พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้เริ่มมีผลบังคับใช้มา ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จวบจนกระทั่งปัจจุบันเป็นระยะเวลาสิบกว่าปี ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้ จึงได้นำหลักกฎหมายจากคำพิพากษาของศาลปกครองเกี่ยวกับความความรับผิดทางละเมิดมาเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการในเรื่องดังกล่าว
1. เจตนารมณ์ของความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีความมุ่งหมายที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยไม่มุ่งหมายแต่เพียงจะให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนครบจำนวนโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นธรรม ที่จะมีต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ และปั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่จนเกิดเป็นปัญหาในการบริหารราชการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.10/2552)
2. การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น หมายถึง การกระทำโดยมิได้เจตนาแต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.10/2552)
3. การอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย จึงมิใช่การกระทำละเมิดนั้น เหตุสุดวิสัย จะต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสพเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาระเช่นนั้น (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.533/2551)
4. ผู้บังคับบัญชาทั้งในระดับสูงและในระดับต้นที่ไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายอันเป็นช่องทางให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอาศัยโอกาสจากการปฏิบัติหน้าที่กระทำการทุจริต กรณีนี้ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
5. กรณีที่จะถือว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมีการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติอันเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องได้รับความเดือนร้องเสียหาย (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 315/2552)
6. ผู้เสียหายทางละเมิดอาจฟ้องคดีต่อศาลหรือยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.224/2550)
7. การที่กฎหมายได้กำหนดกระบวนการพิจารณา ระยะเวลาการพิจารณาและภาระหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอไว้ชัดแจ้งหากหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติย่อมถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที อ.554/2551)
8. การต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่หน่วยงานรัฐในผลแห่งละเมิดโดยไม่คำนึงถึงสถานะของเจ้าที่ผู้นั้นว่าในขณะที่หน่วยของรัฐตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดหรือเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะอยู่ในตำแหน่งใด หรือสถานะใด (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 154/2547)
9. ค่าสินไหมทดแทนคือการชดใช้ความเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดโดยการคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอย่างใด ๆ (คดีหมายเลขแดงที่ อ.372/2550)
10. ระยะเวลาในการฟ้องคดีปกครอง เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย และศิลธรรมอันดีของประชาชน ศาลปกครองมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.66/2552)