มี ‘ความจริงที่มากกว่าหนึ่ง หรือ truths’ แทนที่จะเป็น ‘ความจริงหนึ่งเดียว truth’ โดยเห็นว่าแต่ละคน แต่ละฝ่ายย่อมมีชุดความจริงของตนเอง

ขอเชิญชวนอ่านบทสรุปผู้บริหาร รายงาน คอป.

อ่านได้ที่นี่   อ่านแล้วจะได้เข้าใจภาพรวมของความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน เมษายน พฤษภาคม ๒๕๕๓ อย่างแท้จริง    ไม่ใช่เห็นเป็นส่วนเสี้ยว อย่างที่นักการเมืองแต่ละฝ่ายพยายามบอกเรา

ผมชอบวิธีทำงานของ คอป. ที่ระบุในรายงานดังนี้  “เพื่อบรรลุเป้าหมายในการดำเนินการ คอป. ได้กําหนดยุทธศาสตร์กรอบการดําเนินงานใน ๔ มิติหลัก คือ

      ๑. การตรวจสอบและค้นหาความจริง

      ๒. การเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรง

      ๓. การศึกษาวิจัยรากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง และ

      ๔. การสร้างความปรองดองและป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

โดยแต่ละมิติจะมีคณะอนุกรรมการรับผิดชอบดำเนินการโดยตรง”

ส่วนที่ผมพยายามทำความเข้าใจที่สุดคือรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง

ผมชอบข้อความ “ในการตรวจสอบค้นหาความจริงเกี่ยวกับความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ๒๕๕๓ คอป. โดยคณะอนุกรรมการฯ ยึดถือหลักการ ปรัชญา และแนวคิดสําคัญ ๆ ในการปฏิบัติภารกิจของ คอป. และเน้นหลักการในการตรวจสอบค้นหาความจริงที่ว่ามี ‘ความจริงที่มากกว่าหนึ่ง หรือ truths’  แทนที่จะเป็น ‘ความจริงหนึ่งเดียว truth’  โดยเห็นว่าแต่ละคน แต่ละฝ่ายย่อมมีชุดความจริงของตนเอง”  

ผมชอบวิธีทำงานของ คอป. ที่มีการตั้งคำถามที่คมชัด และครอบคลุม   โปรดอ่านรายงาน จะเห็นวิธีตั้งคำถามดังกล่าว   และผมชอบที่มีการเอาคำถามบางส่วนไปเป็นคำถามวิจัย    มีการทำวิจัยเพื่อตอบคำถามนั้น   

ผมชอบที่ คอป. ตีโจทย์แตก ว่าตนไม่มีหน้าที่หาคนผิด    แต่มีหน้าที่หาความจริง เพื่อเสนอแนะหนทางไปสู่ความปรองดองและการแก้ปัญหาระยะยาวเกี่ยวกับความขัดแย้ง      

ผมชอบและเห็นด้วยกับ คอป. ว่าปรากฏการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน (transition) ของสังคมไทย   สังคมไทยและคนไทยต้องร่วมกันตั้งสติ และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมนี้

ผมมีโอกาสคุยกับคนหนุ่มสาวที่มองต่างมุม   เขาบอกว่าข้อโต้แย้งต่อความน่าเชื่อถือของรายงานนี้คือ คอป. แต่งตั้งโดยภาครัฐ   และทำงานแบบมุมมองจากภาครัฐ   ชาวบ้านมีมุมมองที่ต่าง     

วิจารณ์ พานิช

๒๓ ก.ย. ๕๕