ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน : 9. จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ (๔) เน้นการลงมือปฏิบัติ

The Study Forum ทำให้เกิดการใช้ “สินทรัพย์ความรู้” (knowledge assets) ของ นศ. เอง ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน คือในชั้นเรียนของครูแครอลมี นศ. ที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นมาก่อนแล้ว มีความรู้ในสาขาอื่นที่เมื่อเอามา ลปรร. กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ก่อการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามาก

ครูเพื่อศิษย์ส่งเสริมให้ศิษย์สนุกกับการเรียน  : 9. จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ (๔) เน้นการลงมือปฏิบัติ

บันทึกชุดนี้ ได้จากการถอดความ ตีความ และสะท้อนความคิด    จากการอ่านหนังสือ Student Engagement Techniques : A Handbook for College Faculty เขียนโดย ศาสตราจารย์ Elizabeth F. Barkley    ในตอนที่ ๙ นี้ ได้จากบทที่ ๖ ชื่อ From Theory to Practice Teachers Talk About Student Engagement  

ในบทจากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ มีกรณีตัวอย่างจากครูรวม ๗ คน หรือ ๗ แบบ   ในบันทึกตอนที่ ๖, ๗ และ ๘ ได้เล่าเทคนิกการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ไปแล้ว ๕ แบบ    บันทึกตอนที่ ๙ นี้จะว่าด้วยการสร้าง student engagement ด้วยการเรียนแบบลงมือปฏิบัติ ของครู Carol Holcroft   และแบบผสมผสานของครู Scott Lankford

 

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ แนวของครู แครอล

ครูแครอล โฮลโครฟท์ เป็นอาจารย์ใหม่ สอนวิชาจุลชีววิทยาและวิชาโภชนาการ   ทั้งที่เป็นชั้นเรียน face-to-face และชั้นเรียน online   และวิชาที่สอนวิชาหนึ่งเป็นวิชาในกลุ่ม General Education   แต่ส่วนใหญ่เป็นวิชาในกลุ่ม Vocational/Professional   คือต้องเอาไปใช้ทำงานได้   และครูแครองก็ได้ยินอยู่เสมอว่าเมื่อบัณฑิตไปทำงาน ก็ไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เชิงทฤษฎีที่ได้เรียน ในการทำงานได้    ครูแครอลจึงตั้งใจสอนเพื่อให้ นศ. เกิดทักษะการคิดชั้นสูงที่ช่วยให้เชื่อมทฤษฎีกับการปฏิบัติได้   โดยที่ นศ. มักคุ้นเคยกับการเรียนและสอบความจำเนื้อหาเท่านั้น   ไม่เคยต้องคิด    ครูแครอลมีวิธีสอนดังนี้

ใช้ “Think-Pair-Share” ทุกวัน   โดยครูแครอลจะมีคลังคำถามสำหรับแต่ละวิชา ที่เป็นคำถามที่ต้องคิด   เมื่อสอนแล้วก็จะตั้งคำถาม หรือบางครั้งคำถามก็มาจาก นศ. นั้นเอง    แทนที่ครูจะตอบก็ให้เวลาคิด ๑ นาที    แล้ว share  กับเพื่อน ๒ นาที    แล้วครูให้บางคู่อธิบาย    เมื่อได้คำตอบที่ถูกต้อง  ก็ถามต่อว่ามีคำตอบที่มีวิธีคิดแตกต่างไปหรือไม่   หลังจากนั้นครูเฉลยวิธีคิดของตน

วิธีที่ ๒ ให้ นศ. เขียนโจทย์ข้อสอบที่ต้องตอบโดยการประยุกต์ใช้ information   ไม่ใช่ข้อสอบที่ถามตัว information   เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้ นศ. ฝึกคิด   โดยคำถามจะมีลักษณะเป็นคำถาม Why   ไม่ใช้คำถาม What    การเขียนคำถามนี้อาจให้เป็นการบ้าน   หรือให้ทำส่งในเวลา ๕ นาที  

สร้างบรรยากาศความเป็นชุมชนในชั้นเรียน หรือความสนิทสนมกัน ด้วยวิธีการต่างๆ   เช่นในวันแรกของชั้นเรียน ให้เล่นเกมทำความรู้จักกัน   และให้โพสต์ใน อินเทอร์เน็ต ของชั้น (ให้ทำทั้ง นศ. Face-to-face  และ นศ. Online)    ให้แนะนำตัวเอง  บอกว่ามีงานอดิเรกอะไร สนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ทำไมจึงเรียนวิชานี้    และกำหนดให้แต่ละคนเข้าไป comment ข้อความของเพื่อน ๒ คน    

The Study Forum เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ online ระหว่าง นศ. ที่เรียนวิชานี้   โดยครูแครอล บอก นศ. ว่า วิธีเรียนที่ดีที่สุดคือสอนคนอื่น แนะนำคนอื่นผ่านพื้นที่ ลปรร. นี้   (โปรดดูเรื่อง ปิรามิดแห่งการเรียนรู้ที่นี่)    ครูแครอลแนะนำ นศ. ว่าเมื่อเรียนส่วนไหนไม่เข้าใจ    ให้โพสต์ถามใน อินเทอร์เน็ต ของวิชา    แต่อย่าถามคำถาม “อะไร”   ให้ถามคำถามเชิงความคิด  โดยบอกความคิดของตนลงไปด้วย    ว่าตนกำลังเรียนอะไร มาฉุกคิดหรือติดขัดได้อย่างไร   ต้องการคำตอบหรือข้อคิดเห็นเพื่ออะไร เป็นต้น    คำถามแบบนี้จะกระตุ้นความคิดของทั้งคนถามและคนตอบ    ครูแครอลให้คะแนนแก่ นศ. ที่เข้าร่วมอย่างเหมาะสม และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ใน Study Forum นี้   ครูแครอลจะเข้าไปคอยตรวจสอบกิจกรรม ลปรร.   และตั้งคำถามกระตุ้นการ ลปรร. ให้มีการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เกิด higher-order thinking ยิ่งขึ้น 

The Study Forum ทำให้เกิดการใช้ “สินทรัพย์ความรู้” (knowledge assets) ของ นศ. เอง    ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน   คือในชั้นเรียนของครูแครอลมี นศ. ที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นมาก่อนแล้ว มีความรู้ในสาขาอื่นที่เมื่อเอามา ลปรร. กับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ก่อการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามาก   เช่นบางคนเป็นหมอ จากประเทศอื่น เมื่ออพยพมาอยู่ในสหรัฐ ปริญญาและใบประกอบวิชาชีพของประเทศเดิมใช้ไม่ได้   จึงมาเข้าเรียนปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ตนจะประกอบอาชีพในสหรัฐได้ เช่นพยาบาล   Study Forum ช่วยให้มีการ ลปรร. ระหว่าง นศ. ที่มีความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ กับ นศ. อ่อนเยาว์ด้อยประสบการณ์ ที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้มาก   แม้ครูก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วย

ใช้เทคโนโลยีช่วยให้การเรียนลึกขึ้น สำหรับ นศ. ที่ลงทะเบียนเรียนเป็น นศ. ภาคปกติ (face-to-face)  โดยใช้แนวทาง SET 24 : WebQuest ในหนังสือเล่มนี้   โดยใช้ online Study Forum ดังกล่าวแล้ว    เพื่อเรียนรู้วิชาจุลชีววิทยาและวิชาโภชนาการในมิติที่ลึก    รวมทั้งเพื่อเรียนรู้มิติด้านจริยธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย    โดยครูแครอลจะโพสต์คำถามเข้าไปในเว็บ   ให้ นศ. ค้นหาคำตอบ เอามาตอบในเว็บเอง    เช่นคำถามว่า จากความรู้ที่ได้เรียนมา นศ. มีความเห็น (ประกอบหลักฐาน) อย่างไรเกี่ยวกับอาหารจาก GMO    ครูแครอล แบ่ง นศ. ออกเป็นกลุ่ม ให้ทำงานเป็นทีม   กำหนดประเด็นย่อยของเรื่องนั้นให้ไปค้นและตอบลงไปใน เว็บของวิชา    กำหนดให้ต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ประเด็นในคำตอบ  

 

ดึงดูดความสนใจและมีส่วนร่วมของ นศ. ด้วยหลากหลายวิธี

ครู Scott Lankford เป็นอาจารย์อาวุโส ในภาควิชาภาษาอังกฤษ   สอนวิชา American literature และวิชา Gay/Lesbian literature   โดยสาระในตอนนี้ได้จากการสอนวิชาภาษาอังกฤษใน นศ. ชั้นปีที่ ๑  

ขอนอกเรื่องตรงนี้ว่า เมื่อผมเห็นเขามีวิชาวรรณคดี เกย์/เลสเบียน ผมก็ตกใจ ว่ามหาวิทยาลัยอเมริกันเขาก้าวหน้าไปขนาดนี้แล้วหรือ   พอดีได้มีโอกาสถามอาจารย์สาวแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เป็น ดร. รุ่นใหม่จากฝรั่งเศส   ท่านบอกว่ามีสอนมาตั้ง ๓๐ ปีแล้ว   โดยเขาเรียกว่าอยู่ในกลุ่ม Queer Literature    ผมจึงได้ตระหนักว่าผมเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี

เป้าหมายในการสอนของครู สก็อตต์ มี ๒ อย่าง  (๑) ทำให้เป้าหมายการเรียนวิชานี้ชัดเจนใสแจ๋ว    โดยครูจะระบุเป้าหมาย และงานที่ต้องทำ ให้ นศ. เข้าใจแจ่มแจ้ง   ซึ่งผมตีความว่า ครู สก็อต ต้องการให้ นศ. เข้าใจคุณค่าของวิชาที่เรียน  (๒) ทำให้ นศ. เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อตนเองขั้นรากฐาน   หรือเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องราวของตนเอง

ขอเพิ่มเติมบริบทของข้อความในหนังสือ Student Engagement Techniques ว่าส่วนใหญ่คงจะมาจากบริบทของ Foothill College ซึ่งผู้เขียน คือ ศ. Elizabeth F. Barkley ทำงานอยู่    Foothill College เป็น Community College จึงเน้นการเรียนเพื่อการมีงานทำเป็นหลัก   ไม่เน้นการวิจัยหรือความเป็นเลิศทางวิชาการ   และ นศ. ก็จะไม่ใช่คนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ

หลากหลายวิธี engage นศ. ของครู สก็อต มีดังนี้

ให้ นศ. มีโอกาสเลือก   ตัวอย่างเช่น ในเอกสารแจก นศ. เรื่อง ๑๐ คำแนะนำเพื่อเป็นนักเขียนที่ดี    ก็จะบอกว่านักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนอาชีพ หรือนักเขียนที่เป็นนักเรียน มักจะมีคุณสมบัติหลายตัวใน ๑๐ ตัวนี้ประกอบกัน   และยกตัวอย่างผลงานของ นศ. ที่ได้เกรด A ในชั้นเรียนก่อน   ตัว นศ. ในชั้นเรียนนี้ก็มีโอกาสเขียนได้ผลงานดี และได้เกรด เอ ได้ หากขยันฝึกฝน  

ครู สก็อต จะให้โอกาส นศ. เลือกเรื่องที่จะฝึกเขียน   และแนะนำให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตนเอง    หรือความเกี่ยวพันของเรื่องนั้นๆ กับตนเอง   เพราะจะเขียนได้ดีที่สุด    แต่ก็จะมี นศ. ร้อยละ ๑๐ - ๒๐ ที่เขียนเรื่องของตนเองไม่ได้ หรือไม่อยากเขียน   ครู สก็อต ก็ยืดหยุ่นให้  

สร้างความรู้สึกเป็นชุมชนในชั้นเรียน   โดยสไตล์ของครู สก็อต คือเข้าเรื่องโดยไม่ชักช้า    เริ่มด้วยการฉายตัวอย่างของการเขียนเรื่องของตัวเอง    คือหนังสือบันทึกอัตตชีวประวัติเล่มที่ครูเลือกมาเป็นตัวอย่าง    ให้ดูหน้าแรกว่าเขาเริ่มอย่างไร    ซึ่งมักจะเริ่มด้วยคำสารภาพของผู้เกี่ยวข้อง    และบอกว่าเรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างไร    ครูจะชวน นศ. ตั้งคำถาม ที่กระตุ้นความสนใจต่อ นศ.   ให้ นศ. ทุกคนได้มีส่วนร่วมตั้งคำถาม   จนจบชั่วโมงครูก็บอกว่า วรรณคดีที่เราเรียนนี้มีความซับซ้อน  เราเรียนกันมา ๑ ชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ   เพราะ เป็นการเรียนวรรณคดีระดับอุดมศึกษา ไม่ใช่ระดับมัธยม   นศ. จึงต้องคิด และฝึกเขียนความคิดออกมา    เป็นการสื่อสารของครูทางอ้อมต่อ นศ. ว่าระดับการเรียนรู้ในชั้นเรียนนี้ จะเรียนอย่างลึก  ไม่ใช่อย่างตื้นๆ หรือผิวเผิน 

ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งคือ คำชม   ครู สก็อต จะหาโอกาสชมเพื่อให้กำลังใจในการเรียนรู้    และตลอดเวลาของชั้นเรียน ครูจะแสดงความเคารพให้เกียรติ นศ.   ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้ศิษย์มาก   เพราะศิษย์เหล่านี้มักไม่ค่อยได้รับการเคารพและให้เกียรติบ่อยนัก 

แต่เมื่อถึงโอกาสหนึ่ง ครูสก็อต ก็จะเปลี่ยนมาสวมวิญญาณโหด เล่นบทตำหนิ ความเฉื่อยชาต่อการเรียนของศิษย์ในชั้นเรียน

ต้องให้ นศ. ทุกคนร่วมแสดงข้อคิดเห็น   โดยครูเขียนชื่อ นศ. แต่ละคนลงบนกระดาษแผ่นละชื่อ   และสลับกระดาษแบบสับไพ่ เพื่อเรียกชื่อให้แสดงความคิดเห็น   โดยบอกว่าเสียค่าเล่าเรียนแล้วต้องเรียนให้คุ้ม และการมีส่วนร่วมตอบหรือแสดงข้อคิดเห็นคือการเรียนอย่างหนึ่ง    คนที่ตอบไม่ได้ หรือตอบผิด ครูมีวิธีพูดแบบไม่ตำหนิความไม่รู้    

นศ. ต่างชาติ  หรือ นศ. ที่ขี้อาย ครู สก็อต ก็ไม่ละเว้น   เชิญมาพบที่ห้อง และพูดคุยชักชวนให้กล้าร่วมแสดงความคิดเห็นในห้องให้ได้ 

ใช้วิธีเคลื่อนไหวร่างกายช่วย   คล้ายๆ เล่นเป็นเด็ก   ครูลุกขึ้นกางแขน ๒ ข้าง    ถือหนังสือเล่มที่ให้เรียนไว้ในมือซ้าย   ยกมือซ้ายขึ้น  ถามนักเรียน “หนังสือนี้ชื่ออะไร”  (Not a Genuine Black Man โดย Brian Copeland)   “เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร”  (About Copeland’s experience as an outsider)    ครูยกมือขวาขึ้น “นักเรียนจะเล่าประสบการณ์ของตนเอง ในฐานะคนนอก”     

 เขียนโครงสร้างบนกระดาน   โดยครูเขียนภาพหน้ากระดาษ ๕ หน้าเรียงกันบนกระดาน   และถามนักเรียนว่า  หน้าแรกมีอะไร (ชื่อเรื่อง  คำขึ้นต้น  ประเด็นหลัก ...)   ครูเขียนลงบนภาพหน้าแรก    วิธีนี้ทำให้ นศ. ฝรั่งเศสถึงกับอุทานว่า วรรณกรรมอเมริกันต่างจากของฝรั่งเศส ตรงที่ของอเมริกันเอาบทสรุปมาไว้ต้นเรื่อง

วิธี ค็อกเทล ปาร์ตี้   ให้ นศ. สมมติว่ากำลังอยู่ใน ค็อกเทล ปาร์ตี้   และพบคนแปลกหน้า    เนื่องจากรายงานจะครบกำหนดส่งภายใน ๗ วัน    จึงให้เล่าประเด็นหลักให้เพื่อนกลุ่ม ๓ - ๔ คนฟัง   เหมือนวงสนทนาใน ค็อกเทล ปาร์ตี้   แล้วหมุนไปเรื่อยๆ    ครู สก็อต พบว่าวิธีนี้ได้ผลดีกว่าการให้จับกลุ่มบนโต๊ะเรียน       

ใช้เทคโนโลยี   ซึ่งตัวหลักคือ อินเทอร์เน็ต  โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก  และโทรศัพท์ไร้สาย   รวมไปถึงใช้เครื่องฉาย LCD เพื่อฉายเรื่องใน YouTube ให้ นศ. ดูร่วมกัน   เทคโนโลยีช่วยให้ นศ. โพสต์ข้อความไต่ถามกัน   หรือโพสต์ข้อเขียนของตนให้เพื่อนวิจารณ์   ใช้ บล็อก เพื่อให้มีการวิจารณ์ซึ่งกันและกัน   และครู สก็อต ก็ยินดีให้ นศ. ส่ง SMS ถามตนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง   นานๆ ทีครูจึงจะตอบสั้นๆ   แต่ตามปกติ จะรวบรวมคำถามที่พบบ่อยไปคุยในห้องเรียนวันรุ่งขึ้น 

หลักปฏิบัติของครู สก็อต คือ ยื่นมือออกไปหา นศ.   เพราะ นศ. ที่ขวนขวายยื่นเข้ามาหาครูคือคนเรียนดี   คนเรียนอ่อนหรือต้องการความช่วยเหลือมักไม่ยื่นตัวเข้ามาหาครู   ครูจึงต้องยื่นเข้าไปหา      

วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.ย. ๕๕

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

503520

เขียน

26 Sep 2012 @ 05:19
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 5, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง