เวลาคนเรามีความทุกข์ หรืออยู่ในอารมณ์เศร้า มักจะมองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ยล่ะ

 

เวลาคนเรามีความทุกข์ หรืออยู่ในอารมณ์เศร้า มักจะมองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ยล่ะ

บางทีคนเราก็ยังไม่ต้องถึงกับป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรอก อารมณ์ที่มันเบื่อ ไม่อยากทำอะไร รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่อยากคุยกับใคร กลางคืนก็นอนไม่ค่อยจะหลับ ถ้าเป็นแป๊บ แป๊บ พออีกวันก็หาย ก็ไม่เป็นอะไรมาก อาจจะมาจากความเครียด จัดการกับเรื่องบางเรื่องไม่ออก พอมันเห็นหนทาง หรือเปลี่ยนเรื่องไปคิดอย่างอื่น หรือหายกังวลไปแล้ว ก็ไม่เป็นอะไร

 

แต่กับบางคน มันเป็นแบบนี้ติดต่อกันนาน ๆ ถ้ามากเกิน 2 อาทิตย์ แล้วมีอาการอย่างเพิ่มมาด้วย เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ทำอะไรก็ช้าลง คิดก็ช้า สมาธิก็ไม่ดี รู้สึกไม่ ok กับตัวเองแล้ว สุดท้ายก็รู้สึกไม่อยากอยู่ในโลกนี้ อยากตาย ตายไปเสียดีกว่า อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วนะ

 

ในคลินิกที่เราเจอคนไข้ ส่วนใหญ่เขาก็มาในหลายระดับ เศร้ามากบ้าง น้อยบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นคือ บางคนมาคนเดียว บางคนมากับคู่ชีวิต บางคนมากับพี่น้อง บางคนมากันทั้งบ้าน

 

และวิธีการที่เราทำเพื่อให้คนไข้ รู้สึกดี เห็นคุณค่าของตัวเอง ลองฟังดูนะ ว่ามันเข้าท่า หรือเปล่า

 

ถ้าเราเห็นเขามากันหลายคน เราจะตั้งคำถามกับคนไข้ก่อนว่า “ รู้มั้ยว่าทำไม วันนี้คุณมีคนมาด้วย ” หรือ “ รู้มั้ยว่าทำไม พี่ / น้อง / แฟน เขายังดูแลคุณ เขายังอยู่กับคุณตรงนี้ ” หรืออะไรทำนองนี้ แล้วก็จะให้ข้อมูลเพิ่มว่า พยาบาลอยู่ตรงนี้ เห็นมาเยอะแล้วนะที่ คนไข้ต้องมาคนเดียว อยู่ลำบากคนเดียว ไม่มีใครอยู่เคียงข้างแบบนี้ บางคนสามีป่วย ภรรยาก็หอบลูกไปอยู่ที่อื่น ญาติ ๆ ก็ห้ามไม่ให้มาดูแล

 

ส่วนใหญ่แล้วคนไข้ จะไม่ตอบคำถามนี้ เขาก็ได้แต่มองหน้าเราเฉย ๆ ( คนไข้ เขาก็คงกำลังคิดอยู่แหละ )

เราก็จะพูดกับคนไข้ต่อโดยตรงเลยว่า  “ คุณรู้มั้ยว่า สิ่งที่เกิดในวันนี้ เป็นผลมาจากสิ่งที่คุณทำมาในอดีตกับคนที่อยู่รอบข้าง กับพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน หรือใครก็ตาม คุณได้ทำในสิ่งที่ดีงามให้กับเขาเหล่านั้น แล้วมันเข้าไปรับรู้อยู่ในจิตใจ  ในความทรงจำของเขาเหล่านั้น และเมื่อคุณอยู่ในภาวะที่ต้องการคนช่วยเหลือแบบนี้ เขาเหล่านั้นก็เต็มใจที่จะทำ เต็มใจที่จะมาอยู่เคียงข้างแบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นผลจากการกระทำของคุณเองนะ คุณเป็นคนดี เป็นคนที่มีคุณค่าคนหนึ่ง” เชื่อมั้ย ร้อยทั้งร้อย คนไข้จะ get เขาจะยิ้มออกมา บางคนน้ำตาคลอ แล้วจะจบลงงด้วยประโยคที่บอกกับเราว่า ขอบคุณค่ะ/ครับ เกือบทั้งหมดเลย

และในขณะเดียวกัน เราก็จะหันไปถามญาติที่มาด้วยว่า “ เป็นแบบนั้นหรือเปล่าคะ คนไข้ทำได้ทำอะไรให้กับเรา ให้สิ่งดีดีกับเรามาก่อนหรือเปล่า” ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบก็คือใช่ เสมอ

 

เราก็ต่ออีกนะ คราวนี้จุดประสงค์คือการเสริมพลัง เสริมคุณค่าของญาติ โดยการหันมาคุยกับญาติโดยเฉพาะเลยว่า

“ คุณรู้มั้ยสิ่งที่คุณทำในวันนี้ นอกจากจะเป็นการตอบแทนกลับคืนให้กับคนไข้ที่เขาเคยทำสิ่งดีดีให้กับเราแล้ว คุณรู้เปล่าว่าผลบุญนี้มันส่งต่อได้ เชื่อได้เลยว่า เมื่อเวลาที่คุณประสบปัญหาอะไรทำนองนี้ คุณจะมีคนดูแลแน่นอน สิ่งที่คุณทำ(ถ้าเป็นคนที่มีลูกหลาน) จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้ลูกหลานเห็นแน่นอน มันเป็นการถ่ายทอด เป็นการสอนที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดเลย เพราะสิ่งที่คุณทำเขาจะรับรู้ได้ว่า เป็นเรื่องดีงาม แล้วเขาก็จะทำอย่างนี้กับคุณเมื่อคุณเดือดร้อน พยาบาลเชื่อเช่นนั้น ” พูดจบ เราก็จะได้เห็นรอยยิ้ม และบางคนถึงกับน้ำตาซึม ๆ

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้การตีความอะไรเลย เพราะทุกการกระทำของเรา เป็นการลงทุนให้กับชีวิตของเรา ถ้าเราทำสิ่งที่ดีงามกับใคร กับคนรอบข้าง ทุกคนที่ได้รับเขาจะสัมผัส และรับรู้ได้เสมอ มันก็จะสะสม เก็บเข้าไปในความทรงจำไว้เรื่อย ๆ และสุดท้ายมันก็จะย้อนกลับมาหาเรา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแน่นอน แล้วอะไรจะเหมาะสมมากไปกว่า เวลาที่เราเหนื่อย หมดแรง หมดพลัง เศร้า เหงา ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และต้องการใครสักคนอย่างนี้แหละ

 

อ.หมอสกล เคยบรรยายให้ฟังว่า ในเวลาที่เราเจ็บป่วย เราไม่สามารถจ้างให้คนมาเยี่ยม มาดูแลเราได้ ( ถ้าเราไม่มีอำนาจอะไรแล้วนะ) คนที่มาเหล่านั้น คนที่มาดูแลเรา เขามาด้วยใจ .... นั่นเป็นเพราะอะไร ....

 

คุณคงจะได้คำตอบแล้วสินะ

 

นี่เป็นบทพิสูจน์ที่งดงาม และแท้จริงสำหรับการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า และมีความหมาย

 

แล้วมาถึงวันนี้ เราได้ลงทุนอะไรให้กับชีวิตเราไปแล้วบ้าง ?