ในโลกของความสนใจที่จะอ่าน ทำให้การอ่านน่าสนใจและมีความหมาย

วิธีวิทยาการเรียนรู้ตามอัธยาศัย:  อ่าน และ เขียน  กับ กลไกของสมอง

การอ่าน เมื่อเราลงมืออ่าน อะไรเกิดขึ้นกับสมอง
การอ่าน คือ การที่ประสาทสัมผัสคือตา ได้เข้าไปกระทบกับตัวหนังสือ
และ แปลความหมาย
,เข้าสู่สมอง  เกิดจินตภาพตามความหมายนั้น ๆ  การเกิดจินตภาพไปพร้อมกับความหมาย
หมายถึงสมองทั้งสองข้างเกิดความสมดุลและเกิดความเข้าใจ
แต่ถ้าเมื่อแยกสามสถานการณ์  คือ

สถานการณ์ที่ 1 การถูกบังคับให้อ่านโดยไม่สมัคร
ในโลกของความไม่สมัครใจ สมองจะมีอาการผิดปกติ 
ทำให้มีการริดเซลสมอง
อ่านก็ไม่ได้ความหมาย ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจภายใน  ไม่เกิดจินตนาการ
ถึงจะเกิดก็เป็นจินตนาการที่เคียดแค้น  ส่งผลกระทบต่อสมองในวงกว้าง.
การบ่อนทำลายสมอง เป็นการทำลายการเรียนรู้ และทำลายอนาคตของประเทศทำลายเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศ ในระยะยาว  

สถานการณ์ที่ 2 ชอบอ่านตามสนใจ
ในโลกแห่งความสนใจที่จะอ่าน ทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่าสนใจ
และมีความหมาย
นอกจากสมองสองข้างจะสมดุลทั้งการอ่านความหมายตรรกะและจินตนาการ
ยังแถมการเชื่อมโยงไปยังเซลสมองอื่น ๆ  อาการของสมองเกิดจากปิติ สุข
และเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพต่อไปเรื่อย ๆ

สถานการณ์ที่ 3 อ่านตามการจูงใจ
ภาพลักษณ์เชิงบวกของการอ่าน เพื่อจะจูงใจคนให้อ่านหนังสือ
ยังไม่มีในประเทศไทยการปรากฏตัวของ การอ่าน และผลของ
การอ่านทำให้เกิดการพัฒนา ยังไม่ปรากฏตามสื่อ
เท่าไรนัก  การจูงใจให้อ่านหนังสือ ยังคงเป็นสื่อเชย ๆ
ที่ไม่สามารถแทรกความสนใจไปยังพื้นที่ของสมองได้
ในอนาคตคงจะมีองค์กรพัฒนาเอกชนด้านนี้ได้ทำขึ้นผ่านสื่อ
โทรทัศน์  เช่นคลิปสั้น ๆ  หากกระตุ้นตามนี้คงมีคนรักหนังสือ
และการอ่าน มากขึ้น

ไอน์สไตน์บอกว่า  สมองของคนเรา ไม่ได้ออกมาแบบมาไว้เพื่อการจดจำ
การรับขอ้มูลจากการอ่าน จะต้องนำมาเชื่อมโยงกับ วิธีจำโดยผสานกับฐานข้อมูลที่เราสร้างเองขึ้นมาในสมอง สมองจึงจดจำอะไรไว้ได้ดี 
นั่นคือ การอ่านนั้นจะต้องผ่านกระบวนการคิดจินตนาการ
สร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเอาไว้จึงจะจดจำได้ 
กระบวนการนี้ยังไม่มีการใช้ในสถานศึกษาส่วนใหญ่
จะมีการใช้ในสถานศึกษาเอกชน ที่ทดลองเรื่องการเรียนรู้ของสมอง
ก็แปลกใจเหมือนกันที่ระบบการศึกษาของเราท่องจำแล้วเอาไปสอบ
จะไม่ได้สอนวิธีการอ่านแบบจินตนาการและจำ อย่างเป็นระบบ
จงใจที่จะยัดเยียดสาระ และจะกลายเป็นการอ่านในข้อหนึ่ง

การเขียนคืออะไร ???


การเขียนคือการเรียบเรียงสังเคราะห์ โดยการเชื่อมโยงจากข้อมูลต่าง ๆ
ที่เก็บไว้ในสมอง เอามาร้อยเรียงเป็นตัวอักษร เป็นเรื่องราวต่าง ๆ
การเขียนที่ดีจะต้องมีจินตภาพในสมองเสียก่อน เป็นการปลุกสมอง
ด้านขวาขึ้นมา พร้อมกับ ตรรกะการนำเสนอ ซึ่งเป็นสมองซีกซ้าย
ทำงานไปด้วยกัน  สถานการณ์ของการเขียนก็มีอยู่สามลักษณะ
เช่นเดียวกับการอ่านด้านบน

สถานการณ์ที่ 1 การถูกบังคับขู่เข็ญให้เขียน
การถูกบังคับให้เขียน ก็เป็นการทำลายสมองด้านจินตนาการ
เกิดการเขียนเพื่อจะส่งงานให้พ้น ๆ ไป  เกิดอาการขี้เกียจที่จะเขียน
อะไรที่ถูกบังคับ จะริดเซลสมอง  ก็ส่งผลกระทบเช่นเดียวกับการบังคับให้อ่าน

สถานการณ์ที่ 2 การเขียนอย่างสมัครใจ
การเขียน นั้นทำให้สมองนั้นมีความสามารถในการจดจำมากขึ้น เพราะได้ใช้
สมองส่วนที่เก็บข้อมูล และเรียบเรียง และสมองส่วนจินตนาการ เชื่อมโยง
คนที่เขียนหนังสือได้ดีแล้ว จะพบว่ามีหนังสือเชิงสร้างสรรค์จากจินตนาการ
หรือหนังสืออื่น ๆ เชิงสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นในตลาด  เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับตนเอง ให้กับประเทศ  เกิดการใช้สติปัญญา เกิดปัญญาชนมากขึ้น

สถานการณ์ที่ 3  การจูงใจให้เขียน
ข้าพเจ้าไม่เคยพบในสื่อใดเลย ที่จูงใจและพัฒนาคนได้ดีเท่ากับการเขียนหนังสือสายพานแห่งปัญญาในประเทศไทยที่ขาดไปก็เพราะไม่สร้างเวที
การเขียนหนังสือ หรือ การกระตุ้นจูงใจให้เขียนอย่างจริงจัง 
มูลค่าเพิ่มของหนังสือนั้นต้องไปถามเจ เค โรลลิ่ง ผู้เขียน แฮรี่ พอร์ตเตอร์  ว่ามันมีมูลค่าเพิ่มเท่าไร  และการศึกษาทุกระดับไม่เคยแนะนำให้นักเรียนเขียนเว็บบล็อก  เพื่อจะเป็นรากฐานของการพัฒนาความคิด
หรือเขียนเพื่อสื่อความหมาย  หรือสร้างจินตนาการความหมาย
ผ่านสื่อเท่าไรนัก

โดยสรุป ข้าพเจ้าเห็นว่า  การอ่านและการเขียน
เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้
และจะเป็นการทำลายสมองทันที ที่เกิดการบังคับขู่เข็ญ 
ซึ่งก็ทำกันบ่อย ซ้ำ และถี่ ๆ มากขึ้น
ในประเทศสารขัณฑ์ของเรา  เพราะเขาเชื่อว่า
หลักสูตรสาระ นำมายัดใส่สมอง ท่องให้จำ
และการควบคุมวินัยเข้มข้น แล้วเอาไปสอบ 
นั้นคือสุดยอด ก็ทำกันไปทั้งพื้นฐาน ถึงอุดม
ข้าพเจ้าชี้ให้เห็นว่า แค่ การอ่าน การเขียน
ตามอัธยาศัย ส่งผลต่อเครื่องมือคือสมอง แบบเน้น ๆ ชัดเจน
ทำให้ประเทศเจริญ รุดหน้า แบบง่าย ๆ 

แล้ววันนี้ คุณ อ่าน เขียน  ด้วยความเต็มใจหรือยัง ??????