วันนี้ หลายคนที่รับผิดชอบงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คงเริ่มต้นค้นคว้าเพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนางเรียนหรือเช่ราหรือเช่า เวียนวัฒนชัย ซึ่งเราพบข้อเท็จจริงว่า เป็นคนที่เกิดที่ตำบลหนองแสง อำเภอหนองบึก จังหวัดนครพนม ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖/ค.ศ.๑๙๓๓ จากบิดาสัญชาติเวียดนามเชื้อชาติฝรั่งเศสที่อพยพมาจากประเทศเวียดนามและมารดาเป็นคนเชื้อสายเวียดนามที่เกิดในประเทศไทย ดังนั้น นางเรียนในปัจจุบันจึงมีอายุ ๗๙ ปี นางเรียนมีพี่น้อง ๑๒ คน ซึ่งทุกคนเกิดที่จังหวัดนครพนม
บิดามีชื่อว่า “นายกี เงี่ยน” ซึ่งเกิดในประเทศเวียดนามราว พ.ศ.๒๔๕๐ เขาเข้ามาในประเทศไทยราว พ.ศ.๒๔๕๘ เขาได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ.๒๔๗๙ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ ในขณะที่มารดาชื่อ “นางแฮ” ซึ่งนางเรียนเล่าว่า เกิดในประเทศไทย และน่าจะอายุน้อยกว่านายกีบิดาราว ๕ ปี จึงน่าจะเกิดในราว พ.ศ.๒๔๕๕ นางเรียนเชื่อว่า นางแฮก็น่าจะมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเช่นกัน บิดาและมารดาของนางเรียนอยู่กินฉันสามีภริยาก่อน พ.ศ.๒๔๗๐ ดังนั้น การสมรสจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายไทยแม้จะไม่มีทะเบียนสมรสตามกฎหมายของรัฐ
เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ นายกีบิดาได้ร้องขอใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเลขให้แก่นางเรียน และนางเรียนก็ถือมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ โดยนางเรียนเล่าว่า เป็นไปตามคำแนะนำของอำเภอ มิใช่โดยเจตนาของครอบครัวของตนแต่อย่างใด
บิดาและมารดาของนางเรียนเดินทางกลับเวียดนาม ราว ค.ศ.๑๙๖๒/ พ.ศ.๒๕๐๕ และเสียชีวิตแล้วในประเทศไทยเวียดนาม ตอนที่นายกีและนางแฮเดินทางกลับไปอาศัยในประเทศเวียดนาม นางประพันธ์ บุตรชายคนโตของนางเรียนมีอายุ ๗ ปี และจำความในวันนั้นได้ บิดาและมารดาของนางเรียนเสียชีวิตแล้วในเวียดนาม
นางเรียนได้รับการออกหนังสือเดินทางโดยสถานกงสุลเวียดนามประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐/ค.ศ.๒๐๐๗
เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ นายประพันธ์ เวียนวัฒนชัย ได้ร้องทุกข์เข้ามาที่บางกอกคลินิกเพื่อนางเรียน เวียนวัฒนชัย ว่า นางเรียนเป็นคนที่เกิดในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ จากนางแฮ และนายกี แต่ยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย จึงอยากขอหารือความเห็นทางกฎหมายเพื่อให้มีนางเรียนสามารถที่จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย อันจะทำให้ไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับราษฎรไทยซึ่งเกิดในประเทศไทย ในวันที่ดังกล่าวนี้ นายประพันธ์ได้มอบเอกสารเกี่ยวกับนางเรียนให้เพื่อการศึกษาจำนวนหนึ่ง และนายประพันธ์ได้แสดงความจำนงที่จะให้ความเป็นมาของครอบครัวได้เป็นกรณีศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอนเกี่ยวกับคนเชื้อสายเวียดนามที่อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทยและมีสิทธิในสถานะคนสัญชาติไทยในที่สุด
คณะทำงานบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้นัดสอบปากคำครั้งแรกเพื่อการสำรวจข้อเท็จจริงอันเป็นจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงระหว่างนางเรียนและรัฐไทยทำในวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขที่ ๒ ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร กทม.
ในการสำรวจข้อเท็จจริงอันเป็นจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงระหว่างนางเรียนและรัฐไทยผ่านเอกสารที่นายประพันธ์ได้มอบให้ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ และการสอบปากคำทั้งนางเรียนและนายประพันธ์ เราอาจสรุปได้ในประการแรกว่า นางเรียนมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของมาตรา ๓ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖
แต่ปัญหา ก็คือ เธอไม่ถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนสัญชาติไทยตั้งแต่เกิด แม้กำนันตำบลหนองแสงจะออกสูติบัตรให้แก่เธอตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ นั่นคือ ๖ วันหลังจากการเกิด นอกจากนั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ เธอได้รับการออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้ถือ และในปัจจุบัน เธอก็ยังถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวอยู่อีก
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมา ก็คือ การถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวนี้จะส่งผลกระทบให้เธอเสียสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ? หากเราพิจารณาแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา เราพบว่า การรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยบุพการีและไม่ได้เกิดโดยเจตนา ย่อมไม่ทำให้บุคคลผู้ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเสียสัญชาติไทย
นอกจากนั้น ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า นางเรียนจะเสียสัญชาติไทยโดยข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ หรือไม่ ? หากเราพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงของนางเรียน เราก็จะพบว่า นางเรียนน่าจะไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อ ๑ แห่ง ปว.๓๓๗ เพราะว่า แม้นางเรียนจะเกิดในประเทศไทยจากบิดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว แต่บิดานี้ก็เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและบิดาเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวร นางเรียนจึงมิใช่บุคคลเป้าหมายของ ปว.๓๓๗
ในประเด็นต่อมา หากนางเรียนพิสูจน์ได้ว่า นางแฮมารดาเป็นคนที่เกิดในประเทศไทย นางเรียนจึงจะมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ทั้งนี้ เพราะการเกิดในประเทศไทยของนางแฮ ย่อมทำให้นางแฮมีสัญชาติไทยในขณะที่นางเรียนเกิด
ประเด็นที่สืบเนื่องต่อมา ก็คือ หากนางแฮมารดาเป็นคนเกิดในประเทศไทยหรือฟังได้แล้วว่า เป็นคนสัญชาติไทย นางเรียนก็ไม่อาจตกอยู่ภายใต้มาตรา ๗ ทวิ โดยผลของมาตรา ๑๑ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ อันอาจถูกสันนิษฐานเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย
โดยสรุป การประชุมคดีในวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ จึงสรุปว่า คณะทำงานเชื่อว่า นางเรียนมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด และไม่เคยเสียสัญชาติไทย ดังนั้น ประเด็นต่อไปที่จะต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่นางเรียน ก็คือ ความช่วยเหลือในการร้องขอการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดซึ่งถูกปฏิเสธมายาวนานนั่นเอง การทำงานย่อมเริ่มต้นจากการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อการพิสูจน์และพัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติที่ถูกต้องต่อไป
สำหรับวงการวิชานิติศาสตร์แล้ว กรณีนางเรียนนี้นำไปสู่โอกาสที่จะศึกษากลุ่มคนเชื้อสายเวียดนามที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในสถานะของคนในบังคับของรัฐฝรั่งเศสที่มีสนธิสัญญาทางไมตรีกับประเทศไทย* เราพบว่า ครอบครัวเวียนวัฒนชัยของคุณเรียนจึงเป็นตัวอย่างของคนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับ ๓ ประเทศ กล่าวคือ ประเทศเวียดนาม ประเทศฝรั่งเศส และประเทศไทย ซึ่งในวันนี้ มีชีวิตที่ข้ามชาติไปมาระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม และเป็นต้นแบบของประชากรอาเซียน (ASEAN People) ที่จับต้องได้แล้ว
------------------------------------------------
*เราเข้าใจว่า การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของคนเชื้อสายเวียดนามนั้นมีอยู่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันอยู่ ๕ กระแส กล่าวคือ
(๑) คนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาเองในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ อาทิ กลุ่มคนที่อาศัยที่บ้านญวนเทเวศร์
(๒) คนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาในสถานะของคนในบังคับของรัฐฝรั่งเศสที่มีสนธิสัญญาทางไมตรีกับประเทศไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ – ๖
(๓) คนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาในสถานะของคนหนีภัยความตายในยุคที่เวียดนามประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสและเกิดสงครามเดียนเบียนฟูในราว พ.ศ.๒๔๙๐
(๔) คนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาในสถานะของคนหนีภัยความตายในยุคที่เกิดสงครามระหว่างฝ่ายเสรีนิยมอเมริกันและฝ่ายนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ในราว พ.ศ.๒๕๑๕ และ
(๕) คนเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาในยุคที่รัฐเวียดนามเข้าร่วม ASEAN แล้ว