒   เปิดโปงชีวิตลับทางเพศระหว่างตนกับ ไอเซนฮาวร์   คนอเมริกันเขาก็เฉยๆ ไม่โวยวายว่าเป็นการลบหลู่วีรบุรุษของชาติ

 

          เขาแยกแยะระหว่างการยกย่องให้เกียรติ แสดงความกตัญญู   ออกจากเรื่องราวของชีวิตจริงในฐานะเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติ   คือคนในประวัติศาสตร์แม้จะมีตำหนิในบางเรื่องปรากฎขึ้นภายหลัง เขาก็ยังยกย่อง และคนที่ทำให้ความจริงเรื่องตำหนินั้นก็ไม่โดนประชาทัณฑ์

 

          แต่บ้านเราไม่ได้ เราต้องยกย่องคนที่เราเคารพนับถือหรือบูชา ว่าทำอะไรอย่างไรก็ถูกทั้งนั้น    เพราะเขาเป็นเทวดา หรือสมมติเทพ    จึงห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ห้ามเอาด้านลบหรือส่วนเสียมาเปิดเผย  

 

          ผมคิดว่าวิธีคิดและปฏิบัติเช่นนั้น ล้าสมัย หมดยุค   ยุคนี้เป็นยุคของ ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์    คนเราอาจเกิดมามีชาติกำเนิดแตกต่างกัน  แต่มีความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์   ซึ่งแปลว่ามีชีวิต เลือดเนื้อ และจิตใจด้วยกัน  และแตกต่างกัน    ต้องเคารพให้เกียรติกัน   เคารพให้เกียรติสมมติที่ตกลงหรือยอมรับร่วมกันบางอย่าง     รวมทั้งเข้าใจข้อจำกัดของมนุษย์แต่ละคนด้วย    คือไม่มีใคร perfect   และทุกคนทำผิดได้    หากทำผิดก็รับผิดเสีย   ความผิดหลายอย่างให้อภัยได้   แต่ต้องรับผิดและสัญญาว่าจะไม่ทำซ้ำอีก   เพราะมันก่อความเดือดร้อนให้แก่คนส่วนมาก 

 

          ยกตัวอย่าง ปธน. คลินตัน ทำผิดศีลธรรมทางเพศกรณีลูวินสกี้   เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนทราบ    แต่เขาก็ยอมรับ (แม้จะรับยาก) ว่านั่นคือจุดอ่อนอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์    ที่ ปธน. คลินตันพ่ายแพ้ไปชั่วขณะ   และท่านก็ได้รับการลงโทษไปแล้วจากปฏิกิริยาในสังคม    แต่ความดีความสามารถในการทำหน้าที่ ปธน. ของประเทศก็ยังคงอยู่    และได้รับการยอมรับ   คือเขายอมรับและยกย่องท่านในฐานะมนุษย์ธรรมดา   มนุษย์ธรรมดามีทั้งส่วนที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน

 

          แต่ของไทยเรา บุคคลสาธารณะ หรือคนเก่งคนดี ถูกยกย่องให้เป็นคล้ายเทวดา    และใครจะมาลบหลู่ไม่ได้ แม้สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องจริง    สาวกจะออกมาปกป้อง โดยบางครั้งก่อความรุนแรง สังคมของเราจึงเป็นสังคมปกปิดเรื่องราวผิดศีลธรรมของบุคคลสาธารณะ   ทำให้บุคคลสาธารณะปลอดจากการควบคุมกำกับเชิงสังคม   และประพฤติผิดได้ง่ายและซ้ำๆ   ที่สำคัญคือก่อความเสื่อมแก่ผู้นั้นเอง

 

          และทำให้เราเป็นสังคมข่าวลือ   สังคมปล่อยข่าว กุข่าว   ซึ่งไม่สร้างสรรค์ให้แก่บ้านเมือง

 

          สังคมไทยต้องพัฒนาไปสู่สังคมของคนธรรมดา ที่เท่าเทียมกัน แม้จะมีส่วนของความไม่เท่าเทียมอยู่โดยธรรมชาติ

 

 

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.ย.​ ๕๕