วิถีชีวิตของเกษตรกรในชนบทที่ทำอาชีพเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลานั้น นอกจากจะต้องพิถีพิถันในเรื่องการคัดเลือกแหล่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เชื่อถือได้แล้ว การกำหนดปริมาณการปล่อยปลาและกุ้งให้พอเหมาะพอดีกับขนาดของพื้นที่บ่อ (Scale) เพื่อป้องกันมิให้ประชากรกุ้งปลามีความหนาแน่นมากเกินไป (density) จนส่งผลให้เกิดความเครียดจากการแย่งกันใช้อากาศ ออกซิเจน ทรัพยากรและพื้นที่ในบ่อก็มีความสำคัญมากพอๆ กัน ปริมาณที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 3,000 – 5,000 ตัวต่อไรสำหรับปลา และ 50,000 – 80,000 ตัวต่อไร่สำหรับกุ้ง ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการเลี้ยงให้ตลอดรอดฝั่งไม่ตายเดือน ตายสองเดือนก่อนจับส่งผลให้เสียเงิน เสียเวลาและอารมณ์ของผู้เลี้ยง
การดูแลคุณภาพน้ำก็สำคัญ ในระยะแรกๆ อาจจะยังไม่ส่งปัญหาให้เห็นมากนัก เพราะกุ้งและปลายังมีขนาดเล็กมีพื้นที่หากินค่อนข้างกว้าง แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น ใหญ่ขึ้น พื้นที่หากินเริ่มน้อยลง (เพราะกุ้งปลาตัวโตขึ้น) ของเสียสิ่งขับถ่ายทั้งฉี่ทั้งมูลก็ตกค้างสะสมเพิ่มมากขึ้น เมื่อสิ่งปฏิกูลและของเสียเหล่านี้ (waste) บูดเน่าย่อยสลายก็จะก่อให้เกิดก๊าซพิษ ไฮโดรเย่นซัลไฟด์ (hydrogen sulfide) มีเทน (methane)และก๊าซแอมโมเนีย (NH4+), ไนไตรท์ (NH3-) ส่งผลทำให้ความหนาแน่นของก๊าซของเสียเหล่านี้เพิ่มหนาแน่น ออกซิเจนที่สิ่งมีชีวิตในน้ำอย่างจุลินทรีย์ โปรโตซัว สาหร่าย มีความต้องการสูงรวมทั้งกุ้งปลาก็ลดน้อยถอยลงไปตามสัดส่วน
ก๊าซของเสียเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะอยู่ในรูปของปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจน ส่งให้ผลให้พืช (สาหร่าย, แพลงค์ตอน) เจริญเติบโตงอกงามจนเกิดสีน้ำที่เขียวเข้มมากกว่าปรกติ ถ้าสาหัสมากหน่อยก็จะข้นหนืดเหนียว ปลาลอยหัว ตาบอด เกิดแผล กุ้งจะล่อง หนวดกุด หางแหว่ง เพราะหาออกซิเจนและถูกกลุ่มแบคทีเรียที่อาศัยในในโคลนในเลนเข้ากัดกินทำลาย วิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น (basic) ที่บางครั้งเกษตรกรอาจจะหลงลืมไปเพราะมัวฝักใฝ่ที่จะหาแต่ยาหรือสารเคมีเข้ามาป้องกันทำลายแพลงค์ตอนหรือพืชสาหร่าย นั่นก็คือการถ่ายน้ำใหม่เข้ามาแทนที่น้ำเก่าโดยค่อยถ่ายน้ำเก่าภายในบ่อออกทีละ 10 เซนติเมตร แล้วเติมน้ำใหม่เข้ามาอีก 10 เซนติเมตร ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งสีน้ำและความข้นหนืดเริ่มกลับมาเป็นปรกติจึงหยุด เหมาะสำหรับบ่อเลี้ยงกุ้งที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงหรือแหล่งชลประทานที่มีน้ำมากเพียงพอ พูดถึงน้ำเก่าไปน้ำใหม่มาก็อดนึกถึงนักการเมืองไม่ได้ เมื่อไรจะมีน้ำใหม่ที่สดใสไม่โกงและเก่งเข้ามาเสียทีเนาะเมืองไทย?!?!
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com