วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

วันนี้เป็นอีกวันที่รู้สึกได้ว่า ครูใช้แรงมากในการทุบกิเลสหนู แต่ก็บอกไม่ถูกค่ะครู ข้างในรู้สึกรับสิ่งที่ครูเมตตาส่งมา แต่กิเลสมันก็ร้อนพรุพล่าน แต่อีกเสียงก็รับว่า “ใช่ต้องแบบนี้แหละ”

หนูกราบขอบพระคุณครูค่ะและขอกราบขอขมากับจิตที่มันอาฆาตและคอยริษยา จิตที่คอยแก่งแย่งเอาชนะ

ถ้าเลือกได้จริง บังคับได้จริง คงไม่มีใครชั่ว

ข้างในมันเหมือนมีเสียง ยอมแล้วค่ะ ยอมแล้ว แต่ ก็รู้ว่า มันเป็นเพียงแค่ภาพการสำออยของกิเลสเท่านั้น

หนูก็ไม่รู้ว่าการเขียนแบบนี้จะเป็นเพียงการอยากดูดีของกิเลสไหม แต่การที่ครูให้กุญแจดอกสำคัญกับหนูที่บอกว่า

ถ้าอยากชนะครู มีทางเดียว คือ ต้องให้ทานให้มาก

รักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย

ภาวนาแม้ใครจะว่าบ้าก็ช่างเขาก็ให้ภาวนาให้มาก

 

ใจมันรับแบบถูกเปิดล็อคกุญแจค่ะครู พอมันรับแบบนี้ถึงได้เห็นชัด ๆว่า

 

“โห มันอยากเอาชนะครูนี่”

 

แต่ครูก็เมตตาเต็มกำลังแบบ แก้ไขให้ตรงจุด

เมื่อไหร่ที่หนูมีอาการเพี้ยน ๆ ก็จะมีเสียงว่า

 

“ทางเดียวที่จะชนะครู คือ ทาน ศีล และภาวนา”

 

แม้มันจะดูไม่ดีที่ใจมันอยากเอาชนะครู แต่มันก็เป็นแบบนี้จริง ๆ หนูขอโทษเจ้าค่ะ

ทางที่ครูบอกว่าจะชนะครู คือทางที่จะให้หนูชนะตนเอง คือ ทางอันสูงสุดของการเดินทางที่แท้

พอมาวางถูกที่ ๆ การเอาชนะ

เหมือนกับการเริ่มต้นด้วยกิเลสแต่แก้ไขด้วยธรรม

เป็นความเลิศล้ำของปัญญาครูโดยแท้

ตกเย็นไปทำธุระ จัดหาเรื่องรองเท้า เป็นความตั้งใจ หลังจากที่ครูเมตตา

ที่เซ็นทรัลไม่มีเบอร์ แต่คนขายน่ารักมากค่ะครู พอเธอทราบว่าหนูพยายามหาเบอร์ 5 แบบนี้ให้ได้

จึงขอให้เธอช่วยโทรสอบถามว่าสาขาไหนมี โดยไม่อิดออด ซึ่งที่ ๆ ต้องใช้โทรศัพท์น่าจะห่างไป

หนูนั่งรอให้คนขาย ๆของเสร็จแล้วกลับไปโทร ได้ความว่าที่แฟรี่มี หนูดีใจเอ่ยขอบคุณ คนขายรับด้วยรอยยิ้มแห่งความสดใส กับท่าทางดีใจของหนู

หนูรีบไปแฟรี่ ส่ง SMS แจ้งครู แล้วก็บอกตนเองว่า

“นี่แหละถ้าตั้งใจก็ทำได้ อย่างที่ครูเมตตา”

แต่ก็มีเหตุการณ์ให้ได้ขำ ตอนที่ครู SMS มาอนุโมทนาสาธุ

หนูเปิดอ่านตอน สองทุ่มพอดี แล้วนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ก็ดังเตือนขึ้นมา จุดที่กดหยุดกับกดโทรออกของเบอร์ในข้อความ

เป็นตำแหน่งเดียวกัน

หนูไม่รู้ตัวว่ากดโทรหาครู

พอคุยหนูก็เอ๋อ

พึ่งทำสำเร็จหยก เผลอสติแป๊บเดียวก็สร้างเรื่องอีกละ

นี่คือ เสียงที่ดังอยู่ข้างในค่ะครู

แม้จะรู้สึกตกใจปนขำ แต่ก็ขอโอกาสกราบขอมาครูในความเซ่อซ่าเจ้าค่ะ

กลับถึงบ้านแวะไปหาพี่น้องช่างเย็บผ้า ที่เมตตาตัดเย็บผ้าของพระอาจารย์ให้ มีแก้ไขเล็กน้อย ซึ่งท่านก็ยินดีและขอร่วมทำบุญด้วยโดยการไม่รับเงินค่าตัดเย็บค่ะครู เมื่อเช้าตอนที่เอาไปให้ท่าน ๆ ก็สอบถามว่า

“ถ้าจะไปภาวนาที่วัดเวฬุวัน ต้องเตรียมเบาะไปไหมเพราะข้อเข่าท่านไม่ดีจากอุบัติเหตุ หนูจึงบอกท่านว่า หนูไม่เคยไปแต่ถ้าจะให้มั่นใจก็เตรียมไปเองจะสะดวกกว่าค่ะ แล้วก็ชวนท่านว่า มาที่วัดด้วยกันไหม หนูไปทุกอาทิตย์ขึ้นรถมาด้วยกัน แต่ท่านก็เพียงยิ้มเจ้าค่ะ”

เหมือนธรรมะจัดสรรจริง ๆ กลับเข้าบ้าน หนูจัดแจงเช็คของที่จะต้องนำไปวัด เดินภาวนา แต่ก็ไม่ได้ทำวัดเย็นเพราะหลับไปเจ้าค่ะ

ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย การรักษาข้อปฏิบัติในตนเองยังต้องปรับปรุงอีกมาก จนย้ำกับตนเองว่า ถ้าไม่ภาวนาก็ไม่ต้องมาตามครูไปไกล ๆ

ถ้าแค่อาฆาตครูแล้วมาวิ่งตามแบบเนียน ๆ เพื่อจองเวรจองกรรมก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามาเพื่อฝึกฝนตนเอง

นี่แหละคือที่ ๆ ดี ที่สุดที่จะชำระความชั่วในใจได้

กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะและกราบขอขมาในทุกสิ่งทุกอย่าง

กรรมใดที่ได้ผูกอาฆาตครูไว้ ขอยุติลงเพียงเท่านี้ ได้โปรยอโหสิกรรมให้จิตชั่วของหนูด้วยเจ้าค่ะ

การเจริญก้าวหน้ามาได้ ยืนหยัดประคองตนได้ ณ ทุกวันนี้ก็เพราะมีครู คอยนำทาง คอยส่องทางให้ก้าวเดิน

พระคุณครูที่มียากยิ่งจะตอบแทน

กรรมใดที่หนูได้ปรามาสล่วงเกิด

โดยเจตนาก็ดี โดยไม่เจตนาก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

ขอครูได้โปรดงดโทษล่วงเกินและอโหสิกรรมให้หนูด้วยเจ้าค่ะ

แม้จิตยังคิดชั่วด้วยความโง่เขลา แต่ก็จะเฝ้าฝึกฝนจน จนกว่าจะถึงฝั่งเจ้าค่ะ