วันพุธ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
หนูเขียนบันทึกช้าไปอีกวันอีกแล้ว มันน่าเบื่อจริง ๆ กับนิสัยแบบนี้ของตนเองที่แก้ไม่ได้สักที จะไม่ให้โดนเอ็ดได้บังไง หนูเข้าใจครูแล้วเจ้าค่ะ แล้วที่รู้สึกหนักหนากับตนเองตอนนี้คือ
ถ้อยคำต่อว่ามาจากข้างในหนูเอง ยังไงก็ขอโอกาสทบทวนกับตนเองเจ้าค่ะ
เช้านี้ตื่นขึ้นมาบนห้องนอนครูค่ะ ปรากฏกับตนเองว่า ข้างในเป็นเบา ๆ เงียบ ๆ บอกไม่ถูกเจ้าค่ะ แต่ก็ปัดกับตนเองไปว่าสงสัยจะเหนื่อย เดินไปมาในบ้าน ศีลข้อสี่ด่างพร้อยเพราะครูจะไปวิ่ง อาบน้ำ ทำวัตรเช้าแล้วก็ออกมาทำงาน
มานั่งที่โต๊ะทำงาน มันเป็นอะไรที่มีงานค้างเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ แต่ใจไม่ได้ให้คุณค่า มันมีคำหนึ่งดังขึ้นมากับตนเอง
“ต้องมีอะไรผิดปกติไปแน่ ๆ ที่ผ่านมาวันจันทร์แม้หนูจะรู้สึกเหนื่อยก็จริง แต่ก็จะมีอาการหนักๆเพลียด้วย แต่เรื่องราวที่เคยดีดีดิ้นในวันจันทร์ถึงศุกร์ มาวันจันทร์มันจะหายไป มารอบนี้ต่างไปแม้จะคล้ายกันเจ้าค่ะ งานที่ค้างก็ยังมีและก็ลงมือทำ แต่ใจไม่ได้ทุรนทุรายว่ามันค้าง แต่ก็ทำ แล้วเป็นการทำเท่าที่ทำได้ ตลอดเช้าก็ทำงานหนังสือเพราะเร่งด่วนกับตนเอง แต่ก็เร่งพิจารณาเห็นว่า “ไม่ทันแน่ ๆ เอาไงดี”
ค่อย ๆลงมือโทรประสาน ก็ต้องยอมรับสภาพจริง ๆ แล้วต้องลุยแก้ไข เพราะก็รู้สึกว่า ยังปล่อยออกไปไม่ได้ ค่ะ ศีลข้อ 4 ขาดส่งงานไม่ทันตามกำหนด ทำงานเสร็จไม่ทันละเลยต่อหน้าที่ เบียดเบียนเพื่อนร่วมงานที่รอคอย โห หลายกระทงจังเลยค่ะครู แต่ก็ต้องยอมรับเหตุและปัจจัย บ่าย ๆมามีความรู้สึกหนักๆง่วง ๆ หนูเอาโต๊ะญี่ปุ่นเล็ก ๆที่ติดพัดลมระบายอากาศ Notebook กับเบาะรองนั่งมานั่งทำงานที่พื้นข้าง ๆ โต๊ะทำงานตนเองรู้สึกผ่อนคลายที่จะทำงานออกแบบหนังสือ แม้คนอื่น ๆ ที่เข้ามาจะงง ๆ ส่วนพี่ ๆในห้องทำงานดูจะคุ้นกันแล้ว กับมุมทำงานแบบก้นติดพื้นของหนู
เพราะนั่งทำงานบนเก้าอี้ทำให้รู้สึกเมื่อยคิดอะไรไม่ค่อยออก แต่พอได้เหยียดขาพับขาหลังพิงเบาะก็ผ่อนคลาย งานที่ออกมาดูผู้ได้รับงานจะรู้สึกพอใจเจ้าค่ะ เป็นอะไรที่กำลังหาจังหวะที่เหมาะกับการทำงานของตนเองเจ้าค่ะ
แต่บ่าย ๆ คนอื่นไปเข้าประชุมกันหมดหนูนั่งทำงานคนเดียวมีความรู้สึกหนัก ๆ ขึ้นมาดิ้นรนอยู่พักหนึ่งมารู้สึกตัวอีกทีตะกี้หลับไปค่ะ สงสัยมันจะเหนื่อยจริง ประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ตั้งใจไปเดินตลาดซื้อของสด และก็จัดการเรื่องเสื้อขาวของเด็ก ๆ ไปซื้อที่ร้านเดิม ก็ราคาไม่ถูกนักเจ้าค่ะ ชุดเด็กของรัตนาภรณ์ 190 บาท ถ้าเป็นทั่วไปผ้าไม่ดีนักราคา 140 บาท หนูก็เลยเลือเอารัตนาภรณ์มาให้ครู ทั้ง ๆที่ตอนซื้อให้ดุ๋ยราคา 150 บาทที่อุบล ด้วยใจที่คิดถึงว่าควรจะดูผ้าขาวไว้ตัดผ้าถุงให้ครบชุดที่ครบเตรียมไว้เกือบ 11 ผืน เดินไปเรื่อย ๆเจอร้านใหม่เป็นพยาบาลจา รพ.ศรีนครินทร์เป็นเจ้าของร้านค่ะเปิดได้ 2 เดือน พี่เขาให้ราคาถูกมาก พอทราบว่าหนูจะซื้อไปให้เด็ก ๆที่วัด และก็เป็นเภสัชที่ทำงานที่ขอนแก่น พอดีวันนี้ใส่เสื้อกาวน์ปักชื่อไปทำงานค่ะ
พี่เขาให้ราคาเสื้อขาวชีพรามณ์รัตนาภรณ์ 100 บาทถ้าซื้อเป็นโหล เพราะล่าสุดหนูซื้อได้ที่ 120 บาท ชีแท้ 130 บาท แต่ร้านนี้ของยังไม่เยอะ จึงขอเบอร์โทรพี่เขาไว้ และแจ้งว่าปกติจะมีการซื้อหรือใช้อะไรบ้างค่ะครู และร้านนี้ก็มีผ้าขาวเป็นพับเป็นว่า cotton อย่างดี ที่น่าจะตัดผ้าถุงได้ เห็นเขียนว่า 36”x30 คนขายก็ยังไม่แน่ใจค่ะ หาไม่วัดไม่ได้แต่ลองวัดกับแขนคราว ๆ น่าจะหน้ากว้างเกือบเมตร พอดีตังค์ไม่มีในกระเป๋าแม้จะอยากได้แต่ก็เอาไว้ก่อนเจ้าค่ะ ท่านให้ราคาไว้ที่ 1350 บาท ผ้าตราดอกบัว พอได้คุยกับ อ.เอ๋ ทราบว่า ราคาของบางอย่างที่พาหุรัด เท่าๆกับที่หาซื้อได้ที่ขอนแก่น แถมบางอย่างขอนแก่นถูกกว่าอีกค่ะครู ทำให้หนูทบทวนแล้วพอว่า
“เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยน ตลาดเริ่มไร้พรมแดนมากขึ้น การขนส่งสะดวกสบาย หากเรารู้ว่าต้องการอะไร ไม่จำเป็นต้องไปหาที่แหล่งที่ขายกันมากๆก็ได้ แต่สามารถหาร้านที่คุยกันได้ราคาเหมาะสม สบายใจซื้อก็เป็นความลงตัวที่ราคาน่าฟัง”
เหมือนเส้นทางการขัดเกลาตนเอง บางทีเราไม่จำเป็นต้องวิ่งหาในที่ๆคนอื่นวิ่งหา หรือในแบบที่ผู้อื่นเขากำลังวิ่งหา แต่หาเราเจอหนทาง เจอเส้นทาง เจอที่ ๆเป็นของตนเองแล้ว ก็จงเดินหน้าและก็อย่าไปเสียงเวลาคลำทางอีกต่อไปเลย
พอได้ของครบหนูกลับไปเก็บของที่ทำงานแล้วก็เปลี่ยนชุดไปวิ่ง กลับจากวิ่งก็เหมือนหนูพยายามหาคำตอบกับตนเองค่ะครูว่า “หนูเป็นอะไรทำไมข้างในมันเงียบๆ”
วิ่งเสร็จต้มน้ำไว้กะจะทำดีท๊อกเพราะไม่ได้ทำมาเป็นอาทิตย์ ผายลมเริ่มจะมีกลิ่นเหม็น แต่พอล้มตัวลงนอนก็หลับไปเลยเจ้าค่ะ ตื่นมาอีกทีก็เช้า หนูมาตดร่องที่เดิมอีกแล้วเจ้าค่ะกับอาการนอนรอ
น่าเจ็บใจ และก็น่าเบื่อ
หนูช่างเหมือนโบโซ่จริง ๆนะจุดนี้ ตอนทำผิดก็เป็นเหม่อๆหลงๆไปทำ
แต่พอทำผิดแล้วก็ไม่ได้โกหก
แต่ที่ต่างจากโบโซ่มากก็คือ ใจหนูไม่ใสค่ะ ยังมีโทสะเจืออยู่มาก แต่ก็จะพยายามต่อไปเจ้าค่ะ
ถ้าให้คะแนนวันนี้ก็คงติดลบเป็นแน่ แต่มันก็คือ ความจริงเจ้าค่ะ