เกริ่นนำ
ปี ๒๕๓๕ ผมเริ่มสอนหนังสือเป็นครั้งแรกและทุกวันนี้ผมก็ยังอยู่กับสถาบันการศึกษา สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่สอนหนังสือครั้งแรกจวบจนทุกวันนี้คือ"ผมไม่ชอบสอนหนังสือ" และ อีกอันหนึ่งที่ตามมาลึกๆ แต่ไม่เด่นเท่าคือ "ผมไม่ชอบเรียนหนังสือ" ขณะเดียวกัน หากผมเห็นใครที่ตั้งใจค้นคว้า เรียน เขียนอ่าน มีความสุขกับการหาความรู้ ผมจะรู้สึกปลื้มใจแทน ดูเหมือนว่า"ผมชอบคนเรียนหนังสือ"
ผมคิดว่า เราถูกครอบงำด้วยระบบ ทำไมเราต้องเรียนกันในห้องเรียน ทั้งที่นอกห้องเรียนมีสิ่งให้เราเรียนรู้เยอะมาก การอยู่ในห้องเรียนเหมือนกับการถูกคุมขัง แน่นอนว่า ห้องเรียนจะมีประโยชน์กับการแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้เรียนที่มีความรู้แตกต่าง แต่ในความเป็นจริงของระบบการศึกษา เรามีการแปลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเพิ่มความรู้ทั้งที่แตกต่างและที่มีอยู่ของผู้เรียนมากน้อยเพียงใด ดูเหมือนจะเป็นการรอรับความรู้และการบอกความรู้มากกว่าหรือไม่
สังคมแห่งแบบของการเรียนรู้
ข้อความว่า "คนเราสอนกันได้หรือไม่" หลายคนอาจบอกว่าสอนได้ เช่น สอนว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง และเด็กก็สามารถคิดได้ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง หลายคนอาจแย้งว่า สอนกันไม่ได้ เช่น เรามองว่าไฟร้อน เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่เชื่อว่าไฟร้อน จนกว่าเขาจะอยากรู้ว่าร้อนจริงหรือไม่ โดยเอามือไปแตะที่ไฟและพบว่ามันร้อนจริง ความรู้ว่าไฟร้อนไม่ได้เกิดจากการที่เราสอนเขาว่าไฟร้อน แต่เกิดจากการที่เขาไม่เชื่อเราและลองปฏิบัติด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม สังคมแห่งแบบของการเรียนรู้ต่างหาก น่าจะเป็นแบบอย่างของการเรียนรู้ ดังนั้น ทำอย่างไรให้สังคมคือแบบอย่างของการเรียนรู้ที่ดี งานวิจัยจำนวนหนึ่งบอกว่าเด็กไทยอ่านหนังสือน้อยมาก เราอาจโต้แย้งว่า ทำไมต้องอ่านหนังสือ คำตอบคือ หนังสือมีความรู้ เราจึงต้องอ่านหนังสือ หากถามว่า นอกจากหนังสือแล้วไม่มีความรู้หรือ คำตอบคือมี เช่น เรารู้วิธีการทำนาได้มิใช่เพราะอ่านหนังสือ หากแต่การทดลองทำตามแบบอย่างของการเรียนรู้ แน่นอนจะมีแบบอย่างของความรู้จำนวนหนึ่งที่เราลองทำแล้วมันไม่ใ่ช่ อาจเกิดจากแบบนั้นไม่เหมาะกับคนร่างเพรียวบางอย่างเรา และภูมิอากาศแบบนี้เป็นต้น ถ้าเราเอาเกณฑ์ว่าการไม่อ่านหนังสือคือโง่ และการอ่านหนังสือคือฉลาด สิ่งที่น่าพิจารณาคือ เกณฑ์ว่าอ่านหนังสือและไม่อ่านหนังสือเป็นหลักในการตัดสินว่าฉลาดและโง่ได้อย่างไร เพราะคนเราจะฉลาดได้โดยไม่อ่านหนังสือก็มี และโง่ได้เพราะอ่านหนังสือมากก็มี คนที่ฉลาดโดยไม่อ่านหนังสือ นำความรู้มาเพื่อจะทำให้ตนฉลาดนี้ได้จากไหน คำตอบที่น่าจะตอบได้คือ ความรู้อยู่รอบตัว ส่วนคนโง่ได้เพราะอ่านหนังสือมากคืออย่างไร เนื้อหาในหนังสือจำนวนหนึ่งเป็นจินตนาการถึงโลกที่สวยงาม เรากำลังแสวงหาความสวยงามบนโลกของความเป็นจริง แต่โลกของความเป็นจริงไม่ใช่โลกของความรื่นรมเหมือนเราครอบครองอารมณ์ของตัวหนังสือบนหน้าหนังสือ เราไม่ได้ครอบครองโลกเหมือนที่เราพยายามครอบครองจินตนาการของหนังสือ เราจึีงไม่รู้จักความเป็นจริงของโลก นี่คือการพยายามที่จะบอกว่า นอกเหนือหนังสือมีความรู้ และการไม่อ่านหนังสือไม่ได้หมายความว่าโง่และฉลาดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ถ้าเราบอกว่า การอ่านหนังสือทำให้เราฉลาด สังคมแห่งแบบของการเรียนรู้จากการอ่านหนังสือมีอยู่หรือไม่ หมายถึง คนทั่วไปใช้ชีวิตกับการอ่านหนังสือ อยู่กับโลกของหนังสือ มากกว่าการพบปะสังสรร การท่องเที่ยว การทำงาน การหาเงินและอื่นๆ ถ้ามีสังคมแห่งแบบของการอ่านหนังสือ เราจะไม่หนักใจสังคมแห่งแบบของการเรียนรู้
สิ่งที่น่าเรียกร้องคือ สังคมแห่งแบบของการเรียนรู้อยู่ที่ใด ในสังคมแห่งแบบของการเรียนรู้จะไม่จำกัดอยู่ในห้องแคบๆ หากแต่เราสามารถเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัวกับทุกคนและทุกสรรพสิ่งเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของเราได้ ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องสอนกัน
การเรียนรู้ที่มีความสุข
เชื่อว่า หลายคนยอมรับว่า การเรียนรู้คือวิสัยของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่ชอบเรียนรู้ แสวงหาความรู้ อยากรู้ ต้องการบรรลุถึงความรู้ เราจึงมีการแสวงหาความรู้ และเชื่อว่าทุกคนมีรูปแบบของชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าเขาจะมาจากพ่อแม่พันธุ์เดียวกัน ทำไมเด็กหลายคนจึงดีใจเมื่อถึงวันหยุดเรียน เพราะเขาจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากรู้ ซึ่งคือความเพลิดเพลินในการแสวงหาความรู้ โดยไม่จำกัดรูปแบบ ดังนั้น ห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้จึงควรเป็นห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข ในห้องเรียนแคบๆ เรามองได้จำกัดเพียงห้องสี่เหลี่ยม แต่เมื่อเราเดินออกจากห้องเรียน เราจะเห็นกระรอกบินได้ "เฮ้ย ทำไมกระรอกบินได้" นายคนหนึ่งก็บอกว่า "วิ่งไปจับมันมาสิ" แต่ในห้องเรียนจะไม่มีบรรยากาศแบบนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อเรานั่งสมาธิแล้วจะเกิดความสงบ เมื่อเรานั่งแล้วพบว่า มันหาความสงบไม่ได้ สู้เรานั่งตัดสติกเกอร์หรือคัดลายมือไม่ได้เลย มันสงบกว่านั้น การเรียนรู้ที่มีความสุขจึงต้องปลดปล่อยตัวตนไปสู่การเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับสังคมแห่งแบบของการเรียนรู้
โลกกว้างและห้องเรียนในฝัน
ความฝันไม่ใช่ความจริง แต่ความฝันจะเป็นจริงซึ่งไม่เท่ากับฝันได้ก็ต่อเมื่อเราได้สร้างความจริงเทียบเท่าสิ่งที่ฝัน โลกนี้แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระบบจักรวาล มันใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวเรา แต่จักรวาลซึ่งมีโลกและตัวเราอยู่ด้วยก็ไม่เท่ากับโลกของความรู้ ซึ่งเราไม่มีโอกาสล่วงรู้อีกมากมาย ห้องเรียนในฝันคือโลกกว้าง แต่เราคงไม่จำเป็นต้องรู้จักโลกทั้งหมด สิ่งที่เราควรจะรู้จักคือ "ความจริงและความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์" ก็น่าจะเพียงพอ มันคือความรู้เพียงเล็กน้อยที่ไม่ได้อยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เราผลิตเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กได้ก็เพียงเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เราใช้เงินแลกอาหารก็เพียงเพื่อเป็นเครื่องมือใช้แลกแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เพราะชีวิตของเราคือทุกสิ่ง ต้นไม้ก็ตัวเรา ใบหญ้าก็ตัวเรา เครื่องบินก็ตัวเรา มดตะนอยก็ตัวเรา และเราก็คือสรรพสิ่ง จึงไม่มีตัวเรา คือโลกที่กว้างไกลภายในห้องเล็กที่ไร้ขอบเขต
"อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อเรานั่งสมาธิแล้วจะเกิดความสงบ เมื่อเรานั่งแล้วพบว่า มันหาความสงบไม่ได้ สู้เรานั่งตัดสติกเกอร์หรือคัดลายมือไม่ได้เลย..." เห็นด้วยกับวรรคนี้อย่างมากครับอาจารย์
ชอบเจ้าค่ะบล้อกนี้...และเป็นผู้หนึ่งที่ใช้..ชีวิตในโลกกว้างเป็นห้องเรียน...และคงเรียนได้ไม่หมด..ปริญญาใบสุดท้าย..ที่ไม่อยากรับ..แต่.".ธรรมชาติ"..คงยัดเยียดให้..เป็นแน่..อ้ะะๆๆ..(ยายธี)
ห้องเรียนในฝันคือโลกกว้าง ...อ่านเพลิน ครับ การเรียนรู้ที่มีความสุข วันหยุดนักเรียนชอบใจ เพราะจะได้เรียนรู้สิ่งที่มีความสุข...สวัสดีครับ
ขอบคุณมากครับ ท่าน พ.แจ่มจำรัส คุณยายธี และท่านแว่นส่องธรรม ที่ให้กำลังใจ