การเดินทางครั้งใหม่ : เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ


บันทึกการร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของสำนักทะเบียนกลางเพื่อช่วยสำนักทะเบียนอำเภอที่มีคนไทยพลัดถิ่น จ.ระนอง และชุมพร ระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน2555

 

 

การเดินทางครั้งใหม่ : เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

บันทึกการร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของสำนักทะเบียนกลางเพื่อช่วยสำนักทะเบียนอำเภอที่มีคนไทยพลัดถิ่น จ.ระนอง และชุมพร  ระหว่างวันที่ 10-13 กันยายน2555

กรกนก วัฒนภูมิ

นักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

25 กันยายน 2555

ระยะทางกว่า 1400 กิโลเมตรที่ฉันเดินทางภายในหนึ่งสัปดาห์ เริ่มต้นด้วยความโลดแล่นของจิตใจตามเสียงเพลง “(แค่)ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่ ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจนสุดไกลตา โลกอันกว้างใหญ่ เรามันแค่ใคร”[1]

จากกรุงเทพสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และชุมพรและกลับสู่กรุงเทพฯ แม้ไม่ได้ราบเรียบ เนื่องจากถนนขรุขระเป็นระยะๆ มีฝนตก แดดออกสลับกันไป แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

การเดินทางครั้งนี้ของฉันเพื่อติดตามการทำงานของกรมการปกครอง และสำนักทะเบียนราษฎรในแต่ละพื้นที่ในการรับคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น แต่ก่อนจะถึงจังหวัดเป้าหมายจังหวัดแรกคือระนอง ฉันได้แวะด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2554 พี่น้องคนไทยพลัดถิ่นได้เดินเท้าจากด่านสิงขรสู่รัฐสภา เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ  อันนำมาสู่การรับรองสัญชาติไทยโดยการเกิด ตามพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งปัจจุบันส่งผลให้พี่น้องไทยพลัดถิ่นสามารถยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น

 

การยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ณ อำเภอเมืองระนอง   

จังหวัดระนองที่คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าเป็นจังหวัดชายแดนติดสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์[2] มีบ่อน้ำพุร้อน เป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าที่แห่งนี้มีคนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่

          เช้าวันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2555 ฉันเจอพี่น้องไทยพลัดถิ่นอยู่ล้นที่ว่าการอำเภอเมืองระนอง ด้วยความหวังที่เข้าใกล้กับการได้รับการรับรองว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย เพราะพวกเขารู้ว่าวันนี้เป็นวันแรกที่อำเภอจะรับยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยวันนี้ทางอำเภอได้นัดหมายเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ตำบลหาดส้มแป้น แต่คนไทยพลัดถิ่นทีเป็นสมาชิกเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่นจังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์และตราด (เครือข่ายไทยพลัดถิ่น) ซึ่งทราบเพียงว่าวันนี้อำเภอเมืองระนองจะเริ่มดำเนินการรับคำขอฯ ก็เตรียมเอกสารและพยานบุคคลมาเพื่อยื่นคำขอฯ ด้วย จึงมีการเจรจาต่อรองให้คนไทยพลัดถิ่นที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายไทยพลัดถิ่นได้ดำเนินการยื่นคำขอในวันนี้ด้วยจำนวน 3 ราย

 

แม้ว่าคนไทยพลัดถิ่นจะมาเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่มีเพียงสองคนคือปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนอีกหนึ่งคนเท่านั้น ทำให้การดำเนินการยื่นคำขอฯ ในวันนี้เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เพราะชาวบ้านตำบลที่อำเภอนัดมานั้นไม่รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพื่อยื่นคำขอฯ ไม่มีป้ายบอกจุดดำเนินการ หรือขั้นตอนการยื่นคำขอฯ บางคนต้องมาขอคัดสำเนาทะเบียนประวัติ (ท.ร.38 ข) บางคนต้องมาเขียนผังเครือญาติกันที่ที่ว่าการอำเภอ แต่บางผังเครือญาติก็ไม่ระบุรายละเอียด หรือบางคนไม่มีญาติพี่น้องสัญชาติไทย และชาวบ้านก็เตรียมเอกสารมาแค่หนึ่งชุดเท่านั้น แต่ต้องยื่นเอกสารทั้งหมด 3 ชุด

เมื่อยื่นคำขอฯ ไปแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสารไม่ครบ ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่ายังขาดอะไรอีกบ้าง บางคนเดินไปเพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ที่มาจากกรมการปกครองทำการกรอกข้อมูลลงในแบบคำขอฯ (ใช้คอมพิวเตอร์) แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสารยังไม่ครบ ให้กลับไปหาปลัดใหม่ บางคนเอกสารครบแล้วแต่ขาด “ใบปะหน้า” ชาวบ้านและรวมถึงตัวฉันก็งงว่า “ใบปะหน้า” คืออะไร

 

ส่วนปัญหาพยานบุคคลที่มารับรองว่าผู้ยื่นคำขอฯ ไม่ได้มีสัญชาติของประเทศอื่น ทางปลัดฝ่ายทะเบียน จะให้เฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับรอง เพราะไม่รู้จักคนในพื้นที่ จึงขอเชื่อผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่าพยานบุคคลคนอื่น แต่ทางเครือข่ายไทยพลัดถิ่นและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คือนางเตือนใจ ดีเทศน์ และนายภควินทร์ แสงคงก็ได้โต้แย้งการรับฟังพยานบุคคลของอำเภอ เพราะกฎหมายระบุเพียงบุคคลผู้น่าเชื่อถือซึ่งมีสัญชาติไทย การที่มีบุคคลผู้น่าเชื่อถือซึ่งมีสัญชาติไทยมาเป็นพยานรับรองว่าผู้ยื่นคำขอฯ ไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น แม้ไม่ใช่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ก็ต้องรับฟังเป็นพยานได้ ทางเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง (ส่วนกลาง) จึงเสนอว่าหากทางอำเภอไม่เชื่อถือพยานบุคคลที่ชาวบ้านให้รับรอง อำเภอก็สามารถเรียกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมได้ หากมีหลักฐานว่าบุคคลใดไม่ใช่คนไทยพลัดถิ่นจริง หรือมีสัญชาติของประเทศอื่นจริงก็ให้แสดงหลักฐานส่งให้คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นพิจารณาได้

 

ส่วนข้อเสนอของเครือข่ายไทยพลัดถิ่นที่ต้องการให้รับคำขอฯ ของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่าย และได้เตรียมเอกสารและพยานบุคคลมาครบ แต่ไม่ได้เป็นบุคคลในพื้นที่เป้าหมาย (ตำบลหาดส้มแป้น) ก็ให้สามารถยื่นคำขอฯ ได้เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างของการดำเนินการของอำเภอเมืองระนอง จำนวน 3 ราย

และมีอีกประเด็นคือ การยื่นขอแก้ไขทะเบียนประวัติเพราะเป็นผู้พลัดหลงจากทะเบียนประวัติผู้มีเชื้อสายไทย โดยที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลางชี้แจงว่า “สามารถยื่นคำร้อง เพื่อให้แก้ไขทะเบียนประวัติได้โดยเป็นอำนาจของอำเภอ” แต่เจ้าหน้าที่อำเภอกลับชี้แจงกับชาวบ้านว่า “แก้ไขให้ไม่ได้”

เช่น กรณีของพี่ชายสองคนของพี่นิ (รสิตา ซุยยัง) ซึ่งในทะเบียนประวัติระบุว่าเป็นพี่ชายทั้งสองคนเป็น “ผู้มีเชื้อสายไทย” แต่ในทะเบียนประวัติของพี่นิและพี่สาวกลับไม่ได้ระบุว่าเป็น “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า”  ทำให้ยังไม่สามารถยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้ จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขทะเบียนประวัติให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนบอกกับชาวบ้านว่าไม่สามารถแก้ไขทะเบียนประวัติให้ได้ และไม่มีแบบคำร้องสำหรับขอแก้ไขทะเบียนประวัติ พี่นิจึงเขียนคำร้องเพื่อขอแก้ไขทะเบียนประวัติด้วยลายมือ ยื่นต่อปลัดอาวุโส ซึ่งปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอ

ในที่สุด จากปัญหาอุปสรรค์ทั้งหลายที่กล่าวมา กว่าจะมีคนแรกที่ได้รับใบรับคำขอฯ เพื่อยืนยันว่าได้ยื่นคำขอฯ กับทางอำเภอเมืองระนองแล้ว ก็เกือบเย็น โดยที่ฉันต้องย้ำกับผู้ยื่นคำขอฯ ว่าเมื่อได้รับคำขอฯ ฉบับที่พรินท์ออกจากคอมพิวเตอร์ (จำนวน 3 ชุด) เพื่อนำไปยื่นให้กับกับปลัดอำเภอว่า “พี่อย่าเพิ่งกลับนะ ต้องรอเอาใบรับคำขอด้วย”

 

วันนี้ทั้งวัน อำเภอเมืองระนองก็ได้ดำเนินการออกใบรับคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอฯได้เพียง 4 รายเท่านั้น

‘แค่วันแรก อะไรๆก็ดูไม่ง่ายซะแล้ว’

 

การยื่นคำร้องขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ณ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

          วันที่สองของการทำงาน

วันที่ 11 กันยายน 2555 วันนี้ฉันเดินทางประมาณ 60 กิโลเมตรจากอำเภอเมืองระนอง ผ่านภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า และน้ำตกปุญญบาล ฟ้าครึ้มๆ ฝนตกพรำๆ บ้าง แดดออกบ้าง มุ่งหน้าสู่อำเภอกระบุรี ซึ่งเมื่อวานนี้อำเภอกระบุรีได้เริ่มดำเนินการรับยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นไปพร้อมกับอำเภอเมืองระนอง เมื่อมาถึงอำเภอกระบุรี ฉันก็พบว่าแม้อำเภอนี้จะเล็กกว่าอำเภอเมืองระนอง แต่มีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการรับคำร้องมากกว่าหลายเท่า มีกระทั่งเจ้าหน้าที่ช่วยทำผังเครือญาติในคอมพิวเตอร์

จากการสอบถามปลัดฝ่ายทะเบียน ทำให้ทราบว่าทางอำเภอได้จัดระบบตำบล หมู่บ้านที่จะมายื่นคำขอฯก่อนหลัง เนื่องจากบุคคลากรที่มีจำนวนมากกว่า ทำให้จำนวนผู้ที่ดำเนินการยื่นคำขอฯ มีจำนวนมากขึ้นตาม

ที่นี่ฉันได้พบคุณตา คุณยายผมสีดอกเลาหลายคน ฉันเข้าไปสอบถามคุณยายท่านหนึ่งได้ความว่า คุณยายชื่อเย็น ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ขึ้นต้นด้วยเลข 6) อายุ 75 ปีแล้ว อาศัยอยู่ตำบลน้ำจืด

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบเรียบเสมอไป

 

เมื่อผู้ยื่นคำขอฯ รายหนึ่ง เป็นผู้พลัดหลงจากทะเบียนประวัติเชื้อสายไทย จึงต้องมีการยื่นคำร้องขอแก้ไขทะเบียนประวัติก่อน เมื่อทางเครือข่ายไทยพลัดถิ่นได้ชี้แจงกับปลัดฝ่ายทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของอำเภอ ทางเจ้าหน้าที่จึงให้ คำร้องเกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร (ท.ร.31) ให้แก่ผู้ยื่นคำขอฯซึ่งต้องกรอกคำร้องในข้อ2 ที่ระบุว่า “ขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านรายการในช่อง”

 

          ระหว่างที่ฉันนั่งสังเกตการณ์อยู่ ก็สังเกตได้ว่าเมื่อผู้ยื่นคำขอฯ เดินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว แต่ปลัดอำเภอกลับไม่ได้ฉีกใบรับคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอฯ เพื่อให้ผู้ยื่นคำขอฯ เก็บเป็นหลักฐานแต่อย่างใด  หลังจากผู้ยื่นคำขอฯ ลงลายมือชื่อในแบบคำขอฯ ที่ปริ๊นท์จากคอมพิวเตอร์สามชุด เจ้าหน้าที่ก็บอกให้ผู้ยื่นคำขอฯ กลับบ้านได้ จึงได้แจ้งอาจารย์ดรุณีให้ไปสอบถาม สรุปได้ความว่าทางอำเภอจะตรวจความเรียบร้อยของเอกสารอีกครั้งก่อน แล้วจึงจะลงลายมือชื่อโดยปลัดอำเภอหรือนายอำเภอและประทับตรา หลังจากนั้นก็จะฝากใบรับคำขอผ่านไปทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม้อาจารย์ดรุณี[3]จะได้อธิบายข้อกฎหมาย และทางปฏิบัติของอำเภออื่นๆ ให้กับปลัดอำเภอฟัง แต่ปลัดอำเภอก็ยืนยันปฏิบัติตามแนวทางเดิม

ฉันก็ได้แต่หวังว่า ชาวบ้านคนไทยพลัดถิ่นจะได้รับใบรับคำขอโดยไม่มีอุปสรรค์ใดๆ

 

อีกปัญหาที่ฉันพบคือ เจ้าหน้าที่เขียนข้อความในป.ค.14 ของผู้ยื่นคำขอฯ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ผู้ยื่นคำขอฯ แจ้งไป เช่น “บอกว่าเกิดไทย เป็นคนไม่มีสัญชาติ” แต่เจ้าหน้าที่กรอกข้อความลงไปว่า “เกิดประเทศพม่า มีสัญชาติพม่า” จึงต้องแจ้งให้เจ้าตัวไปหาเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการแก้ไขเอกสารก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพราะข้อความในเอกสารป.ค.14 ที่ผู้ยื่นคำขอ จะขัดกับ ป.ค.14 ที่พยานบุคคลผู้น่าเชื่อถือซึ่งมีสัญชาติไทยที่มารับรองการไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น การเขียนข้อเท็จจริงไม่ตรงตามที่ผู้ยื่นคำขอแจ้งเช่นนี้ อาจส่งผลใหญ่หลวงต่อผู้ยื่นคำขอได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติของประเทศอื่นแล้ว ไม่เข้าคำนิยามไทยพลัดถิ่นตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 อาจส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติไทยได้ เป็นเรื่องเล็กๆ ที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แก้ไขให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่ผู้ยื่นแจ้ง โดยเขียนสัญชาติตามที่ระบุในเอกสาร ท.ร.38 ข. ว่า “สัญชาติ ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน”

          อีกปัญหาหนึ่งที่พบในทุกพื้นที่คือเรื่อง “พยานผู้น่าเชื่อถือซึ่งมีสัญชาติไทย” อำเภอกระบุรีให้ความเชื่อถือต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนการอ้างพยานบุคคลที่เป็นข้าราชการนั้น ข้าราชการคนหนึ่งสามารถเป็นพยานให้ผู้ยื่นคำขอฯ ได้ไม่เกินสามครอบครัวเท่านั้น

เกณฑ์แบบนี้มาจากไหนกันนะ เปิดกฎหมาย และกฎหมายลำดับรองดูเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

‘ฉันเริ่มเชื่อมากขึ้นว่า เส้นทางนี้มันไม่ง่ายเลย’

การยื่นคำร้องขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ณ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

เป็นครั้งที่สองในชีวิตของฉันที่ได้มาเยือนจังหวัดชุมพร แต่ครั้งแรกฉันมาที่นี่เพียงขึ้นเรือจากท่าไปเที่ยวเกาะ แต่ครั้งนี้ ฉันได้เห็น สัมผัสบรรยากาศของชุมพรมากกว่า เริ่มจากหาที่พักในอินเทอร์เน็ต แล้วเราก็ออกเดินทาง ระหว่างทางมาชุมพร ฉันได้แวะซื้อซาลาเปาทับหลีอันขึ้นชื่อ ก็อร่อยนะแต่ลูกเล็กไปหน่อย

กลับมาที่เรื่องของชุมพร ฉันได้ไปแวะสถานีรถไฟชุมพร โชคดีที่ตอนฉันไปถึง มีขบวนรถไฟมาเทียบพอดี อ่านไปดูเขียนว่า ธนบุรี-หลังสวน สถานีธนบุรีอยู่ใกล้ๆ ที่พักของฉัน แต่ทำไมฉันไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้บ้างนะ ฉันมีโอกาสได้ไปเห็นหาดภราดรภาพและหาดทรายรี ไหว้ศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ  ในวันธรรมดา นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี มันเงียบสงบอย่างนี้นี่เอง

 

วันที่ 13 กันยายน 2555 วันนี้อำเภอท่าแซะได้ดำเนินการรับคำขอฯ เป็นวันแรก

เมื่อเข้าไปในเขตที่ว่าการอำเภอ ฉันก็พบกับบรรยากาศเดิมๆ ที่พี่น้องไทยพลัดถิ่นต่างเดินทางมาอำเภอเพื่อยื่นคำขอฯ แม้อำเภอได้เตรียมสถานที่และบุคลากรไว้รองรับการยื่นคำขอฯ แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี โดยใช้อาคารหอประชุมข้างๆ ที่ว่าการอำเภอเป็นสถานที่ดำเนินการ โดยวันนี้อำเภอได้ออกบัตรคิวให้ชาวบ้าน

ทางอำเภอท่าแซะคาดการณ์ว่า น่าจะสามารถดำเนินการได้เพียง 20 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้อธิบายถึงเอกสารที่ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องมี ผู้ที่จะมาเป็นพยานบุคคลที่จะมารับรอง ซึ่งอำเภอก็แจ้งว่าขอให้เป็นผู้มีสัญชาติไทย ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น แต่ฉันกลับพบว่าผังเครือญาติของคนที่นี่แปลกไปจากที่ฉันเคยเห็นมา ผู้ยื่นคำขอบางคนเขียนเพียงปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ และตนเอง บางคนเป็นพี่น้องกันต่างต้องยื่นคำขอฯ แต่ผังเครือญาติพ่อแม่มีลูกคนเดียว และถ้ามีญาติในผังจำนวนเกินแบบตัวอย่างก็ไม่ได้เขียนลงไปในผังเครือญาติ และไม่ได้ใส่เลขบัตประจำตัว อาจารย์ดรุณีก็ได้ช่วยอธิบายวิธีการทำผังเครือญาติ และทำเป็นตัวอย่างให้กับครอบครัวหนึ่งไว้ด้วย เพื่อให้เห็นว่าหากผังเครือญาติแสดงความเชื่อมโยงญาติทั้งหมดและกับบางคนที่มีสัญชาติไทยแล้ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพวกเขากับบุคคลสัญชาติไทยได้ดียิ่งขึ้น ง่ายต่อการพิจารณาของกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นด้วย ชาวบ้านก็บอกกับพวกเราว่า ถ้ามีคนสอนแบบนี้ก่อน เค้าก็จะเตรียมมาให้เรียบร้อย

อีกเรื่องหนึ่งที่พบคืออำเภอท่าแซะไม่ได้ฉีกใบรับคำขอให้ผู้ที่ยื่นคำขอฯ เช่นเดียวกับที่อำเภอกระบุรี เมื่อสอบถามกับปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียน และแสดงข้อกังวลแล้วก็ได้รับคำตอบว่า ทางอำเภอจะตรวจสอบคำขอฯ พร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดอีกรอบ แล้วจึงค่อยรวบรวมให้ปลัดอำเภอ/นายอำเภอลงนามในคราวเดียวกัน และจะเรียกให้ผู้ยื่นคำขอฯมารับภายหลัง

‘เส้นทางที่ต้องรอต่อไป’

          ระหว่างทางกลับกรุงเทพ ฉันคิดถึงเรื่องเดียวกันที่ฉันไปพบเจอมาในสามพื้นที่ แม้ปัญหาคล้ายๆ กันเกิดขึ้น การดำเนินการต่างกันไปบ้าง แต่ปัญหาทุกๆ อย่างที่ฉันเจอนี้ คงเป็นความขรุขระของขั้นตอนที่เป็นเส้นทางนำไปสู่การรับรองความมีสัญชาติไทยของผู้ยื่นคำขอพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นทุกคน เรื่องจริง มันไม่ง่ายเหมือนตอนตอบข้อสอบที่เอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามตุ๊กตาได้เลย

‘เชื่อแล้วจริงๆว่าเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’


[3] อ.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, นักศึกษาปริญญาเอก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ



[2] http://www.mfa.go.th/main/th/world/70/10257-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C*.html


[1] เพลง see scape ของวงสครับ

 

หมายเลขบันทึก: 506398เขียนเมื่อ 21 ตุลาคม 2012 16:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 ตุลาคม 2012 20:55 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

แวะมาส่งกำลังใจค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี