ผีช่วย

   เรื่องนี้ไม่อยากใช้คำว่า "ผี" แต่เพราะใช้กับเรื่องที่ผ่านมาจึงนำมาใช้ต่อไป หากเราพิจารณาด้วยคำว่า "ผีบ้านผีเรือน"  มันมีนัยสำหรับคนสมัยก่อนว่าผีคือสิ่งเคารพบูชา แต่ผีที่เราพูดในปัจจุบันซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโลกวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เราเคารพบูชาหากแต่อยู่ในฐานะ "ความงมงาย" เพราะสิ่งที่จริงคือวิทยาศาสตร์

   ผีที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องผีก็เป็นได้ หากจะใช่ก็ไม่อยากใช้คำว่าผี เพราะเป็นสิ่งที่ผมและหลายคนให้ความเคารพมาก่อน แต่ผมจะพยายามไม่ใช่คำ่ว่าผี

   ประมาณปี ๒๕๓๙ ช่วงนั้นผมบวชอยู่ที่วัดท่ายางกลาง โดยพระอุปัชฌาย์ซึ่งผมเคารพนับถืออย่างยิ่ง ท่านอยู่โรงพยาบาลด้วยสาเหตุคือเป็นเบาหวาน เป็นแผลที่ขาและหมอตัดขา ผมต้องทำหน้าที่ไปสอนที่โรงเรียนศรียาภัยในช่วงกลางวัน สอนหนังสือที่วัดในช่วงเย็นและไปเฝ้าอุปัชฌาย์ในช่วงค่ำ แต่บางคืนจะมีท่านอื่นไปเฝ้า นี้คือตัวอย่างที่ผมเข้าใจว่า งานคือชีวิต ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้ควบคู่การทำงาน ผมรู้สึกว่าชีวิตมีค่ามากเมื่อได้ทำงาน แต่ปัญหาภายในวัดเมื่อเจ้าอาวาสไม่อยู่นั้น จะมีเยอะกว่าเจ้าอาวาสอยู่ ประมาณว่า แมวไม่อยู่หนูร่าเริง มีอยู่คืนหนึ่งหลังจากสอนพระเณรช่วงค่ำเสร็จ ผมคงไม่ไหวแล้ว จึงไปนอนเล่นที่กุฏิเก่าข้างหอฉัน เดิมคือกุฏิเจ้าอาวาสเก่าแก่ ๒ รูปที่มรณภาพไปแล้ว ปกติหากผมเข้าไปในกุฏิและถอดจีวรออก ผมจะจีบยาวแล้วไปพาดไว้ที่ราวในห้องนอน ผมจำได้ว่า วันนั้นผมก็ทำเช่นนั้น แล้วผมก็ออกไปนอนเล่นที่ห้องโถงไม้ข้างนอก หลับไปเมืิ่อไรไม่รู้ จนรุ่งเช้า ปรากฎว่า ผ้าีจีวรที่ผมจำได้ว่าผมพาดห้อยไว้ที่ราวในห้องนอน มาห่มที่ตัวผม กุฏิหลังนี้เป็นกุฏิเก่าแก่ อากาศร้อนจะไม่ร้อน อากาศหนาวก็จะไม่หนาวนัก ทำด้วยไม้ ผมเอะใจว่าผมละเมอหรือเปล่า หรือว่าอย่างไรกันแน่ ตามประวัติที่เคยนอนกับเพื่อนๆก็ไม่เคยพบว่าละเมอ เพื่อให้แน่ใจ ต่อมาผมลองทำอย่างที่ผมสงสัยคือ สอนหนังสือเสร็จ ผมก็จีบจีวรแล้วเอาไปพาดห้อยไว้ที่ราวในห้องนอน จากนั้นมานอนอ่านหนังสือห้องโถงไม้ ปรากฎว่า เช้าตื่นขึ้นมา จีวรผืนนั้นที่พาดไว้กลายเป็นจีวรที่ผมห่มนอนไปในบัดดล ผมเข้าใจไปเองว่า คงมีใครสงสัยจึงเอามาห่มให้มั้ง อันที่จริงคือผมนอนคนเดียว เท่าที่ผมทราบ ที่ที่ผมนอนในห้องโถงไม้นั้น เป็นที่มรณภาพของอดีตเจ้าอาวาสสองรูป