พอใช้วิธีหมักแห้งแบบคนถางทางแล้ว มันเปิดประตูไปสู่สูตรแปลกๆ อีกมากมาย (ที่แบบหมักเปียกทำไม่ได้ ถึงได้ก็คงไม่นัวแบบหมักแห้ง)
วินี้คิดต่อยอดไปว่า ถ้าเราลดเกลือลงหน่อย แล้วเอาสารเค็มๆ หอมๆ อื่นๆ เติมลงไป ในการหมักแห้ง เช่น พวกกินเจ อาจใส่ เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ จะทำให้หอมอร่อยไปอีกแบบ พวกไม่กินเจ อีสาน อาจใส่กุ้งจ่อม ปล้าร้า ปลาส้ม ลงไปคลุก พวกใต้อาจใส่น้ำบูดู ระยอง กลาง ใส่กระิปิ เป็นต้น
ช่วยกันลองหลายๆ สูตร ครับ ทำให้เกาหลีอายเราไปเลย
กินกิมจิสูตรใหม่ เล่น ipad ซัมซุงรุ่นใหม่ไปพลาง เพลินตายเลย อิอิ (แล้วนี่ผมจดสิทธิืบัตรได้ไหมนี่ แล้วเอาไปขายเกาหลี ขอเงินค่าไอแผด ไอโฟน คืนมั่ง)
...คนถางทาง
กระเทียมดอง สักขวด สาดลงไป ทั้งหัวทั้งน้ำ น่าจะออกรสเปรี่ยวหวานกรอบมัน ได้ดีเพิ่มขึ้น อ้าว ได้อีกสูตร พร้อม เปลี่ยนชื่อจากกิมจิ เป็น ชิมสิ ดีไหม
เปลี่ยนชื่อเป็น "ชิมสิ" ก็ดีนะครับ เหมือนขนม "หม้อฉี" ที่สงขลา (มีทีเดียวในประเทศไทย..และในโลก) ดัดแปลงมาจากขนมโมจิที่ญี่ปุ่นสอนวิธีทำไว้สมัยสงครามโลกครั้งที่สองครับ ญี่ปุ่นมาเห็นขนมหม้อฉีรับรองจำไม่ได้ครับ
อ้าว ส่งคล้า ก็มี ด้วยหรือครับ ผมนึกว่า เป็นขนมประจำจังหวัดนครสวรรค์ไปแล้่ว เพราะเห็นมีร้าน "หม้อฉี่" ริมทาง มากหลาย ขนาดใหญ่ทั้งนั้น ชื่อร้านคือ แม่กิมฯ ต่างๆ ... แม่กุหลาบ จากนั้นมี เค้กปลาช่อน ลาบงูเห่า มานำเสนอขายริมทาง มากหลาย
ขับไป ดูไป ชนกันตายกลายเป็น ม่องซี้ ไปฉิบ
ขนมหม้อฉีนี่มีจริงๆ นะครับ ไม่เหมือนกับขนมโมจิที่ขายเป็นสินค้าโอทอป (ไปแล้ว) ตามจังหวัดต่างๆ ครับ ขนมโมจิที่ขายกันอยู่นี่จะเหมือนๆ กับที่ญี่ปุ่นทำ (แต่อร่อยน้อยกว่า และทำพิถีพิถันน้อยกว่า) ส่วนขนมหม้อฉีนี่จะใช้การนวดแป้งแบบญี่ปุ่นแต่จะใช้วิธีมาจี่กับกระทะร้อนๆ แล้วโรยน้ำตาลกรวดกับถั่วลิลงครับ
ตอนนี้ที่สงขลาเหลือเจ้าต้นตำหรับอยู่ประมาณแค่สองเจ้าซึ่งเป็นคุณน้าระดับลูกหรือหลานแล้ว ถามประวัติก็ตอบไม่ค่อยได้แล้วครับ
ทำให้นึกขึ้นได้ว่าตึกที่โดนระเบิดตอนสงครามโลกครั้งที่สองแถวสงขลาก็ดูเหมือนถูกทุบทิ้งไปแล้วเช่นกันครับ