วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้เรื่องราวที่ตั้งเป้าไว้ทำได้ไปส่วนหนึ่ง แต่ที่มากกว่าตั้งเป้าคือได้โอกาสไปรับครูที่บ้านเพื่อมาวัดด้วยกัน เช้านี้พยายามเขียนบันทึกทยอยกับตนเองในการแก้ไขเจ้าค่ะ ด้วยใจที่หนูวางไว้ผิดที่ผิดทางแทนที่จะเขียนเพื่อเรียนรู้กับตนเอง ถามตอบตนเอง กลายเป็นระบายทุกข์เพ่งโทษครู กราบขอขมาเจ้าค่ะ ยิ่งครูเมตตาโทรมา และเย็น ๆ ครูให้โอกาสหนูเตือนสติน้อง ยิ่งเห็นตนเองและเข้าใจครูมากขึ้น

                การไม่สำนึกและตระหนักถึงความผิดตนเอง เหมือนเป็นการปิดประตูโอกาสในการแก้ไขตนเองจริง ๆ ซึ่ง หนูทำแบบนี้มาตลอด ศีลข้อ 1 ขาดเพราะเบียดเบียนตนและคนอื่น  หนูเห็นแล้วว่ายังต้องมีสิ่งที่ต้องแก้ไขอีกมากเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาสะท้อนทั้งเรื่องราว “รองเท้าของดุ๋ย”

การได้ไปรับครูทำให้หนูระลึกว่า “รถหนูสกปรก ยังไงซะขอล้างก่อน อย่างน้อย ๆ ครูขึ้นมาก็ไม่ต้องอดทนกับกลิ่นและฝุ่นมาก”

ธรรมะที่ครูเมตตาชี้ให้ทบทวน

“การเกิดเป็นผู้หญิงมันมีราคะมาก ฝึกอยาก หากไม่เห็นภัย”

อาจจะตลอดระยะทางขับรถมาตั้งสติกับตนเองพอได้ฟังธรรมจากครู รู้สึกเห็นด้วยและรับรู้สิ่งที่ครูส่งมาและย้ำกับตนเองว่า

“ต้องฝึกเตือนตนเอง ก่อนครูเตือน”

เห็นแล้วเจ้าค่ะครูว่าหนูไม่ยอมเตือนตนเอง ทำตัวไหลไปตามกิเลสแล้วก็วิ่งมาเกาะครู ไม่ยอมแก้ไขตนเอง พอครูตำหนิก็เสียใจร้องไห้ ไม่ฝึกหัดตนเองเลย

เหมือนมันลืมไปว่า “มาเพื่อสู้กับกิเลส ไม่ได้มาเพื่อสิ่งอื่น”

เย็น ๆ พาเด็กๆไปทำวัตรเย็น น้องบิ๋มและน้องกิ่ง ร้องไห้ บอกว่า แสบท้อง หิวข้าว พอได้คุยก็ดีขึ้น เหมือนหนูก็ได้เห็นตนเองจากเด็ก ๆ กิเลสมา เสียใจ ร้องไห้ แทนที่จะหาวิธีแก้ไขปรับปรุง หาช่องทาง แต่กลับร้องไห้ซะก่อน

ได้เรียนรู้ว่า เหตุปัจจุยที่ทำให้ไม่ก้าวหน้า เพราะหนูหนักไปทางการคร่ำครวญมากกว่าลงมือทำ