วันที่  16-18 ตุลาคม 2555  มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จัดเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรูู้ผู้จัดการและแกนนำเครือข่าย  PLC ครูสอนดี ณ โรงเรียนอามารี ดอนเมือง ภายใต้การสนับสนุนของ สสค. มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน จากยะลา สุราษฎร์ สงขลา เพชรบุรี ตราด จันทบุรี  เพชรบุรี ปทุมธานี กำแพงเพชร  สุโขทัย สุพรรณบุรี น่าน ลำปาง มหาสารคาม  และ ขอนแก่น รวม 15 จังหวัด ขาดก็แต่บุรีรัมย์ ลำปลายมาศพัฒนา ที่ช่วงเวลาทับกันนี้มีงานใหญ่ที่โรงเรียน 

กิจกรรมวันแรกเราได้เรียนรู้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา จากทีมกระบวนกรจากศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (ขอบคุณ อาจารย์หมู อาจารย์โย่ง อาจารย์นภา ไว้นะที่นี้ด้วยครับ) กิจกรรมวันที่สองเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จาก 6 เดือนที่ PLC ครูสอนดี มีขึ้น  กิจกรรมวันที่ 3 แต่ละจังหวัดนำเสนอผลงานแด่ 3 หมอ (ศ.นพ.วิจารณ์ นพ.ประเสริฐ และ นพ.สมศักดิ์) ที่ทุกๆ คนรอคอย 

แต่ละวันผมได้เรียนรู้มากหลาย จึงขอบันทึกไว้ในสมุดนี้ตามสไตล์ "ผู้ดู" เช่นเดิมครับ โดยแบ่งเป็น 3 บันทึก ตามแต่ละวันที่ที่ครูเพื่อศิษย์อยู่รวมกันดังนี้ครับ 

วันที่ 16 ตุลาคม  2555 เรียนรู้ตนเองผ่านกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา 

 

ผมเรียนรู้ จดจำ กิจกรรมที่กระบวนกรนำพากระบวนการในวันที่แรก ดังนี้ครับ

  • เริ่มต้นโดยให้ทุกคนเดินเข้าไปยืนอยู่บน "ผ้าขาว" กลางวง (ผมตั้งข้อสังเกตว่าและถามเพื่อนๆ ว่า ทำไมเป็นผ้าสีขาว จำเป็นต้องเป็นสีขาวหรือไม่....คำตอบหนึ่งคือ.... ไม่จำเป็น ที่เป็นผ้าสีขาวเพราะ ที่โรงเรียนแรมส่วนใหญ่จะใช้ผ้าปูโต๊ะ ผ้าปูเตียงสีขาว ก็เท่านั้นเอง.....ผมเองไม่มีคำตอบ มีแต่วิจัยที่อยู่ในใจว่า เดี๋ยวผมจะไปทดลองใช้ผ้าสีอื่นดู อาจได้รู้บางอย่าง)...หายใจลึกๆ แล้วค่อยเริ่มเดินอย่างช้าๆ แบบไม่มีทิศทาง....
  • ผมสังเกตว่าเมื่อทุกคนเริ่มเดิน สังพูดคุยสนทนาทักทายก็ดังระงมฟังไม่ได้ศัพท์ ทิศทางการเดินสะเปะสะปะ สละหลีกกันไปมา...สักครู่อาจารย์หมูพูดผ่านไมค์ว่า ขอให้ทุกท่านมองต่ำเพียงสองสามก้าว  เสียงหายไปเกือบจะทันที สักครูทุกคนก็เดินเป็นวงกลมเวียนซ้ายไปตามกัน... ผมเคยใช้กิจกรรมคล้ายๆ กันนี้เมื่อครั้งไปอบรมพนักงานคณะวิทยาศาสตร์ที่ระยอง ไม่นานหลังจากเริ่มเดิน ทุกคนก็จะเดินเวียนซ้ายคล้ายกันนี ผมชี้ให้พนักงานเห็น "กระแส" ของสังคมที่หลายๆ คนต้อง "ระทม" เพราะไม่รู้ว่าถูก "ระดม" ตกไปในกระแสที่ตนเองมองไม่เห็น และไม่ค่อยได้เลือกว่าจะ "เป็น" อย่างนั้นหรือไม่ หรือเพราะ "ทำไม" ..... แต่คราวนี้ อาจารย์หมูไม่ได้สรุปอะไร เพียงแต่บอกว่า ท่านอาจจะปรับเปลี่ยนทิศทางบ้างก็ได้นะครับ .....
  • ถัดจากนั้นกระบวนกรให้ทุกคนสบตา และทักทายกันด้วยวิธีต่างๆ เช่น บอกชื่อและจังหวัดที่มา บอกจุดเด่นของตนเอง บอกสิ่งที่ยังค้างคาใจอยู่ ทักทายด้วยการสัมผัสมือ ทักทายด้วยการสบตา ทักทายด้วยการจับมือถือต่อข้อศอก โดยรวมแล้ว กิจกรรมนี้จะทำให้เราได้ทักทายกับเพื่อนราวๆ 9 คน ตามแต่ที่กระบวนกรจะกำหนดวิธีตามที่กล่าวมา.... รอง ผอ. วิชชา เล่าว่ากิจกรรมนี้มุ่งละลายพฤติกรรม ทำให้พื้นที่ปลอดภัยเกิดแผ่ระหว่างกัน  ท่านเสริมว่า ถ้าให้พูดสิ่งที่ตนเองภูมิใจ  3 อย่าง ใจจะเปิดทางพื้นที่ปลอดภัยได้ไม่ยาก

  • กิจกรรมต่อมาคือ การทำ BAR แบบจิตปัญญา โดยให้ทุกคนเขียนความคาดหมายภายในใจ หลังจากที่ได้รับแจกกระดาษ A4 และสีเทียนคนละแท่ง.... ผมเขียนว่า อยากเรียนรู้กิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และได้แผนไปทำต่อ   ผมบรรลุความมุ่งหวังทุกประการครับ.... 
  • ผมชอบตอนที่กระบวนกรให้แต่ละคนได้พูดความคาดหวังของตนที่ได้เขียนลงบนกระดาษ ก่อนแต่ละคนจะนำไปวางกระจายไว้กลางวงเหมือน "เทกระจาดแห่งความหวัง" ยังไงยังงั้น...ฮา
  •  หลังเบรคขั้นด้วยกาแฟ-น้ำชา อาจารย์หมูและอาจารย์นภา นำเราทำกิจกรรม "ฝึกการฟัง" ทุกคนจะต้องมีปากกาและกระดาษไว้จด โดยแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ๆ ซ้ายมือเขียนทุกเสียงที่ได้ยิน ส่วนคอลัมน์ขวามือให้เขียนความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังได้ยินเสียงนั้น (....กิจกรรมนี้น่าจะให้ทุกคนได้ฝึกสังเกตความรู้สึกของตนเองหลังจากที่ได้ยิน.... แต่ผิดครับ กระบวนกรบอกให้ทุกคนเน้นสนใจคอลัมน์ซ้ายมือมากกว่า.... นั่นทำให้ผมวิเคราะห์ภายหลังว่า กิจกรรมนี้เน้นฝึกการฟัง "สัญญา" หรือจำได้หมายรู้ ในหลังศาสนาพุทธ ซึ่งค่อนข้างต่างๆ ไปจากวิธีฝึกตนของผมเอง...) หลายคนคาดคิดว่ากระบวนกรจะเปิดเทปเสียงอะไรสักอย่าง แต่กลับทางครับ อาจารย์หมูเพียงแต่ดับเสียงทุกอย่างในห้อง แล้วให้เพียง "ฟังเสียงเงียบ" ประมาณ 3 นาที....ผมเองฟังได้ 3 เสียง...คือ เสียงคล้ายรถยนต์ เสียงพลิกกระดาษ และเสียงลมหายใจตนเอง มีคนฟังได้มากที่สุดถึง 13 เสียง...
  • พักรับประทานอาหารเที่ยง .....  ผมเคยไปมาหลายโรงแรม แต่ที่นี่ผมประทับใจอาหารเที่ยงที่สุด มีอาหารญี่ปุ่น ไทย จีน ฝรั่ง ครบครัน แถมยังอร่อยเหาะไปเลยครับ...แนะนำครับ...อามารี ดอนเมือง 

 

  • กลับมาเริ่มตอนเที่ยงด้วยกิจกรรม "ผ่อนพักตระหนักรู้" ทุกท่านคงทราบดีนะครับ คือ เปิดเพลงช้าๆ อาจารย์นภาพูดด้วยเสียงนุ่มนวล แอร์เย็นสบาย.... ผมหลับสลับตื่นดูอยู่ประมาณ 15 นาที...สดชื่นขึ้นได้จริงๆ ครับ ผลการวิจัยเรื่องนี้เป็นจริงครับ
  • จากนั้นกระบวนกร (คราวนี้นำโดยอาจารย์โย่ง) พาพวกเราฝึกถ่ายเทน้ำหนัก ไปที่ขาซ้าย ขาขวา หน้า หลัง ฝึกยืนให้ถึงจุดที่เกือบล้มพอดี..... ผมเคยฝึกแยกความรู้สึกกับความคิดกับ อาจารย์ประสาท ประเทศรัตน์ กับอาจารย์ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย มาแล้วด้วยกิจกรรมคล้ายๆ กันนี้.... แต่ไม่เหมือน....
  • จากคนเดียวก็ให้จับกันเป็นคู่ จับสามคน สี่คน ห้าคน สิบคน และจับกันทั้งวง....ผมจะนำกิจกรรมนี้ไปใช้บ้างครับ ผมว่าได้ผลให้เรามีพื้นที่ร่วมกันอย่างเป็นกันเองดีครับ 

 

  • ผมประทับใจกิจกรรมต่อมามากครับ ผมขอตั้งชื่อว่า "กลับบ้านวิหารธรรม" เริ่มที่การให้ทุกคนเดินเข้ามายืนในพื้นที่สีขาวในวง แล้วตั้งกติกาว่าเราจะสามารถหายใจได้เฉพาะเมื่อใดที่กลับมายืนจุดนี้เท่านั้น...ผมเรียงการอยู่กับลมหายใจว่า การมีลมหายใจเป็นเป็นวิหารธรรม...จากนั้นกระบวนกรก็ให้เริ่มเดินไปตามแต่ใจอยากเดิน จากที่ให้เพียงเดิน ก็กำหนดเชิญให้ทุกคนเดินไปหา "เงิน" (สมมติเป็นอาจารย์หมู) เดินไปจับ "งาน" (สมมติเป็นอาจารเอ็ม) "ครอบครัว" (อาจารย์นภา) และ "ความภาคภูมิใจ" (คุณอ้อ)......อาจารย์กุ้ง สุกัญญา หนึ่งในทีมพวกเรา ชี้ให้เห็นว่า อาจารย์หมู่และอาจารย์เอ็มจะวิ่งวนไปรอบนอกวง ส่วนอาจารย์นภาจะเดินฝ่าเข้ามาในวง ส่วนคุณอ้อจะยืนนิ่งอยู่กับที่ สอดคล้องกับลักษณะของ เงิน งาน ครอบครัว และความภูมิใจ ตามลำดับ..... ผมไม่ค่อยเชื่อในตอนแรกๆ  แต่ตอนนี้ชักจะมีเค้าสูงที่ว่าจะมีการ "เตี้ยม" กันไว้แบบนั้นจริงๆ 
  • กิจกรรมต่อมาคือ "ชีวิตวัยเด็ก" เริ่มจากการให้ทุกคนมองๆ ว่าอยากจะไปคุยกับใครอีก 2 คน.... ผมวิ่งไปหา ผอ.ยุทธ และ รองฯ วิชชา แต่สุดท้าย มาลงตัวที่ ผอ.ยุทธกับ ผอ.ณรงค์ ผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณค่าทั้งสอง.... อาจารย์หมูพูดเกริ่นนำให้ทุกคนย้อนคิดไปในช่วงชีวิตประมาณ ยี่สิบต้นๆ ก่อนจะย้อนไปอีกช่วงถึงวัยเด็ก แล้วให้กระดาษ ปากกา และเวลา แต่ละคนได้วาดถ่ายทอดชีวิตในวัยใสลงในกระดาษ ก่อนจะสลับกันเล่าเรื่องนั้น แบ่งปันให้กับผู้ฟังที่ ฟังอย่างใคร่ครวญ  เรามีเวลาเล่าเรื่องประมาณคนละ 8 นาที 
  • จากนั้นให้เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือสิ่งที่ประทับใจ ลงในกระดาษด้วย "ประโยคเดี่ยว" ก่อนจะกลับมานั่ง แล้วจับไมค์พูดถึงข้อความนั้น แบ่งปันสู่วง.. ผมจับไมค์พูดว่า ผมได้ฟังประสบการณ์ของผู้หลัก ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านแล้ว เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในวันนี้นั้น ถูกกาลันตีว่าถูกต้องดีงามและถูกทางแล้ว.... หลังเบรคบ่าย เรามา "เวียนไมค์" กันจนทุกคนได้บอกครบ...แล้วแยกไปทานข้าว ก่อนจะกลับมาจบกันด้วยของทีรางวัลของผู้ที่ส่งเรื่องเล่ามาแบ่งปันต่อส่วนรวม 

 

ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนอย่างมีสติดี.......ราตรีสวัสดิ์