จะมีก็แต่คนไทยเรานี่แหละครับ ที่จะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ถ้าเพียงแต่เราจะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น

สถานีความคิด :

 

เมื่อพระพุทธเจ้าหนีออกจากวัด

 

 

 

 

           ความเห็นที่แตกต่างและการทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องที่มีอยู่ในทุกๆ สังคม และไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่มีมาแล้วอย่างนานนมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

          แม้แต่ในสมัยพุทธกาล ตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็เคยเกิดกรณีความคิดเห็นที่แตกต่าง จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเองก็ทรงเคย “เอาไม่อยู่”  จนต้อง “หนีออกจากวัด” มาแล้วเหมือนกัน

          เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า....ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับ ณ วัดโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ ช่วงนั้นพระภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาอยู่ในวัดแห่งนี้เป็นผู้ว่ายากสอนยาก มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มักทะเลาะวิวาทกันอยู่เสมอ ด้วยเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง  พระพุทธองค์ห้ามปรามตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมอยู่ในพระโอวาท  พระพุทธองค์ต้องการที่จะให้พระภิกษุเหล่านั้นมีความสำนึกตัว ก็เลยตัดสินใจเสด็จออกไปจากวัดโฆสิตารามตามลำพังพระองค์เดียว แล้วเข้าไปประทับอยู่ที่ป่าใหญ่อันเงียบสงบชื่อว่า ป่ารักขิตวัน

          ในครั้งนั้น พญาช้างนามว่า “ปาลิไลยกะ”  ก็เกิดเบื่อหน่ายจากความวุ่นวายของบรรดาช้างทั้งหลายด้วยเช่นกัน จึงปลีกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง

          ครั้นเมื่อพญาช้างปาลิไลยกะได้พบกับพระพุทธเจ้าเข้าก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และทำหน้าที่อุปัฏฐากรับใช้พระพุทธองค์ โดยการคอยหาน้ำและภัตตาหารต่างๆ มาถวาย พร้อมทั้งช่วยดูแลพัดวีไม่ให้หมู่ยุงหรือแมลงต่างๆ มากร้ำกรายรบกวนอีกด้วย  แล้วต่อมาก็มีพญาลิงเข้ามาร่วมอุปัฏฐากรับใช้เพิ่มอีกแรงหนึ่ง ด้วยการทำหน้าที่ช่วยหารวงผึ้งมาถวาย

          เมื่อชาวเมืองเมืองโกสัมพีทราบเรื่องขึ้น ก็พากันงดการทำบุญถวายอาหารบิณฑบาตให้แก่ พระภิกษุเหล่านั้น จนทำให้ได้รับความอดอยาก เดือดร้อน และในที่สุดพระภิกษุผู้ว่ายากสอนยากเหล่านั้นก็เกิดความสำนึกผิด หันมาจับมือกันและสร้างความปรองดองสมานฉันท์กันขึ้น และจะพากันไปกราบทูลเชิญพระพุทธองค์ให้เสด็จกลับมาประทับอยู่ที่วัดอย่างเดิม  แต่บังเอิญว่าเป็นช่วงฤดูเข้าพรรษาจึงไม่อาจจะออกไปติดตามหาพระพุทธองค์ได้ จึงต้องพากันจำพรรษาอยู่ที่วัดโฆสิตารามด้วยใจที่ทุกข์และทรมาน

          ส่วนทางฝ่ายท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกา พร้อมทั้งเหล่าเศรษฐีตระกูลใหญ่แห่งเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ได้พร้อมใจกันส่งหนังสือถึงพระอานนท์ เพื่อให้ทูลเชิญพระพุทธองค์มาประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เพื่อที่พวกตนจะได้ทำการถวายภัตตาหารและได้ฟังพระธรรมเทศนา

          หลังจากออกพรรษาแล้ว พระอานนท์พร้อมด้วย พระภิกษุจำนวน  ๕๐๐  รูป ที่ปรารถนาจะฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ได้พากันเดินทางไปสู่ป่ารักขิตวัน

          พญาช้างปาลิไลยกะเห็นพระอานนท์ครั้งแรกก็ไม่ยอมให้เข้าเฝ้า จนพระพุทธองค์ต้องทรงชี้แจงว่าพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก พญาเลไลยกะจึงได้ยินยอมให้พระอานนท์เข้าเฝ้าได้

          จากนั้นพระพุทธองค์ได้บอกให้พระอานนท์นำพระภิกษุที่คอยอยู่นอกป่ามาเข้าเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนาส่งผลให้ภิกษุทั้ง  ๕๐๐  รูป บรรลุพระอรหันต์

           เมื่อพระอานนท์ทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จสู่วัดพระเชตะวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล  พญาช้างเลไลยกะรู้สึกอาลัยอาวรณ์จนตรอมใจตาย และด้วยบุญกุศลที่ได้คอยอุปัฏฐากพระพุทธองค์จึงได้ไปจุติเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ มีนามว่า “ปาลิไลยกะเทพบุตร”

          ครั้นเมื่อเหล่าพระภิกษุผู้ว่ายากสอนยากแห่งวัดโฆสิตารามได้ทราบข่าวว่าพระพุทธองค์เสด็จไปประทับอยู่ ที่วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ก็พากันรีบเดินทางจากเมืองโกสัมพีไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อแสดงความสำนึกผิดและกราบขอขมาโทษ ครั้นเมื่อได้รับอภัยโทษจากพระพุทธองค์แล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ทำให้พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นพากันบรรลุมรรคผลเป็นอริยสงฆ์จำนวนมาก

          แล้วเรื่องราวความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ก็จบลงอย่างมีความสุขแบบ Happy Ending

 

 

**************************************

 

 

 

 

            เมื่อถึงตอนนี้  ผมอยากให้ความขัดแย้งหรือการทะเลาะวิวาทที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเรายุติลงเหลือเกิน  คนไทยเราจะได้มีความสุข สามัคคี ปรองดองและสมานฉันท์กันเสียที หลังจากที่พากันแข่งขันกีฬาสีมาอย่างดุเดือดเข้มข้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว จนนำพาประเทศชาติไปสู่ภาวะติดหล่มจนแทบจะก้าวเดินไปทางไหนไม่ได้เลยในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา

            หากจะหวังพึ่งพระพุทธเจ้าเหมือนในอดีต ก็คงจะทำไม่ได้แล้ว เพราะพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วตั้ง 2555 ปี

            จะมีก็แต่คนไทยเรานี่แหละครับ  ที่จะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง

            ถ้าเพียงแต่เราจะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากขึ้น

            ผมคิดอย่างนี้จริงๆ นะครับ