วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เมื่อคืนเขียนบันทึกเสร็จก็ลงลานจงกรม เดินไปเรื่อย ๆ แล้วก็มานั่งภาวนาจนประมาณตีหนึ่งก็เข้าเต้นท์นอนเจ้าค่ะ มันมีเสียงว่า “ง่วงเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่ไหว” ประมาณตีสามตื่นขึ้นมาชะเง้อมองไปที่ลานจงกรมครูเห็นแสงเทียนยังติดอยู่ ทำวัตรเช้านั่งภาวนา หนูเก็บข้าวของในเต้นท์ให้เป็นระเบียบเพราะรู้สึกว่า “โจทย์เรื่อง ความรก หนูยังไม่ผ่าน” ทั้ง ๆที่ครูทำให้เห็นเสมอ ๆ แต่หนูก็ไม่แก้ไขสักที
ตีสี่ครูส่ง sms มาบอกว่าให้พาเด็ก ๆไปรับข้าวที่ลานธรรมครูไม่ลง จึงส่ง sms รับทราบ ประมาณตีสี่สิบห้าเดินมาตั้งใจจะปลุกอุบาสิกาน้อยไปทำกับข้าว แต่ข้างในเงียบอยู่ จึงกลับไปเดินจงกรมก่อนจนตีหน้าเจ้าค่ะ กว่าแต่ละคนจะล้างหน้าแต่งตัวตีห้าครึ่ง ได้ออกไป เป็นบทเรียนให้หนูรู้จักทดเวลา วันนี้เด็ก ๆ มีหน้าที่ ทำไข่เจียวและล้างห้องน้ำ ทุกคนขอทำไข่เจียวก่อน แล้วค่อยไปล้าง เด็กๆ สนุกกับการได้ทำเจ้าค่ะแต่ใช้เวลานาน กว่าจะได้ออกจากครัวก็หกโมงกว่า เด็กผู้ชายไม่ได้ไปบิณฑบาตเพราะมีงานบุญก็มาทักทายบ้าง อยากช่วยบ้าง พอเสร็จสำรวจ ห้องน้ำหลังศาลา 3 ขัดแล้วแต่ข้างหน้ายังไม่ได้ขัด เด็ก ๆผู้ชายก็มาร่วมด้วยช่วยกัน แต่เด็กก็คือเด็กค่ะครู บางทีใจหนูก็รู้สึกว่าน่ารัก แต่บางทีก็น่าตี รวม ๆ แล้วรู้สึกได้ว่า “ก็เป็นความซื่อๆดีแม้จะมีปั่นป่วนเจ้าค่ะ” กว่าจะเสร็จก็สาย เข้ามาหนูรีบล้างตัว รู้สึกผิดที่บริหารเวลาไม่ดี ใจวูบขุ่นขึ้นมาศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย แต่พอครูลงมาหาเด็ก ๆ ใจที่ร้อนรนเย็นลงสงบลงเจ้าค่ะ วันนี้เด็ก ๆ สนุกแต่ไม่ค่อยสงบ หนูก็มีความรู้สึกปั่นป่วนอยู่ข้างในแต่การปั่นป่วนข้างนอกทำให้ไม่ได้จมจ่ออยู่แค่ข้างในเจ้าค่ะ
ตอนเด็กออกไปเด็ก ๆบอกว่า
“ไม่หิวข้างหนูจะทานน้อย ๆ ส่วนหนูรู้สึกหิวมากเจ้าค่ะ เป็นอาการกิเลสผลักเพราะกังวล”
ที่ลานธรรมพอดีมีกะละมังมาวางไว้แล้วหนูจึงปูนั่งถัดไป แม่ชีท่านเปรยประมาณว่า “เดี๋ยวมีคนมา”
จวบจนได้เวลาไหลสำรับ คนข้าง ๆ ก็ยังไม่มาแม่ชีท่านต้องเอื้อมสุดตัวเพื่อส่ง ใจหนูรู้สึกทั้งขำทั้งสงสารเจ้าค่ะ ศีลข้อ 5 และข้อ 4 ด่างพร้อย พิจารณากับตนเองรึหนูจะขยับเข้าไปใกล้ ๆ แต่ท่านก็ยกกระเป๋ามาวางกันไว้อีกเหมือนหนูได้คำตอบกับตนเองเจ้าค่ะ จึงนิ่งๆอยู่เช่นเดิม ไหลสำรับไปได้สักครึ่งท่านจึงเก็บกระเป๋าที่วางขวางประมาณเอาไปใส่ของแล้วลากกะละมังไปใกล้ ๆ แต่ก็ยังวางแก้วไว้อยู่ ภาพที่เห็นทำให้หนูระลึกถึงกับตนเองว่า “เห็นไหมกรรมเร็วจริงๆ”
หากหนูไม่มีสติเผลอทำอะไรด้วยอารมณ์และทิฐิก็จะได้รับกรรมเช่นนี้ไม่ต่างกัน
รับข้าวเสร็จหันมาคุยกับเด็ก ๆ แต่ละคนรับขนมมาเยอะก็เลยมาทบทวนกันว่า “เพราะอะไร” ตอนแรกที่ว่าไม่หิว ๆ แต่พอนั่งนาน ๆ รู้สึกหิวขนม สรุปวันนี้วันพระกิเลสพลุกพล่านเจ้าค่ะ พอเข้าไปข้างใน แล้วครูออกมาศาลาแล้วเด็กๆก็ยังสนุกเป็นอาการปั่นป่วน จึงชวนกันรวบรวมสติภาวนาในท่าสบายก่อนที่จะเดินออกมาเจ้าค่ะ
พอสายๆครูให้พาเด็ก ๆขัดห้องน้ำข้างศาลา 4 เป็นอะไรที่ปั่นป่วนหนัก รู้สึกกับตนเองว่า
“เหมือนชดใช้กรรมครูและพ่อแม่เลยเจ้าค่ะ เพราะหนูเป็นเด็กที่ซนมาก เหมือนเด็ก ๆมาสอนว่า ครูและพ่อแม่ก็เหนื่อยอย่างนี้แหละที่สอนหนูมา”
แต่ก็ได้ฝึกความอดทนดีเจ้าค่ะ เตือนเด็กยังไงไม่ให้ใจขุ่น แต่บางทีโทสะวิ่งนำหน้าเจ้าค่ะ แล้วค่อยเห็นแล้วค่อย ๆ สื่อสารใหม่ ๆ
เรียบร้อยหนูก็ไปทำกับข้าว มีอุบาสิกาน้อย ๆ มาช่วยพร้อมกับน้องเป้ น้องกอเจียวไข่คล่องแล้วพอมอบหมายก็ทำได้เลยค่ะ โดยมีเป้เป็นลูกมือ น้องบิ๋มช่วยคดข้าวทำให้เย็นรอผัด แล้วน้องตาลช่วยเทปลากระป๋อง เสร็จงานเด็ก ๆช่วยจัดจาน จึงเอาข้าวใส่ถ้วยแล้วก็คว่ำลงจาน เด็ก ๆดูตื่นเต้นกับหน้าตาอาหารและสนุกที่ได้เรียนวิชาทำอาหารเจ้าค่ะ แต่เด็ผู้ชายที่ไม่ได้ช่วยมีเดินมาร่วมทานข้าวแค่ 3-4 คน
แล้วครูก็ให้แลกหน้าที่กันกับน้องภัสให้ไปช่วยประคบให้ครู พอครูบอกว่า
“สิ่งที่เจริญขึ้นก็คือ การนวดของหนูจากนวดไม่เป็นจนนวดเป็นให้ไปพิจารณา”
เหมือนหนูมีอาการเจ็บตึงตามร่างกายอยู่ตลอดเวลาเจ้าค่ะครู จึงพอจะรู้ว่าเส้นอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วก็เลือกกดตามบริเวณที่คิดว่าใช่ของครู แล้วก็ผสมผสานนิ้วที่แข็งกับความรู้เดิมที่มีจากการถูกนวดเองและนวดให้ครูมาเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกับหนูในการนวดคือ การตั้งสติ ถ้าหนูปั่นป่วนจะนวดไม่ดีเลย เหมือนที่ครูบอกว่า “เอาพิษมาใส่” แต่ถ้ามีสติก็จะชิล ๆ นวดสบาย ๆ จับไล่เส้นไปได้เรื่อย ๆ จนปลายนิ้วหมดแรงก็มีเจ้าค่ะ
แต่วันนี้ได้เรียนรู้ว่าการนวดสลับกับประคบทำให้กล้าเนื้อไม่มีแรงต้าน กดเจอเส้นที่มีปัญหาได้ง่ายและรู้สึกว่า “นุ่มนวลเจ้าค่ะ”
พอครูชวนออกมาประคบพร้อม ๆ กับสอนเด็ก ภาพที่หนูเห็นเป็นอะไรที่รู้สึกว่า
“ครูแทบไม่มีเวลาพักเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ซิค่ะ ครูแทบไม่ค่อยยอมพักเป็นส่วนตัว เพราะเสียสละความสบายส่วนตัวให้ผู้อื่นเสมอ”
หนูก็คิดว่า “หนูเหนื่อย แต่ความเหนื่อยหนูมันจิ๋วมาก ๆ เพราะครูเหนื่อยมากกว่าเป็นล้าน ๆเท่า”
หนูอยู่กับเด็กหนึ่งวันแต่ครูอยู่กับเด็ก มาสี่ห้าเดือน คือ ความสุดยอดของความเมตตาจริง ๆเจ้าค่ะ
สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือ เหมือนน้องทิวมาสอนหนูเรื่อง ความมึน ไม่เชื่อ ไม่ทำ แต่ก็ไม่หนี เหมือนหนูมาก
เป็นภาพสะท้อนกับตนเอง ส่วนน้องเบียร์เป็นภาพที่หนูรู้สึกตั้งแต่สอนทำลูกประคบ น้องเขาตั้งใจทำมากและก็ทำได้ดี รวมถึงการขัดห้องน้ำด้วยเจ้าค่ะ ในความรู้สึกหนูน้องนิ่งมาก ๆ เจ้าค่ะ และก็เติบโตตามไวได้ดี
เก็บของกลับบ้าน ก็มานั่งทบทวนกับตนเอง ข้างในหนูก็เบาๆอยู่แต่ทำไมรู้สึก หมดแรง ทบทวนไปมา โห วันนี้ทำงานใช้แรงตั้งแต่เช้า ได้คำตอบกับตนเองจึงเก็บของกลับบ้านเจ้าค่ะ
ระหว่างทางครูโทรมาให้กำลังใจ ให้ทบทวนตนเอง
“ให้ทำไปเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่เห็นผล ก็ให้สั่งสม พลาดพลั้งก็เริ่มใหม่ ให้เริ่มใหม่ทุกขณะ”
ครูชี้อีกว่าให้สังเกต ครูจะเอ็ดหนูเฉพาะเวลาเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ไม่มีสติ
แต่ถ้าตั้งใจทำแล้วพลาดครูไม่เคยว่าเลย ซึ่งเป็นสิ่งช่วยย้ำกับหนูว่า
“เดินต่อไปนะ ไม่ว่าอย่างไร ภาวนาไปแบบนี้ชาร์ทแบตตนเองให้เป็น ทำงานรับใช้ผู้คนให้ได้ และก็มีครูเป็นต้นแบบที่งดงามยืนยันว่า ทางนี้ไปได้ อดทนสู้ ๆค่ะ”