ฉันทลักษณ์ในภาษาไทยสามารถนำมาใช้สะกดคำทั้งหลายให้เลียนเสียงธรรมชาติได้ใกล้เคียงกว่าภาษาอื่นๆที่ถูกข้อจำกัดหลายด้าน ทำไมเราอยู่ใกล้เกลือ จึงเลือกกินด่างเพียงเพราะว่ามันคุ้นแล้ว

เมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ได้สนทนากับ อาจารย์กาญจนา นาคสกุล ตอนนั้นเพิ่งทำรายการโทรทัศน์ “ภาษาไทยวันละคำ” และยังมิได้เป็นราชบัณฑิต ผมถามท่านว่า ทำไมคนไทยใช้ภาษาผิดเมื่อพูดถึง ‘deadline’ โดยแทนที่จะใช้ ‘หมดกำหนด’ หรือ ‘สิ้นสุดเมื่อนั้นเมื่อนี้’ กลับเรียกว่า ‘หมดเขต’ (วันที่...) น่าจะบอกเสียเลยว่า ‘หมดเขตที่ชายแดนโน่น!’ เธอบอกว่า ‘คนไทยใช้กันคุ้นแล้ว อย่าไปเปลี่ยนเลย’

 

ในเรื่องคำยืมจากภาษาตะวันตก เนื่องจากราชบัณฑิตด้านภาษาไทยไม่บัญญัติคำแปล ได้วางเชือกรัดคอตนเองไว้สองเส้นคือ

 

๑.      พึงสะกดให้มีรสชาติจืดชืด ห้ามใส่สีสันวรรณยุกต์ แต่ปล่อยคำเหล่านั้นเผชิญวิบากกรรมแล้วแต่ผู้อ่านจะเลือกออกเสียงตามพื้นฐานการเดาว่าเจ้าของภาษาตะวันตกออกเสียงอย่างไร (แต่ไม่ห้ามใช้วรรณยุกต์กับคำยืมจากภาษาตะวันออก ซึ่งหากดึงวรรณยุกต์ออกจากคำจีนแล้วยุ่งแน่ เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เซี่ยงจี๊ ปาหี่) คำยืมตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่แม้ราชบัณฑิตเองยังขวยอายที่จะอ่านอย่างเคร่งครัด เช่น ‘ออกซิเจน’ ปล่อยให้คนทั่วประเทศออกเสียงเป็น ‘อ็อ๊กซิเจ้น’ (ไม้ไต่คู้กระชับเสียงให้สั้น และ ไม้ตรีผันเสียงอักษรกลาง จ. ให้ออกเสียงตรี) หรือ ‘เทคโนโลยี’ ตามป้ายสถาบันการศึกษาและในเอกสารราชการ มีไหมที่คนอ่านตามหลักอักขระวิธีไทยที่พ้องเสียงกับคำว่า ‘เทพโคโรวี’ มีแต่ดัดเสียงเลียนฝรั่งเป็น ‘เท็คโนโลยี่’ (ทั้งที่ฝรั่งออกเสียง ‘เถ็ก-น้อ-ลอ-จยี่’!)  ในเมื่อคนไทยเรางงกับประโยคคำถามของฝรั่งที่ว่า ‘Krai khai kai kai?’ หาว่าฝรั่งไม่มีวรรณยุกต์ แต่เรามี กลับไม่ใช้ มีผู้แย้งเสมอว่า คำอังกฤษออกเสียงได้หลายวรรณะ แล้วแต่บริบทและรูปประโยค แต่เรากำลังพิจารณาทีละคำโดดๆ ดังที่ดึงออกจากพจนานุกรม เพียงเพื่อเป็นการช่วยผู้อ่านออกเสียงเลียนรากคำเท่านั้น  

 

๒.     เพื่อให้ผู้อ่านที่พอเดาได้ว่าคำยืมนั้นน่าจะสะกดอย่างไร จึงมีพยัญชนะใบ้ห้อยเอาไว้ แต่ฆ่าเสียงตัวอักษรนั้นด้วยตัวการันต์ (silencer) เช่น ‘science’ อาจสะกดเป็น ‘ซายน์’ หรือ ‘ซายซ์น’ ซึ่งล้วนออกเสียง ‘ซาย’ ที่ผิดเพี้ยนจนไม่สามารถสื่อความกับเจ้าของภาษาได้ (ทำไมไม่สะกด ‘ซายแอ้นซฺ’ โดยไม่ฑัณทฆาตเสียงอักษรใด, ใช้ทั้งวรรณยุกต์และ ‘จุดพินทุ’ ให้อ่านได้ใกล้เคียงที่สุด) ฉะนั้น ผู้รู้เฉพาะภาษาไทยจึงอ่านออกเสียงอย่างเคร่งครัด ราวกับประชดหลักที่ราชบัณฑิตด้านภาษาไทยวางไว้ ดังที่ผู้ประกาศข่าวทางวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้รับการอบรมให้ออกเสียงชื่อ ‘Bill Clinton’ อย่างถูกต้องชัดเจนว่า ‘บิน คลินตัน’ (อักษร ล. เมื่อมิได้เป็นพยัญชนะต้น แต่เป็นตัวสะกด ให้ออกเสียงใน ‘แม่กน’ ดังเช่น ‘พระฉันเพล’) ซึ่งหากจะสะกดให้ออกเสียงที่เจ้าตัวพอรู้ว่าเรียกชื่อเขาก็น่าจะเป็น ‘บิลลฺ คลิ้นเทิ่น’ [อักษร t เมื่อเป็นพยัญชนะต้นจะออกเสียง ท. แต่จะเปลี่ยนเป็นเสียง ต. ซึ่งไม่มีในภาษาอังกฤษเมื่อเป็นพยัญชนะตามหลังอักษร s เช่น ‘stop’ อ่านว่า ‘สต๊อพ’ (ให้สังเกตอักษร p เมื่อเป็นพยัญชนะต้นจะออกเสียง พ. แต่จะเปลี่ยนเป็นเสียง ป. ซึ่งไม่มีในภาษาอังกฤษเมื่อเป็นพยัญชนะตามหลังอักษร s เช่น ‘span’) เชิญเทียบเคียงคำเหล่านี้ที่เปลี่ยนเสียงซึ่งไม่มีในภาษาอังกฤษเมื่อมีอักษร s นำหน้า  – can/scan; kill/skill; pot/spot/; take/stake]

ฉันทลักษณ์ในภาษาไทยสามารถนำมาใช้สะกดคำทั้งหลายให้เลียนเสียงธรรมชาติได้ใกล้เคียงกว่าภาษาอื่นๆที่ถูกข้อจำกัดหลายด้าน ทำไมเราอยู่ใกล้เกลือ จึงเลือกกินด่างเพียงเพราะว่ามันคุ้นแล้ว