วันพฤหัสบดี  ที่ 13 กันยายน 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาบนเตียงตั่งกับการเข้านอนแบบไม่ตั้งใจ ศีลข้อ 4 ขาด ก็มาทบทวนกับตนเอง หนูยังใช้ชีวิตที่แยกระหว่างบ้านกับวัด อยู่ที่บ้านยัง ลัลล้า

อยู่ที่วัดก็พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมาย จะบอกว่า “ภาวนาก็รู้สึกว่า ยังทำได้ไม่ถึงพร้อมเจ้าค่ะ”

เมื่อคืนไม่ได้เขียนบันทึก แต่หนูก็เฝ้าดู Line เห็นครูทำงานตลอดเวลาแทบไม่มีเวลา Healing ตนเอง ทำให้นึกย้อนถึงช่วงเวลาที่ครูเมตตาหนูให้ได้เยียวยาตนเอง ตอนที่นั่งเขียนบันทึกก็ถามตนเองว่า

“ไม่มีสำนึกที่จะช่วยเหลือผ่อนแรงครูเลยเหรอ”

“ช่วยยังไงหล่ะ”

“ก็เร่งภาวนาซิ ทำให้มันได้ในสิ่งที่ต้องทำ ตั้งสติกับตนเอง ภาวนา หาหลักยึดตนเองให้ได้”

“ไม่ใช่เจอหน้าครูทีไรก็ส่งพิษไปทุกที ดีแต่สร้างกรรมหนัก”

เบียดเบียนครูศีลข้อ 1 หน่ะด่างพร้อยเสมอ แล้วเมื่อไหร่

“เห็นไหมว่าศีลพร่องขนาดนี้แล้วจะเอา สมาธิ จะเอาปัญญามาจากไหน”

ธรรมเป็นของสืบเนื่องกัน มันไม่มีเรื่องบังเอิญ มีแต่เรื่องสั่งสมทำให้ถึงพร้อม

 

ใจหนูอยากจะผ่อนแรงครู

“แต่พอแยกห่างออกมา ทำงาน ก็เป๋ เจ้าค่ะ”

เหมือนมันมาดักอยู่ในสภาวะแกล้งตายค้าง ๆ งานมีมาก ต้องยอมรับกับทีมว่า ทำไม่ทันต้องยืดเวลาออกไปอีก แต่ทันปีงบประมาณ

PT หนูก็ยังไม่ส่ง

ถือว่าละเลยต่อหน้าที่ ผิดศีลข้อ 2 และข้อ 4

“หนักใจมากไหม” มันก็ถามตนเองเจ้าค่ะ เป็นความกังวลอยู่บริเวณหัวเจ้าค่ะ แต่ไม่ได้ดิ้นรน นี่คือคำตอบที่ได้กับตนเอง

ใจหนู มีสำนึกในความรับผิดชอบน้อยลงรึเปล่า หนูถามตนเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนูจะไม่แคร์ไม่สน ไม่ทำ

แต่ตอนนี้ขยับขึ้นมานิดหนึ่ง

“ทำอยู่ค่ะและจะพยายามทำให้เสร็จ ให้ดีที่สุด” ขยับขึ้นมานิด แต่ก็ยังผิดศีลอยู่เจ้าค่ะ

ถ้าหนูภาวนาถึงพร้อมทุกอย่างจะสำเร็จได้อย่างไร้ที่ติ ตอนนี้ก็ต้องอดทน กับความบกพร่องที่มีในตนเอง

จริงๆภาพสะท้อนนี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ รวมถึงการทำหน้าที่รับใช้ครูด้วยเจ้าค่ะ

ทำให้หนูหยิบมาใคร่ครวญกับตนเองถึงคำว่า “ภาระ หน้าที่”

ต่อไปในเรื่องงาน อาจจะต้องวางแผนวางกรอบให้ชัดเจน

บริหารจัดการให้ไม่มากเกินไป ต้องยอมรับค่ะว่า งานที่งอกขึ้นมาให้รับผิดชอบในช่วงหลัง

เป็นภาระหนักกว่าที่วางไว้อยู่เดิม แต่เป็นงานที่ “หนูอยากเห็น”

คงเป็นตัวกู ตัวนี้ ที่ไปสร้างความลำบาก พอตัวกูแบบนี้ดับลง

การเร่งรีบบีบคั้นให้ทำมันจึงเงียบ เจ้าค่ะ แต่หน้าที่ก็คือ หน้าที่

ยังไงก็ทำ แต่จะไม่ทำด้วย “ตัวกูนำหน้า”

เพราะสิ่งที่กำลังทำ มีคุณค่า มีประโยชน์ แต่หนูก็เห็นจังหวะการก้าวพลาดของตนเองเจ้าค่ะครู

หนูใช้การบีบคั้น ดึงคนมาทำงาน ดึงข้อมูลองค์ความรู้จากพี่ ๆ ที่ทำงาน ComMedSci เพราะโดยธรรมชาติยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการออกมาเขียน เพราะหนูนึกย้อนกับตนเองในการเขียนงานช่วงแรก ๆ แต่น่าดีใจ ที่พี่ ๆ ลุกขึ้นมาช่วยกัน เป็นการสัมภาษณ์ให้ข้อมูลทำหนังสือ 6 เล่มกับกรอบเวลาไม่ถึงเดือนกับทีมงาน จริง ๆ เล่มต้องเสร็จวันที่ 17 คือ วันจันทร์ ตอนนี้ต้นฉบับยังไม่ถึงโรงพิมพ์เลย ซึ่งชัวส์ว่าไม่ทันแน่ ๆ   

“เสียใจไหม”

“เสียใจค่ะ แต่จะขยับมาเป็นพลังในการทำงานออกมาให้ดีที่สุดให้เสร็จสิ้นก่อน 30 กันยายน คือปีงบประมาณ”

แล้วก็คงทำเป็น BOX Set รวมให้ครบอย่างที่ตั้งใจ

อุ้ยขออภัยเจ้าค่ะครู หนูจะเขียนเรื่องตนเองมาหลุดเรื่องงานที่ตกค้างในใจตนเอง

ตลอดเช้าก็ลุยงานหนังสือนี่แหละเจ้าค่ะ

บ่าย ๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่หน่วยงานจัด เขาจักมา 9 ครั้งแล้ว หนูพึ่งได้เข้าครั้งแรกเพราะติดงานตลอด ก็เรียกสนุกดี เป็นหลักสูตร พูดคุยสื่อสาร ไม่ซับซ้อนนัก สบาย ๆ เพราะหนูไม่เก่งเขียน ไม่เก่งไวยากรณ์ แต่พอสื่อสารได้ การพูดคุยจึงสนุกดีค่ะครู

                เลิกเรียนก็ได้เวลาเลิกงาน อ้อ ก่อนเที่ยงหนูวิ่งวุ่นเรื่องเอกสารขอกู้เงินสหกรณ์ ส่วนหนึ่งเคลียร์เรื่องรถตนเองให้จบและส่วนหนึ่งก็ให้พี่สาวค่ะ ทำงานมา 7-8 ปี จะสองล้าน บางทีก็ตลกดีเหมือนกันเจ้าค่ะครู แต่ก็เป็นหนี้ที่ยินดี เพราะเป็นช่องทางหนึ่งในการทดแทนพระคุณพ่อแม่และพี่สาว ทั้งสองท่านเป็นเหมือนแม่ที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่มาได้ถึงวันนี้ เลิกงานก็กลับบ้าน เช็ค Line เห็นครูและพี่ ๆ ทานข้าวกันท่าทางสนุกดี แต่อีกใจหนูก็คิด

“โห ครูไม่ได้พักเลย”

เพราะรับรู้ว่า การอยู่กับผู้คนเลี่ยงได้ยากในการรับส่งสภาวะบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่ครูก็เมตตาอย่างไม่มีประมาณ

หนูจึงลาพี่ ๆ แล้วก็ออกไปวิ่ง วันนี้วิ่งที่หน้าบ้านค่ะครูวิ่งไปวิ่งมา มีงูตัวเล็ก ๆ แต่เลื้อยช้ามาก มาอยู่ใกล้ที่ขา หนูวิ่งผ่านไปแล้วค่อยเห็น จึงย้อนกลับมายืนดูเขา บอกไม่ถูกเหมือนกันเจ้าค่ะ ว่าจะเป็นการสื่อสารอะไร ใจกลัวไหม ก็ไม่ได้กลัว

เขาก็ค่อย ๆ เลื้อยแล้วก็เข้าพงหญ้าไป หนูกลับเข้าบ้าน นอนคิดหนูจะยังไงกับตนเอง ไม่ได้เรื่องสักที แล้วก็หลับไป ตื่นมาอีกทีตีหนึ่ง ได้ยินเสียงฟ้าร้อง วิ่งออกไปเก็บผ้า เพราะซักเสื้อขาวเด็ก ๆ ที่ซื้อล๊อตล่าสุด แล้วฝนก็เทลงมาเจ้าค่ะ

หนูอยากจะตีตัวเอง ที่มันดื้อด้าน ตีแล้วมันจะจำไหม

หนูอยากรู้คำตอบที่ครูเคยถามเจ้าค่ะว่า

“หนูเคยบาดเจ็บ หรือ ได้รับความรุนแรงทางจิตใจอะไรมา ถึงชอบเสพความรุนแรงและการดุด่า”

“จิตมันชอบ”

แค่มีคำถามนี้ร่างกายก็มีความรู้สึกร้อนขึ้นมา เป็นอาการของโทสะ แล้วก็มาบีบที่ขมับ ทั้ง ๆ ที่ลมหายใจยังชัดแจ่มขณะเขียนบันทึก”

“ล่าสุดที่จำได้ ถูกแม่ตีตอน ป.1 จะเรื่องราวไม่ได้ แต่เป็นครั้งสุดท้ายที่จำได้ว่า ถูกแม่ตี”

ปกติแม่ไม่ค่อยตีเจ้าค่ะ แต่จะดุบ่อย ๆ เพราะหนูดื้อมาก ชอบทำอะไรแผลง ๆ

ตอนเด็ก ๆ ทานข้าวอิ่มยังปีบรั้วไม่ไผ่หน้าบ้าน แล้วทำท่า

“สาย คิก ของไอ้มดแดง แถมเรียกแม่ให้ดู ท่าสวยมากเลยค่ะ แต่ตกลงมาแล้วก็ Admit รพ.อีกเป็นเดือน”

กับความซนของตนเอง เข็มน้ำเกลือก็ช๊อตบ่อย ทั้งดิ้น ทั้งดึง จนหมอต้องเอาถุงทรายมามัดแขน เพื่อไม่ให้สายน้ำเกลือช๊อต

นึกย้อนแล้วก็รู้สึกขำ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบเจ้าค่ะ แต่ที่เห็นคือ “มันดื้อจริง ๆ” สั่งสมมานาน จึงต้อง อดทน ใช้วิธีหนัก ๆ เพื่องัดกับกิเลสตัวนี้เจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ