การแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ
การแก้ปัญหามีหลายแบบ
1.การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หาสาเหตุให้พบ แล้วดับที่เหตุเลย เมื่อเหตุหมดไป ผลของเหตุนั้นก็หมดไปด้วย
2.การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพื่อควบคุมประคับประคองอาการ ใช้ในกรณีที่หาสาเหตุแล้วไม่พบ ก็ไม่สามารถแก้ที่สาเหตุได้ หรือสาเหตุนั้นซับซ้อน แก้ไขยาก
ทุกปัญหาแก้ไขได้ เมื่อรู้สาเหตุ
การรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และมะเร็ง ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่ที่เรียกว่าเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงและมะเร็ง เป็นเพียงอาการแสดงของร่างกายที่อยู่ในสภาพผิดปกติ มีสาเหตุมาจากภายใน
สาเหตุนั้น นำไปสู่การมีพฤติกรรมการคิด การกินอยู่ที่ผิดปกติ ออกจากสภาพสมดุลร่างกายเดิม ช่วงแรกๆ ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ หรือร่างกายยังแข็งแรงมากอยู่ จะยังไม่มีอาการอะไร
ต่อมาเริ่มมีอาการเช่น ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย กินเก่ง น้ำหนักขึ้น แต่ยังตรวจไม่พบอะไร คนที่ไปตรวจสุขภาพที่ผลตรวจปกติ แต่ที่จริงเริ่มมีความผิดปกติแล้วร่างกายพยายามจะฟ้องว่าผิดปกติโดยแสดงอาการบางอย่าง
ถ้าสาเหตุยังไม่ถูกแก้ไขก็จะนำไปสู่การผิดปกติที่มีความบกพร่องของอวัยวะตามมา เช่น ตับอ่อนเสื่อมทำให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ปัสสาวะบ่อยเนื่องจากมีน้ำตาลล้นออกมาทางปัสสาวะ ทำให้เป็นเบาหวาน
การทานอาหารประเภทข้าว แป้ง น้ำตาลถ้ายังทานขนาดเดิมหรือมากกว่าเดิม จะทำให้เบาหวานเป็นมากขึ้น น้ำตาลส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ไขมันจะมาจากการทานของมันประจำ ร่วมกับการไม่ออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญน้ำตาล หรือไขมันส่วนเกิน จึงทำให้มีไขมันในเลือดสูงด้วย ไขมันสูงทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หัวใจต้องบีบตัวเพิ่มเพื่อยังคงให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายเพียงพอ ความดันโลหิตจึงสูง และการสะสมไขมันในตับ เรียกว่าไขมันเกาะตับ จริงๆแล้วมันจะเกาะทั่วร่างกาย รวมถึงในหัวใจและหลอดเลือดด้วย
เนื่องจาก สภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีพันธุกรรมที่จะมีความผิดปกติเหล่านี้ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางคนถูกสภาวะความคิดอยากมีเงินครอบงำทำให้ทำงานมากเกินไป จนแบ่งเวลาไม่ถูกต้อง นำไปสู่การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไม่มีเวลาจัดสรรอาหารที่ถูกต้อง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมถึงไม่มีเวลาสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา หรือทบทวนตัวเองว่าแนวทางดำเนินชีวิตถูกต้องหรือไม่ เราใช้ร่างกาย จิตใจมากเกินไปโดยไม่ได้ดูแลรักษา ใช่หรือไม่ เรากำลังดำเนินชีวิตด้วยความประมาทอยู่ใช่หรือไม่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นปุบปับ เรามีความพร้อมที่จะตายอย่างสงบได้หรือไม่ การดำเนินชีวิตที่วางไว้อาจเป็นอุปสรรค ต่อการทำให้เกิดสุขภาพที่ดี เมื่อร่างกายหมดกำลังที่จะปรับตัวได้แล้ว ร่างกายก็จะฟ้องออกมาในรูปแบบของอาการต่างๆ จนกระทั่งเจ็บป่วยเป็นโรคที่ชัดเจนตามมา เช่น เป็นอัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด รวมถึงความทุกข์ทางใจที่มีอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังความสามารถของใจที่จะปล่อยวางได้
เมื่อร่างกายฟ้องแล้วว่ามีอาการผิดปกติ โรคต่างๆมันก็มีหน้าที่ของมันที่จะ ทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายของมัน คือให้เราพิการหรือเสียชีวิตไปโดยทุกข์ทรมาน เช่น โรคมะเร็งมันจะเหนี่ยวนำให้เรามีความคิดวิตก กังวล เพื่อทำลายระบบภูมิต้านทานของเรา ถ้าระบบภูมิต้านทานดีอยู่โรคจะเกิดไม่ได้คนไหนที่อารมณ์แจ่มใส(อยู่ตลอดเวลา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง) ก็จะไม่ค่อยป่วย คนที่มีอารมณ์ทางลบ ( เช่นโลภมาก ขี้โกรธ หลงใหล ติดสิ่งต่างๆ หงุดหงิด โทษแต่ผู้อื่น) มักจะเป็นบ่อเกิดของโรคใดโรคหนึ่งตามมา โดยเฉพาะโรคมะเร็งหรือน้องๆของมัน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง SLE รูมาตอยด์ ฯลฯ โรคจะชักจูงความอยากของเราให้อยากมี อยากกินโน่น กินนี่ กินของอร่อยๆ ซึ่งล้วนแต่มีองค์ประกอบของความหวานมันเค็ม หรือมีเนื้อสัตว์มาก บางทีจะมีสารปรุงแต่งมาก ก็จะมีสารพิษตกค้างมาก ความรู้สึกของคนนั้นอาจทำให้ขวนขวายในชีวิต หาเงินทองจนมากเกินไป จนบริหารเวลาไม่ถูก นอนดึก ตรากตรำ คิดมาก ใช้ร่างกายเกินควร ไม่ยุติธรรมต่อร่างกาย แถมยังเอาของหนักๆมาสะสมในร่างกาย เช่น แป้ง น้ำตาล ไขมัน ทำให้น้ำหนักเพิ่ม เอาของหนักๆมาสะสมไว้ในใจ เช่นความเครียด ความวิตกกังวล ความโลภ ความโกรธ ความหลงต่างๆ
บางคนคิดไม่ถึงว่าสาเหตุของโรคนั้นมาจากสภาวะจิตใจที่ผิดปกติก่อน แล้วจึงนำมาสู่การวางแบบแผนพฤติกรรมของตนเองในทางที่ผิด แล้วมาสู่ความผิดปกติของร่างกาย(และจิตใจอีกต่อหนึ่ง) เวลาไปหาหมอ จะได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคแล้วได้ยามาทาน เช่นยาลดน้ำตาล ยาลดความดันโลหิต ยาลดไขมัน ชีวิตจะวนเวียนต่อการไปหาหมอ เพื่อรับยา เพื่อตรวจเช็คสุขภาพ เจาะเลือด เอกซ์เรย์ เมื่อตรวจก็จะพบความผิดปกติ ก็จะต้องให้ยารักษาหรือแก้ไขต่อไปอีก เช่น พบว่าเป็นเบาหวาน ต่อมาเริ่มมีความดันโลหิตสูง ก็ต้องทานยาความดันโลหิตสูงเพิ่ม ร่างกายจะเริ่มเสียสมดุลไปและถ้ายังแก้ไขไม่ถูกทางด้วยการกินยาอย่างเดียว ชีวิตจะวนเวียนอยู่กับการไปหาหมอ กินยา ตรวจเช็ค พบโรคใหม่อีก เช่นพบว่าเป็นไตเสื่อม ก็เพิ่มยาไตเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่คนๆหนึ่งเมื่อไปพบแพทย์แล้ว จะมียากินกลับมาเป็นหอบๆ ได้ บางคนกินยาวันละ 30 เม็ด แค่กินยาก็อิ่มแล้ว
การแก้ไขที่สาเหตุทำได้ไม่ยาก ผลลัพธ์ขึ้นกับว่าเป้าหมายสุขภาพชัดเจนแค่ไหน ทุนเดิมเป็นมากน้อยแค่ไหน พลังในการปรับเปลี่ยน มีความสามารถเพียงใด การแก้ไขทำได้ดังนี้
1 ยอมรับความจริงในสิ่งที่เป็นอย่างยุติธรรม
2 หาสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติ
3 เลิกสาเหตุนั้นเสีย
4 ทำตรงข้ามกับสาเหตุนั้น จนได้สุขภาพที่ต้องการ
เช่น อ้วนไป หาสาเหตุแล้ว เกิดจาก พันธุกรรมอ้วนง่าย กินอาหารมากไป ไม่ออกกำลังกาย ตอนนี้มีภาวะแทรกซ้อนเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไขมันเกาะตับ ไตยังไม่วาย
เมื่อยอมรับความจริงแล้ว
ตั้งเป้าหมายน้ำหนักและระดับสุขภาพ
เลิกสาเหตุ แล้วเดินกลับทาง กินน้อย ลดข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน จำนวนมื้อ เช่น หันมากิน 1-2 มื้อต่อวัน
ออกกำลังกายจนมากพอที่จะเผาผลาญส่วนเกิน เช่น วิ่งวันละ 3,4,5 กม.หรือทำอย่างอื่นที่เทียบเท่า
ทำต่อเนื่องด้วยความเพียรพยายามจนบรรลุเป้าหมาย
ระหว่างการปรับเปลี่ยน ควรตรวจสอบ ด้วยการชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต พบแพทย์เจาะเลือดดูค่าต่างๆในร่างกาย
ถ้าทำได้ดี ไม่ต้องกินยาเลย หรือต้องใช้ยาช่วย ถ้ามีภาวะผิดปกติที่ช่วยได้ด้วยยา
ผลลัพธ์ มาจาก สาเหตุ ... ดังนั้น การแก้ปัญหา ต้องแก้ ...ที่ต้นเหตุ นะคะ
ขอบคุณ ท่าน อจ. หมอมากค่ะ