วันอังคาร ที่ 18 กันยายน 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
จริง ๆ เป็นการเขียนจดหมายย้อนหลังซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากเมื่อคืน (17 ก.ย. 55) สองสามวันมานี้หนูได้นอนแค่วันละชั่วโมงด้วยเหตุปัจจัยที่ทำงานไม่เสร็จ งานที่จะไปส่งที่ทำงานก็พึ่งเรียบร้อยเมื่อวาน เป็นความรู้สึกโล่งใจ ได้เดินจงกรมบนทางจงกรมใหม่ เมื่อคืนวันที่ 16 ได้เดินแป๊บเดียวแล้วก็ต้องออกมาทำงาน คืนวันที่ 17 อาจารย์เอ๋ชวน เนสัญชิก ซึ่งวันนี้เราทั้งคู่อดข้าวเจ้าค่ะ การได้ส่งงานที่ ผู้อำนวยการโดยตรงเหมือนได้ปลดล็อคเรื่องการลางานกะทันหัน ใจเบาขึ้น เดินหนูเดินจงกรมอยู่หลายชั่วโมงแล้วก็มานั่ง พอนั่งลงก็เหมือนเงียบเลยไปไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เหมือนนอนหลับ มารู้สึกตัวกับตนเองอีกทีก็อยู่ท่าขัดสมาธิคอพับลงเฉียงๆนิดหน่อยเหมือนก้มหน้า แล้วหนูก็เงยหน้าขึ้นตรง เอาขาลงก็ลงทางจงกรมต่อ ไม่เหนื่อยไม่มัวไม่งัวเงีย เดินไปเรื่อย ๆ จนตีสามได้เวลานัดทำวัตรเช้ากัน แล้วก็ออกไปทำกับข้าว เป็นความแปลกกับตนเองอยู่เจ้าค่ะ แต่คิดว่า “หลับลึก”
วันนี้นั่งตัดผ้าเย็บผ้ากับ อาจารย์เอ๋ ครูค่ะ มีพี่ท่านหนึ่งเข้ามาคุยด้วย แต่ลักษณะการคุยของท่านทำให้เราทั้งครูรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงข้างในของท่าน แล้วหนูก็แว๊บกับตนเองว่า
“ทางนั้นมันเสียเวลา มันหลง”
พี่เขาเดินทางไปหลายประเทศ วัดหลายวัด เพื่อที่จะหาทางพ้นทุกข์ หนูคิดว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ
แต่การสื่อสารของท่านทำให้ใจหนรับรู้ถึงว่า
“ท่านดี ท่านเก่ง ท่านเริด แต่ท่านยังหลง”
ซึ่งเห็นท่านก็เหมือนได้เห็นตนเอง ช่างเป็นอะไร
ก็เป็นอีกบทธรรมหนึ่งที่ท่านมาสอนหนูว่า “ถ้ามีแต่พูดก็แค่นี้เอง คนฟังแม้เขาจะไม่ตอบโต้อะไร แต่เขาก็รู้”
มีกิจกรรมให้ทำทั้งวัน วันนี้เหมือนมีอะไรหน่วง ๆ
แม่กุลเมตตามาสอนอ.เอ๋และหนูตัดชุดชั้นในแม่ชี แต่ก็เหมือนมีแขกเข้ามาคุยเป็นระยะ ๆ แล้วก็มีสภาวะหนัก ๆ หนูกับ อ.เอ๋ มีอาการล้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงขอโอกาสแม่กุลเข้าทางจงกรมภาวนา
สักพักแม่ท่านก็กลับ
บอกไม่ถูกค่ะครู อยู่ดี ๆ ก็เหมือน พลังหมด อ.เอ๋ นั่งร้อยมาลัย หนูนั่งเย็บผ้าแบบเงียบ ๆ จนรู้สึกข้างในเบา จึงหันมาคุยกันว่า “ตะกี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดี ๆ มีอาการหนักๆ ล้าๆ”
แต่พอได้เวลาก็ ออกไปเตรียมน้ำปานะ ถวายหลวงปู่ และเตรียมกับข้าวค่ะครู
ทราบว่าบ่าย ๆ เย็น ๆ ครู พี่อ้อ พี่เติ้ล และแม่กุลจะเข้ามารวมกันภาวนา เป็นอะไรที่ดีมาก หนูจัดแจงเข้ามาเตรียมพร้อมกุฏิ ทำความสะอาด
แต่กว่าจะทำอะไรเสร็จก็จะได้เวลานัด หนูยังไม่ได้กวาดตาด อ.เอ๋เข้ามา ช่วยกันกวาดได้นิดหน่อย น้องทุ่งเข้ามาเรียก หนูจึงได้วิ่งเข้าไปอาบน้ำ เป็นการทำอะไรที่เยอะกันทั้งคู่ค่ะครู การไม่ทานข้าวแม้จะล้านิด ๆ แต่ก็รู้สึกว่ามีพลังทำอะไรได้เยอะขึ้น แล้วก็ได้ตามครูไปกราบหลวงปู่ทีหลัง
จากนั้นก็ไปทำวัตร รู้สึกว่าแต่ละท่านมาด้วยพลังความมุ่งมั่น จัดแจงสิ่งต่าง ๆ ให้แม่กุลตามที่ครูเมตตาชี้ แล้วก็ไปเตรียมทางจงกรมของตนเอง แต่ละคนทะทอยเข้าทางจงกรมของตนเอง เดินได้ประมาณชั่วโมงหนูก็เข้ามานั่งภาวนาอยู่ในกรด
เป็นสภาวะเดิมคือ นั่งแล้วเงียบเหมือนหลับเจ้าค่ะ
มารู้สึกตัวอีกทีคือ มีน้ำไหลมาที่ก้น จึงรู้สึกตัว แล้วจึงกางร่มลงไปเดินจงกรม สองสามรอบ มองเห็นกรดปลิวตามแรงลงเพราะหนูไม่ได้มัด จึงเปลี่ยนใจเข้าไปนั่งในกรด ใช้ผ้ารองนั่งเช็ด พื้นให้แห้ง เอาผ้าห่มวางรอบ ๆ เห็นครูเดินอยู่ท่ามกลางสายฝนเป็นภาพที่รู้สึกประทับใจหนูมาก แล้วหนูก็นั่งภาวนาต่อครานี้นั่งลงก็เงียบเลยเจ้าค่ะ ขยับก็ตอนได้ยินเสียงระฆัง เป็นการนั่งที่เหมือนนั่งหลับแต่ก็สบายกับตนเองเจ้าค่ะ แล้วก็ออกไปทำกับข้าว
เช้านี้ที่ครัวทุกคนมีพลังมาก จนคุณยายชีเอ่ยว่า “วันนี้อาหารถวายพระต้องอร่อยแน่ๆเลย”
ซึ่งเราก็รู้สึกว่า “ใจแต่ละท่านมีพลังนิ่งเย็นเจ้าค่ะครู เป็นอาหารจากนักภาวนาจริง ๆเจ้าค่ะ”
การนั่งแล้วหลับเงียบครูมาแก้ให้ตอนหลัง บอกว่า “มันหลง” ครูมาแก้ให้มานั่งทบทวนดู คงเพราะมีความสงสัยแล้วก้าวไม่ผ่าน เลยหยุดเขียนไป ศีลข้อ 4 ด่างพร้อยแบบเนียน ๆ เลยเจ้าค่ะ แต่ก็ขอโอกาสนึกย้อนบันทึกไว้กับตนเอง แบบแก้ไขในความผิดเจ้าค่ะ