----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อยกเว้นการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ตามมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งบัญญัติให้
*บุคคลที่แม้เกิดในราชอาณาจักรไทย
*แต่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว
*และบิดาหรือมารดานั้นมีสถานะเข้าเมืองแบบไม่ถาวร/สถานะเข้าเมืองผิดกฎหมาย
= บุคคลดังกล่าวไม่ได้สัญชาติไทย
= บุคคลดังกล่าวถูกสันนิษฐานว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- พิจารณาหลักการได้มาซึ่งสัญชาติสหรัฐอเมริกา
ในการพิจารณาว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อยกเว้นการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนหรือไม่นั้น ควรเริ่มต้นจากการพิจารณาหลักพื้นฐานของการได้มาซึ่งสัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อสืบค้นข้อมูลในเว็ปไซต์ของ U.S. Department of Homeland and Security ในส่วนของ U.S. Citizenship and Immigration Service[1] แล้วนั้น พบข้อมูลเกี่ยวกับ Citizenship ดังนี้
“Citizenship
If you meet certain requirements, you may become a U.S. citizen either at birth or after birth.
To become a citizen at birth, you must:
1. Have been born in the United States or certain territories or outlying possessions of the United States, and subject to the jurisdiction of the United States; or
2. Had a parent or parents who were citizens at the time of your birth (if you were born abroad) and meet other requirements”
ดังนั้น จึงพิจารณาได้ว่าการได้มาซึ่ง U.S. Citizenship หรือหลักการเดียวกับการคำนึงถึงการได้มาซึ่งสัญชาตินั้นสามารถเป็นได้ทั้งการได้มาโดยการเกิด และการได้มาภายหลังการเกิด ซึ่งการได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship โดยการเกิดของสหรัฐอเมริกายอมรับทั้งหลักการสืบสายโลหิตและหลักดินแดนเช่นเดียวกับประเทศไทย กล่าวคือ
1. หลักดินแดนนั้น ทุกคนที่เกิดในสหรัฐอเมริกา หรือในอาณาเขตสหรัฐอเมริกา หรือดินแดนส่วนใดอันเป็นของสหรัฐอเมริกา หรือดินแดนซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลสหรัฐอเมริกา ย่อมได้รับสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา
2. หลักสืบสายโลหิตนั้น ทุกคนที่มีบิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ซึ่งมีสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาในขณะเกิด ย่อมได้รับสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา (กรณีเกิดนอกราชอาณาจักรต้องพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมายเพิ่มเติม)
- พิจารณาข้อยกเว้นหลักการได้มาซึ่งสัญชาติสหรัฐอเมริกาโดยหลักดินแดน
ดังที่กล่าวข้างต้นว่าสหรัฐอเมริกายอมรับหลักการได้มาซึ่งสัญชาติโดยหลักดินแดน ซึ่งครอบคลุมถึงดินแดนอาณาเขตและเขตอำนาจศาล และไม่ปรากฏข้อยกเว้นใดๆภายใต้หลักดังกล่าว ดังนั้น บุคคลใดก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรสหรัฐอเมริกา ย่อมได้สัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา จึงมีความแตกต่างจากประเทศไทย เนื่องจากตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของไทยบัญญัติยกเว้นการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนไว้ในกรณีที่ แม้บุคคลดังกล่าวเกิดในไทย แต่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว และบิดาหรือมารดานั้นมีสถานะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่งผลให้บุคคลดังกล่าวไม่ได้สัญชาติไทย และถูกสันนิษฐานว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
- สถานการณ์การจัดการประชากร(คนเข้าเมือง)ในสหรัฐอเมริกา
เนื่องด้วยตามกฎหมายนั้น บุคคลซึ่งเกิดในราชอาณาจักรสหรัฐอเมริกาย่อมได้สัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา ซึ่งกรณีดังกล่าวครอบคลุมถึงบุตรของคนต่างด้าวเข้าเมืองชั่วคราว และแม่กระทั่งบุตรของคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายด้วย ทั้งนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดการประชากรในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ดังเช่น รัฐเท็กซัส หลุยเซียนา เป็นต้น ซึ่งมีพรมแดนทางใต้ติดต่อกับประเทศเม็กซิโก และมีประชากรจากประเทศเม็กซิโกอพยพเข้ามาจำนวนมากเพื่อเข้ามาทำงาน และก่อตั้งครอบครัวในสหรัฐอเมริกา รวมถึงพรมแดนทางเหนือติดต่อกับประเทศแคนนาดา ดังเช่น รัฐวอชิงตัน รัฐมอนทาน่า รัฐนอทดาโกทา เป็นต้น และมีประชากรจากประเทศแคนนาดาอพยพเข้ามาจำนวนมากเพื่อเข้ามาทำงาน และก่อตั้งครอบครัวในสหรัฐอเมริกา เมื่อกำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้จึงมีนโยบายสองฝั่งที่กล่าวถึงการได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา กล่าวคือ
1. นโยบายซึ่งคำนึงถึงประวัติศาสตร์การก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองว่าสหรัฐอเมริกานั้นเป็นดินแดนของการโยกย้ายมาแสวงหาเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงต้อนรับทุกคนที่เดินทางเข้ามาในดินแดน และเมื่อกฎหมายยอมรับให้ทุกคนที่เกิดในสหรัฐอมเริกาได้สัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาแล้วนั้น ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงสิทธิของสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น จึงมีการกล่าวถึงนโยบายในการสนับสนุนให้เด็กซึ่งมีบิดาหรือมารดาต่างด้าวเมืองผิดกฎหมาย สามารถเข้าถึงสิทธิในการศึกษา การรักษาพยาบาล การทำงาน ของทั้งเด็กผู้ซึ่งมีสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเด็กนั้นด้วย อันเป็นการพัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลกรณีหนึ่ง
2. นโยบายซึ่งคำนึงถึงความเป็นรัฐชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองว่าสหรัฐอมเริกาได้ก่อตั้งเป็นประเทศ อันมีดินแดนอันเป็นของบุคคลซึ่งมีสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกา และไม่สามารถรองรับบุคคลผู้ซึ่งเข้ามาใหม่ โดยเฉพาะบุคคล และครอบครัว ซึ่งเข้ามาอยู่โดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น จึงมีการกล่าวถึงนโบายในการตั้งข้อยกเว้นของการได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาโดยหลักดินแดน อันจำกัดให้บุตรของบุคคลต่างด้าวซึ่งเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่อาจได้สัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาอีกต่อไป
จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าประเทศที่มีประกากรจำนวนมากและปรากฏการโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ตลอดนั้นจะดำเนินการจัดการประชากรอย่างไรต่อไป เนื่องจากหากบุตรเป็นสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาแล้วนั้น จะพิจารณาการพัฒนาสิทธิของบุคคลดังกล่าว รวมถึงบิดาหรือมารดาอย่างไร หรือกรณีที่บัญญัติข้อยกเว้นของการได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาโดยหลักดินแดนแล้วนั้น จะกำหนดสถานะของบุคคลดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการประชากร และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ในกรณีของบุตรคนต่างด้าว ซึ่งมีสถานะเข้าเมืองแบบไม่ถาวรนั้น ยังไม่ปรากฏนโยบายยกเว้นการได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาโดยหลักดินแดนแต่อย่างไร ซึ่งควรเป็นไปตามหลักกฎหมายธรรมชาติว่าหากบิดาหรือมารดามีสถานะเข้าเมืองถูกกฎหมายแล้วนั้น แม้ว่าจะเป็นสถานะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร บุตรนั้นโดยอย่างน้อยที่สุดก็ควรสืบสืทธิการเข้าเมืองเทียบเท่าบิดาหรือมารดา ซึ่งเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกานั้นยอมรับให้บุตรมีได้มาซึ่งสัญชาติ/citizenship สหรัฐอเมริกาโดยหลักดินแดนอย่างไม่มีเงื่อนไข การบัญญัติกฎหมายว่าด้วยสัญชาตืของไทยที่สันนิษฐานให้บุคคลซึ่งเกิดในไทย แต่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว และบิดาหรือมารดานั้นมีสถานการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย ถูกสันนิษฐานว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองนั้น จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงขัดต่อแนวทางการจัดการประชากรในระดับนานาชาติอีกด้วย