ขอบคุณเครือข่ายวิจัยฯ ที่ทำเครื่องมือขึ้นมาและต้องพัฒนาต่อไป เป็นชุดข้อมูลที่มีความต่อเนื่อง เห็นความเปลี่ยนแปลง และทันเวลา

ต่อจากนั้นเป็นการรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555  รายงานการประชุมจัดทำเป็นตาราง 3 คอลัมน์ ช่องแรกเป็นส่วนของระเบียบวาระ/เรื่อง ช่องที่ 2 เป็นมติที่ประชุม และช่องที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบ เนื้อหาของรายงานกระชับและชัดเจนดี ทำให้รู้ว่ามีใครทำอะไร อย่างไร ดังนี้

  • ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ ได้นำเสนอประสบการณ์การจัดบริการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในภาคเอกชน
  • กระทรวงสาธารณสุขจะมีโครงการลดน้ำหนักเข้าพรรษาถวายไขมันเข้าวัด 1 คน 1 กก. ใน 3 เดือน เป้าหมาย 17 ล้านคนทั่วประเทศ เป้าหมายหลักเป็นกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขที่มี BMI มากกว่า 25 และเส้นรอบเอวมากกว่า 80 ซม. ในผู้หญิง และมากกว่า 90 ซม. ในผู้ชาย
  • ระบบบริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังในคลินิกตามแนวคิด Chronic Care ของเครือข่าย NCD Network (นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์)
  • เกณฑ์มาตรฐานตัวชี้วัดการจัดบริการในคลินิกความดันโลหิตสูง ซึ่งที่ประชุมมอบให้กองทุนบริหารจัดการโรคเรื้อรังร่วมกับสมาคมความดันโลหิตสูงเชิญผู้เกี่ยวข้องพิจารณาตัวชี้วัดและเกณฑ์ต่างๆ การนำไปใช้ในพื้นที่ และการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ
  • ความก้าวหน้าของโครงการจัดเก็บข้อมูลวิจัยคลินิกให้เกิดประโยชน์สูงสุด (DAMUS, www.damus.in.th) และความคืบหน้าการประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงฯ ประจำปี 2555 และการวิเคราะห์ผลเบื้องต้น โดยเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย

เรื่องเพื่อพิจารณามี 3 เรื่องคือ

  • รายงานผลการดำเนินงานการประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555 โดยเครือข่ายวิจัยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (MedResNet)
  • โครงการ Community-Based Diabetes Prevention Program in Thai Population
  • สรุปผลการดำเนินงานการควบคุมป้องกันโรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ระยะที่ 1 (ปี 2553-2555) และร่างกรอบแนวทางฯ ระยะที่ 2 (ปี 2556-2560)

ผลการดำเนินงานการประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงฯ
พ.อ.(พิเศษ) ผศ.ดร.นพ.ราม รังสินธุ์เป็นผู้นำเสนอ
การประเมินผลการดูแลฯ ดำเนินการเป็นปีที่ 3 แล้ว ปีนี้เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลจำนวน 602 แห่ง ทั้ง รพช. รพท. รพศ. และ รพ. ในเขต กทม. เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง ไม่มีการติดตาม เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน ระยะเวลาการเก็บข้อมูล พฤษภาคม-กรกฎาคม 2555 บันทึกผลตาม TCEN จำนวน 19 รายการ และตัวชี้วัดผลลัพท์การให้บริการตามมาตรฐานการดูแลรักษา HT โดย สปสช. จำนวน 6 รายการ ผู้ป่วย 61,709 ราย (รวม 3 ปี เท่ากับ 174,578 ราย)

ข้อค้นพบที่น่าสนใจ อาทิ

  • เกือบ 50% มี BMI เกิน 25
  • Coverage ของการตรวจ A1C 79% มีระดับ A1C ต่ำกว่า 7% ประมาณ 33% ในผู้ป่วยที่มี FPG อยู่ระหว่าง 70-130 มีเพียงครึ่งเดียวที่ A1C < 7% แต่ถ้าใช้ผล FPG 2 ครั้งจะมี A1C ดีประมาณ 60% คนอายุน้อยคุม A1C ได้ต่ำกว่า
  • คุม BP ได้ประมาณ 55%
  • มีการตรวจ microalbuminuria ประมาณ 72% ตรวจตา อย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี 55% ตรวจสุขภาพช่องปากประจำปี 34.9% ตรวจเท้าอย่างละเอียดประจำปี 59.9% ฯลฯ
  • Trend 3 ปี พบว่ามีการตรวจ A1C เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่สวนทางกับ A1C ที่คุมได้ A1C >9% ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ในขณะที่ A1C <7% ค่อยๆ ลดลง
  • เป็นโรคนานๆ จะคุมได้ไม่ดี คนอายุน้อยคุมได้น้อยกว่า
  • ผู้ที่มี HT คุมความดันฯ ได้ 59.5% ฯลฯ

มีรายละเอียดอีกเยอะมาก ทั้งผลการวิเคราะห์ตัวชี้วัดเปรียบเทียบ 3 ปี วิเคราะห์จำแนกตามเขต สปสช. จำแนกตามจังหวัด...

กำลังมีการพัฒนาโปรแกรม DAMUS ที่คนอื่นสามารถเข้าไปใช้ได้ ต้นทุนการเก็บข้อมูลไม่สูง แต่ประโยชน์มีมาก เช่น ใช้ในการพัฒนา system manager พัฒนาศักยภาพคนทำงาน พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ของ กสธ. พัฒนา CPG ใหม่ๆ

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร มีความเห็นว่าการตรวจ A1C 1 ครั้ง/ปี แล้วได้ 79% ถือว่าต่ำ เพราะเรื่องการตรวจ A1C อยู่ใน guideline ทั่วโลกมาแล้วกว่า 15 ปี…คนที่มี A1C <7% มีประมาณ 30% ถือว่าน้อย และคนอายุน้อยควรคุมได้ดีกว่านี้ เพราะยังมี lifespan อีกยาว และของ รพช. ควรจะดีกว่า รพศ. (เพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาถูกส่งเข้ามามาก) ต้องบอกว่า A1C ของอะไร (การตรวจ) เป้าหมาย A1C ควร individualize ถ้าจะเอา A1C เป็นตัวตัดสิน ควร standardize ที่ทำไม่ได้เพราะไม่มีเจ้าภาพและไม่มี reinforcement

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ บอกว่าวิธีการวัด BP เครื่องที่สอดแขนเข้าไป เอาไว้ screen ไม่ใช่เพื่อการวินิจฉัย...ใน HT ควรใช้ HDL และรอบเอว เพราะบ้านเรามี metabolic syndrome เยอะ

ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ บอกว่าเรามี data ของคนไทยเยอะ จะทำให้เราไม่ต้องไปพึ่งของต่างชาติ ถ้าเรามี data ของคนไทยจะดีกว่าไปใช้ของฝรั่ง … guideline ที่ rigid เดี๋ยวนี้ individualize แล้ว... A1C ที่ลดต่ำ 7% ตอนนี้ทั้งของยุโรปและอเมริการกลายเป็น individualize แล้ว… ต้อง create awareness... เรื่อง instability ของ A1C เราใช้มาตั้งแต่ very unstable จนเข้าเครื่อง automate น้ำยาจากบริษัทใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้ standardize หมดแล้ว… เรื่อง BP ต้องเน้นว่าต้องวัดที่บ้าน train อสม… บุหรี่เป็นเรื่องที่โดนลืม ต้องใส่ลงไป มี awreness เยอะ แต่ treatment ไม่มี ... ตา แต่ก่อนเคยใช้กล้องโพลาลอยด์ เดี๋ยวนี้เป็น digital จึงส่งทาง email ได้ ปัญหาน้อย เริ่ม train พยาบาลออกไปทำ... train แพทย์ทั่วไปให้ screen เหลือผู้ป่วยจำนวนไม่มากที่ต้องถึงหมอตา…ไขมัน HT ยาดีขึ้น โรคดีขึ้น

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ ขอบคุณเครือข่ายวิจัยฯ ที่ทำเครื่องมือขึ้นมาและต้องพัฒนาต่อไป เป็นชุดข้อมูลที่มีความต่อเนื่อง เห็นความเปลี่ยนแปลง และทันเวลา สปสช. จะส่งข้อมูลนี้ไปยังทุกจังหวัด งานต่อที่จะทำจะจัดเวทีวิชาการ discuss กันลงลึก เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

ศ.นพ.ปิยะทัศน์ ทัศนาวิวัฒน์ อยากจะ challenge ราชวิทยาลัยฯ เอาข้อมูลไปดูได้ เป็น public assets ต้อง monitor change

วัลลา ตันตโยทัย