“หนั่งเช้งเปาะอยู่จั้ว” ... “มิตรภาพเปราะบางเช่นกระดาษ”

 

 

"ในระหว่างเป็นเพื่อนกันต้องตักเตือนให้กำลังใจกันและกัน  ในระหว่างพี่น้องต้องสามัคคีกัน" 

: ขงจื๊อ

 

          อ่านข้อความที่กัลยาณมิตรได้กรุณาส่งมาให้  ตรงใจที่เคยเขียนเรื่อง “เพื่อน” ไว้นานแล้ว แต่รอขออนุญาตบอกกล่าวกับเพื่อน ซึ่งเพิ่งได้เจอเธอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน จึงตัดสินใจนำบันทึกมาเผยแพร่

 

         คำสอนของแม่ที่เกี่ยวกับ “เพื่อน” ซึ่งจำได้ขึ้นใจ และแม่มักจะสอนผู้เขียน คือ “หนั่งเช้งเปาะอยู่จั้ว” (เขียนตามการออกเสียงของภาษาจีนแต้จิ๋ว)  แปลว่า “มิตรภาพเปราะบางเช่นกระดาษ”  “หนั่งเช้ง แปลว่า “มิตรภาพ” “เปาะ” หมายถึง บาง/เปราะบาง “อยู่” แปลว่า “เปรียบเช่น”  “จั้ว"  คือ “กระดาษ”  แม่บอกว่าที่สอนผู้เขียนบ่อยๆ ในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าเป็นคนหัวอ่อน รักและติดเพื่อนมาก (แม่เน้นสอนลูกหลานแต่ละคนต่างกันไปตามนิสัยของลูกหลานที่ท่านสังเกตเห็น)

 

         เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนนั้น จะว่าไปแล้วสำหรับจิตวิทยาวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการ “ค้นหาเอกลักษณ์” ของตัวเอง การคบหาและได้รับการยอมรับจากเพื่อนเป็นเรื่องปกติ แม้จนวัยผู้ใหญ่ คนทุกคนก็ต้องการเพื่อน มากน้อยแตกต่างไปตามนิสัยและสภาวะแวดล้อม 

 

          ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทที่เรียนมหาวิทยาลัยร่วมกัน มีกิจกรรมที่ชอบคล้ายกัน สนิทสนมพูดคุยช่วยเหลือกัน  “นิด” (ชื่อสมมุติ) เป็นเพื่อนที่เรียนเก่ง พูดเก่ง มีความเป็นผู้นำ ใจกว้างเอื้อเฟื้อ เธอเป็นประธานนักศึกษาของชั้นปี ส่วนผู้เขียนเป็นรองประธาน จึงได้ทำงานใกล้ชิดนิดอย่างมีความสุข นิดคอยกระตุ้นให้ผู้เขียนกล้าคิดกล้าพูด แนะนำกิจกรรมดีๆให้ และคอยปกป้องผู้เขียนจากการถูกแซวถูกล้อเลียนจากกลุ่มเพื่อนผู้ชายหัวโจก ต่างคณะหลายคน สรุปรวมนิดเป็นเพื่อนและพี่ ที่ผู้เขียนรักและใช้เธอเป็น “ต้นแบบ” คนหนึ่ง

 

          นิสัยของนิดที่ผู้เขียนคุ้นเคยคือ การใช้เงินมือเติบ หากมีเงินนิดจะเลี้ยงเพื่อนแบบไม่อั้น ของใช้จะต้องเป็นของดีมีรสนิยมรุ่นล่าสุด ผู้เขียนเป็นพวกเชยๆ ชอบใช้ของพื้นๆ เป้กระเป๋าผ้าที่แม่เย็บให้  หลายครั้งที่นิดบ่นและเทศน์ยาวกับความเชยและล้าสมัยของผู้เขียน ซึ่งก็ไม่ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนแปลงไปเท่าใดนัก (ก็รสนิยมมันเชยๆ ทำไงได้ ฮาๆๆ)  ตอนปลายเดือน นิดมักจะต้องขอยืมเงินผู้เขียน ซึ่งมักจะมีเงินเหลือ เพราะไม่ค่อยมีรายจ่ายอะไร นอกจากค่าอาหารการกิน ค่ารถ และค่าหนังสือ (ที่ชอบซื้อเป็นชีวิตจิตใจ) การให้ยืมทุกครั้ง นิดก็จะใช้คืน เร็วบ้างช้าบ้างตามแต่โอกาส

 

 


           จนกระทั่งจบและทำงาน เราต่างชักชวนกันเป็น “สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์” ของที่ทำงาน ด้วยการแนะนำจากรุ่นพี่ เรื่องมาเกิดขึ้นเมื่อนิดขอให้ผู้เขียน “ค้ำประกัน” เงินกู้ไปซื้อรถยนต์ ผู้เขียนเล่าให้แม่ฟัง แม่เตือนว่าอย่าเลย หากเขาเดือดร้อนเงิน อยากช่วยเท่าไร ก็ให้ไปเลยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นจะผิดใจกันด้วยเรื่องเงิน...ฯลฯ  ในครั้งนั้นผู้เขียนก็กังวลใจ เพราะเงินเดือนไม่มากนัก แอบไปดูว่าเพื่อนจะกู้เท่าไร ผ่อนเดือนละเท่าไร คำนวณว่าหากต้องรับภาระแทน จะต้องจ่ายเดือนละเท่าไร เมื่อได้ทราบจำนวนเงินแล้ว ก็เบาใจว่าคงจะพอผ่อนจ่ายแทนได้ (หากเพื่อนผ่อนไม่ไหว) เพราะส่วนตัว บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ ไม่มีภาระที่จะต้องใช้จ่ายอะไร จึงตัดสินใจขัดคำเตือนของแม่ รับค้ำประกันให้นิด ซึ่งนิดก็ผ่อนจ่ายสหกรณ์ด้วยดีจนปีกว่าผ่านไป

 

          วันหนึ่งโดนตามตัวจาก “สหกรณ์” จึงได้รับทราบว่า นิดขาดส่งงวดเงินกู้ 3 เดือน และลาออกไปทำงานบริษัทเวชสำอางค์แห่งหนึ่ง ติดตามตัวนิดไม่ได้ จนในที่สุดผู้เขียนในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องผ่อนจ่ายงวดเงินกู้นั้นต่อมาอีก 3 ปี จึงหมดหนี้พร้อมดอกเบี้ย... (การต้องผ่อนจ่ายเงินที่ไม่ได้ใช้นี่ เป็นความรู้สึกพิเศษอย่างหนึ่งที่บรรยายได้ยาก...ฮาๆๆ)

 

          ในใจนั้นแรกๆก็...โกรธ  ต่อมา...เสียใจที่ไม่เชื่อคำเตือนแม่ และสุดท้ายคือ “เสียดาย” มิตรภาพที่บ่มเพาะร่วมกันกับนิดมาหลายปี

 

          ราวต้นปี 2553 เพื่อนส่งข่าวว่าพบนิดและมีเบอร์โทรศัพท์ของนิด ผู้เขียนได้เบอร์มานานหลายเดือน แต่ยังไม่ได้โทรไปหา วันหนึ่งลองกดเบอร์ไปและเป็นเสียงของนิดที่มารับสาย น้ำเสียงสดใส มีความสุข เสียงดังฟังชัดตามนิสัยของเธอ ... ชะงักไปครู่ใหญ่เพราะลองกดเล่นๆ ไม่ได้ตั้งใจ พอได้ยินเสียงนิดมีความสุขดี ก็ไม่กล้าพูด เกรงว่าจะทำให้เธอไม่สบายใจเพราะได้ยินเสียงเรา... จึงวางสายไปในที่สุด ได้ยินเสียงบ่นมาว่า... ใครน่ะ โทรมาแล้วไม่พูด....ฯลฯ นิดโทรกลับมาในอีก 2-3 นาทีต่อมา คราวนี้ผู้เขียนตั้งสติได้แล้ว จึงสูดลมหายใจลึกๆ และรับสาย (ต้องตั้งสติขนาดนั้นจริงๆ)

 

นิด      :  ฮัลโหล เมื่อกี้โทรมาหรือเปล่าคะ โทรมาแล้วทำไมไม่พูดคะ

ผู้เขียน :  ฮัลโหล .. เราเองจ้ะ...

นิด      : เสียงขาดหายไปอึดใจหนึ่ง... ต่อมาจึงมีเสียงพูดคุยถามไถ่...

 

          ผู้เขียนและนิดพูดคุยทักทายกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้พบกันหลายปี นิดเล่าว่าไปทำงานต่างประเทศเพิ่งกลับมาเมืองไทย เมื่อปลายปี 2552 การงานก็เป็นไปด้วยดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ลาออกจากงานหลายที่ และตอนนี้มีลูกสาวตัวน้อยวัยหกขวบกว่าแล้ว ... คุยกันกว่าชั่วโมงจึงขอวางสาย เพราะมีภารกิจอื่น

 

นิด      : เดี๋ยวๆๆ จะวางสายแล้วเหรอ...

ผู้เขียน : ใช่จ้ะ แล้วค่อยคุยกันใหม่นะจ้ะ นัดอาจารย์ไว้จ้ะ

นิด      : เอ้อ.. แล้วจะไม่ถามเรื่องเงินเลยหรือ... ที่เราให้เธอจ่ายหนี้สหกรณ์แทน...เราไม่ตั้งใจจะโกงนะ....ฯลฯ เธอพรั่งพรูอธิบายอย่างอัดอั้นตันใจ...        

ผู้เขียน : ไม่เป็นไรหรอก...ได้ยินน้ำเสียงของนิดทำให้ผู้เขียนเห็นใจ จึงตัดสินใจปลอบเพื่อนว่าไม่ติดใจแล้ว เงินน่ะก็อยากได้คืนหรอก แต่... “เสียเงิน” แล้ว ก็ไม่อยาก “เสียเพื่อน” ไป ด้วย  ยังไงๆ เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน ส่งข่าวกันบ้าง อย่าหายไปเฉยๆ ก็แล้วกันนะ...

นิด      : ได้ๆ จ้ะ ขอบใจเธอมาก แล้วค่อยคุยกันนะ...

 

          หลังการสนทนาในวันนั้นเกือบ 2 เดือน นิดโทรมาหาและบอกว่าจะขอเลขบัญชีธนาคารเพื่อโอนเงินคืนให้ ผู้เขียนจำจำนวนเงินไม่ได้ คงได้แต่บอกไปแบบกะประมาณ และย้ำกับนิดว่าหากไม่สะดวกก็ไม่ต้องหรอก เพราะส่วนตัวไม่ได้ลำบากหรือมีภาระต้องใช้เงินทำอะไร และไม่ได้ติดต่อไปหานิดเพราะต้องการเงินส่วนนี้คืนด้วย นอกจากคิดถึงเพี่อนเท่านั้น แต่นิดก็ยืนยันว่าตอนนี้พอมีเงินเจียดมาคืนและขอบใจมากที่ยังเห็นเธอเป็น “เพื่อน”

 

          คิดทบทวนดู เรื่องเกิดขึ้นนั้น ตัวเองก็มีส่วนผิดด้วย เพราะไม่ได้ “เตือนเพื่อน” เมื่อเห็นนิดใช้เงินเกินตัว และไม่เชื่อคำเตือนของแม่ ซึ่งมีประสบการณ์มาก่อน หากเชื่อแม่คงไม่ต้องห่างหายจากเพื่อนดีๆ อย่างนิดไปเกือบ 10 ปีเป็นแน่ ทุกวันนี้ผู้เขียนเตือนตนเตือนใจตัวเองตลอดเวลาที่คบหาเพื่อนว่า “มิตรภาพเปราะบางเช่นกระดาษ”  การสร้างมิตรภาพนั้นไม่ยากเพียงอาศัยความจริงจังจริงใจและช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่การรักษาไว้ซึ่งมิตรภาพนั้น...ยากและต้องอาศัย “ใจที่เมตตาและอดทน” เพิ่มเติมจากความจริงจังจริงใจด้วย

 

          ย้อนระลึกถึง “คำสอนของแม่” ซึ่งถ่ายทอดมาจาก อากง (ปู่) เนื่องจากแม่เป็นสะใภ้ที่ต้องดูแลพ่อสามี จึงได้รับความเอ็นดูและถ่ายทอดเรื่องราวให้มากมาย (แม้กระทั่งตำรายาบางตำรับซึ่งอากงไม่ยอมถ่ายทอดให้ลูกชาย แต่ให้กับแม่ซึ่งเป็นลูกสะใภ้) แม่จึงมีเรื่องราว คำสอน เรื่องเตือนใจที่แม้ปัจจุบันก็ยังคงทันสมัยและเป็นจริงเสมอ

 

          ผู้เขียนกำลังรวบรวม จัดหมวดหมู่ และบันทึก "คำสอนของแม่" เพื่อส่งต่อให้กับรุ่นหลานๆ ตั้งใจให้เป็นมรดกของบรรพบุรุษที่ส่งต่อกันมา โดยไม่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สมบัติเงินทอง” ซึ่งเป็นของนอกกาย  แต่คำสอนผลึกความคิด เป็น “ทรัพย์ภายใน” ที่แม้จะไม่หรูหราอลังการ แต่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างสมและทิ้งไว้ให้ด้วยความรักปรารถนาดีอย่างแท้จริง

 

          การได้เกิดเป็นลูกหลานเชื้อสายชาวจีน และมีแม่ที่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกเต็มตัว ช่างเล่าช่างสอน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเอง “โชคดี” ที่ได้ใกล้ชิดแม่ ได้ฟังเรื่องราวของบรรพบุรุษรากเหง้าตัวเอง ได้ฟังตำนานนิทานซึ่งเต็มไปด้วยคุณธรรม การปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีของสังคม และขออนุญาตออกตัวไว้ก่อนว่า ไม่ได้บันทึกเรื่องนี้เพื่ออวดตัวว่าเป็น “คนดี มีคุณธรรม” ตระหนักเสมอว่า ยังเป็น “ปุถุชน” ที่มีทั้งดีและไม่ดีอยู่ในตัวปะปนกัน เพียงมุ่งหมายที่จะ “ขัดเกลาตน” ไม่เปรียบเทียบกับใคร เพียงบันทึกไว้เป็น “เส้นทางการขัดเกลาตน” อันอาจเป็นประโยชน์ต่อตนและกัลยาณมิตรในทางใดทางหนึ่ง

 

 

          เขียนบันทึกเสร็จก็นั่งอมยิ้มอิ่มใจอยู่คนเดียว... เรานี่เป็นคน “โชคดี” จังเลย  ไม่ใช่เพราะได้เงินที่คิดว่าคงสูญหายไปแน่แล้วกลับมา แต่เพราะ... ได้ “เพื่อน” กลับมาในชีวิตอีกคนหนึ่งต่างหาก.

(◠‿◠✿)❤•♥