ปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 2

คิดใหม่ทำใหม่เพื่อการศึกษาไทยที่ยั่งยืน

นภสินธุ์  เสือดี สิงหาคม 2555

          มีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ปี 2542 ที่ผ่านมาแต่ปรากฏว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นกลับทำให้การศึกษาของไทยเกิดปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพของนักเรียนที่ตกต่ำ ปัญหาคุณภาพสถานศึกษา ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษา รวมไปถึงปัญหาการบริหารจัดการจนทำให้การพัฒนาคนในชาติมีปัญหา ทรัพยากรมนุษย์ของไทยมีปัญหาทางการเรียนรู้ และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม อันจะเห็นได้จากสถานการณ์ทางสังคมในชาติที่มีปัญหามากมาย เช่น ความขัดแย้งกันทางความคิดเห็นจนก่อให้เกิดการเมืองภาคประชาชน มีการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน มีการใช้กำลัง อารมณ์ ความรู้สึก ในรูปแบบของกฎหมู่ ไม่มีวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มากพอ ทำให้เกิดอคติ และมีลักษณะหูเบาถูกปลุกปั่นทางความคิดได้ง่าย มีปัญหาด้านการไม่รู้หน้าที่ของตน ละเมิดสิทธิมนุษยชน ขาดความตระหนักในความสำคัญของตนเอง หรือไม่รู้จักรักษาสิทธิของตนที่พึงมี มีความมักง่าย ขาดระเบียบวินัย รวมถึงมีนิสัยทุจริต ชอบอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดายโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ปัญหาที่กล่าวมานี้เป็นเพียงปัญหาด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคนไทย ที่การศึกษาในทศวรรษที่แล้วมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เลย ซ้ำร้ายยังประหนึ่งว่าบ่มเพาะคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ให้กับคนไทยอีกด้วย

          ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในช่วงปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกที่ผ่านมา ปรากฏว่าจากทดสอบระดับชาติ หรือ NT ในปี 2552 คะแนนเฉลี่ยหลายวิชาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทำให้ สพฐ. ต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้น จนในปี 2554 ที่ผ่านมาสัดส่วนคะแนนดีขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระหว่างคะแนนเกือบครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มหรือแค่เกินครึ่งมาเล็กน้อย จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการการเรียนการสอนในสถานศึกษายังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยทางการบริหารอยู่มาก เช่น สัดส่วนครูต่อนักเรียน ความห่างไกลจากความเจริญ บ่งบอกถึงการกระจายอำนาจ ทรัพยากร งบประมาณ ที่ไม่ทั่วถึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนที่สะท้อนออกมาจากผลสัมฤทธิ์

          ตั้งเป้าหมายให้ชัดแล้วมุ่งสู่ความสำเร็จของการศึกษาไทย

          10 ปีที่ผ่านมากับการปฏิรูปการศึกษาที่ล้มเหลวอาจเป็นเพราะการตั้งเป้าหมายของการศึกษาไทยไม่ชัดเจน มุ่งพัฒนาไปอย่างบิดเบี้ยวทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาครู พัฒนาสถานศึกษา จนถึงการพัฒนาผู้เรียน การปฏิรูปการศึกษาครั้งต่อไปควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนดังจะยกตัวอย่างดังนี้

 

 

  1. 1.      การศึกษาต้องพัฒนาคนให้สามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างมืออาชีพ

เป้าหมายของการศึกษาข้อสำคัญก็คือการพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งก็สัมพันธ์กันกับการประกอบอาชีพที่ดี มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพได้ แต่สภาพปัญหาที่พบในปัจจุบันคือความไม่สัมพันธ์กันของตลาดงานกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในระบบ จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีมีบัณฑิต ทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ตกงานมากมาย ซึ่งปัจจัยหนึ่งของปัญหาก็คือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาผลิตบัณฑิตโดยไม่สนใจความต้องการของตลาดงาน ขาดการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไปกับความต้องการของตลาดงาน ปัญหานี้นอกจากก่อให้เกิดการตกงานและยังก่อให้เกิดการทำงานไม่ตรงความรู้ความสามารถอีกด้วย เนื่องจากเมื่อบัณฑิตไม่สามารถเข้าทำงานสายวิชาชีพที่ตนเองสำเร็จการศึกษามาได้ ก็ต้องไปแย่งงานกับสายงานอื่นที่ตนเองไม่ได้สำเร็จการศึกษามา ก็ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เกิดปัญหาในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานต่อเนื่องเพราะไม่ถนัดในงาน เกิดความเครียดความกดดันต่างๆ มากมาย

  1. การศึกษาต้องพัฒนาคนให้ดูแลสวัสดิภาพของตนเองและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

การศึกษามุ่งเน้นให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในแนวทางที่ดีเพื่อให้มีสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ที่พัฒนา เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษใหม่ควรจะพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถดูแลสวัสดิภาพของตนเอง รู้จักรักและหวงแหนสิทธิในร่างกายและทรัพย์สินของตนเองได้ จากสภาพปัญหาสังคมในปัจจุบันที่มีทั้งการประทุษร้ายร่างกายและจิตใจกันทั้งในระดับนักเรียน และระดับผู้ใหญ่ ดังที่เห็นในข่าวว่ามีนักเรียนหญิงรุมทำร้ายกันด้วยความโกรธ นักเรียนชายยกพวกตีกัน รวมไปถึงปัญหาติดสิ่งเสพติด ติดเหล้า สัมพันธ์ไปถึงปัญหาทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การปัญหาการมั่วสุมเรื่องเพศ ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดมีปัญหาในการแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับการเรียน ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ

นอกจากนี้เยาวชนไทยยังพบกับปัญหาบริโภคนิยมหมายถึงการนิยมบริโภคฟุ่มเฟือยเกินความต้องการที่จำเป็นในชีวิตและเกินกว่าฐานะรายได้หรือความสามารถในการผลิตของคนหรือของประเทศ เป็นลัทธิที่แพร่หลายในประเทศไทยมาก ไม่ใช่เฉพาะนิสิต นักศึกษา เยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาวเท่านั้นที่นิยมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คนทั่วไปต่างก็นิยมใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกันเป็นส่วนใหญ่ การไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตเป็นเรื่องการบริโภคตามปรกติที่คนทุกประเทศทำกัน แต่การจับจ่ายใช้สอยมากเกินไป บ่อยเกินไป แพงเกินกว่าฐานะรายได้และความจำเป็นที่คนไทยนิยมทำกัน ถือว่าอยู่ในขั้นเสพติดลัทธิบริโภคนิยม ลัทธิบริโภคนิยมที่ระบาดในประเทศไทยได้ง่ายมากคงมาจากหลายปัจจัยรวมทั้งรากเหง้าทางวัฒธรรมเดิมของไทยน่าจะมีส่วนส่งเสริมให้คนไทยนิยมบริโภคฟุ่มเฟือยด้วย

 ดังนั้นการศึกษาจึงควรส่งเสริมให้เยาวชนสามารถรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง การวางตัวในสังคมท่าทีและความสัมพันธ์ทางเพศ รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อน คนอื่นๆ สนับสนุนการพัฒนาบุคลิกภาพที่เหมาะสม การเรียนรู้ชีวิตและการเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้ใหญ่ที่ดี รวมถึงการใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าและการบริโภคอย่างสร้างสรรค์และรู้เท่าทัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะปลูกฝังได้ใน

  1. 3.        การศึกษาต้องสามารถพัฒนาคนให้รู้จักหน้าที่ของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่น

การศึกษาในการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สองควรจะสามารถทำให้คนเป็นคนที่ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบของพลเมือง เคารพในตนเองและเคารพคนอื่น เคารพต่อกฎระเบียบประเพณี ศีลธรรมเพื่อส่วนรวม พัฒนาโลกทัศน์ที่ฉลาดในทางสังคม มีความซื่อสัตย์ มีหลักยึดทางจริยธรรมที่มีเหตุผล มีทัศนคติที่ดี มีความเมตตา กรุณาและความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างเป็นธรรม เน้นการสามัคคีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เข้าใจว่าการร่วมมือกัน แบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ช่วยเหลือกันและกันคือสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในการที่จะช่วยให้สมาชิกทุกคนได้ในชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว ได้มากกว่าการเน้นพัฒนาตนเองเพื่อการแข่งขันกับคนอื่นแบบตัวใครตัวมัน รวมทั้งมีจิตสำนึกตระหนักเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนและปัญหาสภาพแวดล้อมทั้งในชุมชน ประเทศและในโลก

โดยส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อสังคม ให้เยาวชนได้เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากการรู้หน้าที่และมีจิตสาธารณะแล้ว ควรส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักไม่ละเมิดและก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่นด้วย เพราะการละเมิดสิทธิของผู้อื่นถือเป็นปัญหาสำคัญของสังคมเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายและนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ มากมาย

  1. 4.        จิตสาธารณะอีกหนึ่งค่านิยมจำเป็นของผลผลิตจากการศึกษาไทยยุคใหม่

ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ เทคโนโลยีในปัจจุบัน ก่อให้เกิดลัทธิบริโภคนิยม ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับการ “รับ” วัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยี เงินทอง จนอาจลืมการแบ่งปันทางด้านจิตใจ จากปัญหาสังคมที่ได้เห็นในปัจจุบันอาจสังเกตได้ว่ามีความเสื่อมโทรมลง จึงมีการพูดถึงการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ต่างๆ ให้กับคนไทย และจิตสาธารณะ (Public Mind) ก็เป็นค่านิยมหนึ่งที่ควรส่งเสริมให้คนไทยมี การมีจิตสาธารณะนั้น คือการมีความรู้สึกที่เป็นส่วนรวม ตระหนักรู้ และคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดการเห็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือมีความคิดว่าคนในสังคมมีความสัมพันธ์กัน เพราะอยู่ในสังคมเดียวกัน ก่อให้เกิดการแสดงออกในด้านการมีน้ำใจ การบริการชุมชน การทำประโยชน์เพื่อสังคม รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ

นอกจากการปลูกฝังจิตสาธารณะจะทำให้บุคคลเกิดความมีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้ว ยังก่อให้เกิดการหวงแหนรักษาสาธารณะสมบัติ เพราะมีความรู้สึกว่ามีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้เกิดการใช้สิทธิและหน้าที่ในการดูแล ทำนุบำรุงรักษาสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกัน เช่น การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ถนนหนทาง การไม่ทิ้งขยะลงในพื้นที่สาธารณะ การสอดส่งดูแลสาธารณะสมบัติ รวมไปถึงการประหยัดทรัพยากร โดยไม่ต้องมีการรณรงค์ โฆษณา เมื่อบุคคลมีจิตสำนักสาธารณะ ก็จะนำไปสู่สังคมที่ดี รวมไปถึงการประหยัดงบประมาณและทรัพยากรในประเทศได้อีกด้วย

การศึกษาไทยในยุคใหม่จึงควรเร่งส่งเสริมจิตสาธารณะ ทั้งในการศึกษาภาคบังคับสำหรับเยาวชน และการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ และมีจิตสาธารณะอย่างเป็นธรรมชาติ อันจะก่อให้เกิดความสงบสุขและนำไปสู่ความเจริญาก้าวหน้าของประเทศทางด้านจิตใจอีกด้วย

          ข้อเสนอแนะด้านมาตรการการปฏิรูปการศึกษาสำหรับการศึกษายุคใหม่

          จุดด้อยของการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ 1 ที่ผ่านมาคือมาตรการที่ไม่เป็นรูปธรรม และการทำงานที่ขาดแนวทางที่ชัดเจน ทำให้การพัฒนาบิดเบี้ยวจึงขอนำเสนอมาตรการในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่อย่างเป็นรูปธรรมดังนี้

  1. 1.        ปรับการบริหารการศึกษา กระจายอำนาจให้ชุมชน สังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในชุมชนช่วยกันพัฒนาการศึกษา

ควรกระจายอำนาจให้สถานศึกษาสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความอิสระในการบริหารงาน โดยให้สถานศึกษามีสถานะแตกต่างกันตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล หรือให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่พร้อมเข้าบริหารจัดการ หรือแม้แต่ตั้งเป็นองค์การมหาชนตัวอย่างเช่นโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เพื่อให้สถานศึกษามีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นที่จะพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับความก้าวหน้าทางสังคม ทันยุค ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของประเทศและบริบททางสังคมของชุมชนโรงเรียนเอง นอกจากนี้ต้องสนับสนุนให้มีผู้รู้เข้ามาเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีสิทธิ์ในการออกความเห็นและมีอำนาจในการบริหารโรงเรียนอย่างจริงจัง โดยให้โอกาส นักวิชาการในท้องถิ่น นักธุรกิจมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการช่วยบริหารสถานศึกษา รวมทั้งมีบทบาทในการคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียน มีระบบการเลือกผู้บริหารโรงเรียนที่ทันสมัย ให้ได้ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

  1. 2.        พัฒนาการผลิตครู จูงใจคนเก่งให้เป็นครู

การจูงใจคนเก่งให้มาเป็นครูได้นั้นคงต้องเริ่มจากการรับประกันว่าหากจบการศึกษาแล้วจะมีงานทำ และได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ปรับเงินเดือนแรกบรรจุครูให้สูงดึงดูคนเก่งให้มาแข่งขัน สร้างคุณค่าให้กับอาชีพครูและปรับทัศนคติของอาชีพครูต่อสังคมว่าเป็นอาชีพชั้นสูงไม่ต่างกับสายแพทย์ และวิศวกรรม มีการคัดเลือกให้ทุนกับนักเรียนที่เรียนดีในการเรียนสายครู โดยเฉพาะสนับสนุนสาขาที่ขาดแคลน นอกจากการจูงใจให้เด็กเก่งหัวกะทิมาเป็นครูแล้ว การพัฒนาครูก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรพิจารณาการมอบทุนฝึกอบรมครูสำหรับการสอนเฉพาะทางต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพของครูอันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสอนของครูด้วย ควรจัดการฝึกอบรมที่มีการวัดผลเป็นรูปธรรมว่าได้ผลจริง และหลักสูตรนั้นๆ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง นอกจากนี้ยังควรสนับสนุนให้ผู้มีความรู้ความสามารถที่สำเร็จการศึกษาในสาขาต่างๆ สามารถมาเป็นครูได้ โดยให้เรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษาวิชาชีพครู และได้ใบประกอบวิชาชีพครูได้ เพื่อให้ได้ครูที่ทั้งสามารถสอนได้ และมีความรู้แบบมืออาชีพ ผู้เรียนจะได้รับความรู้จากครูที่มีประสบการณ์ในสายวิชาชีพนั้นจริงๆ

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่ครูเก่งไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงเรียนขนาดใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนขนาดใหญ่มีทรัพยากรพร้อม มีการสนับสนุนงบประมาณมาก ทำให้ค่าตอบแทนหรือความสะดวกรวมถึงชื่อเสียงของโรงเรียนสูงกว่าโรงเรียนขนาด ที่อยู่ในชนบททำให้ครูที่เก่งหลั่งไหลกันเข้าไปในโรงเรียนในเมือง ดังนั้นควรมีการให้ค่าตอบแทนเป็นค่ากันดารให้กับครูที่ต้องไปทำงานในโรงเรียนชนบท หรือ ห่างไกลจากภูมิลำเนาของตนเองเพื่อจูงใจและช่วยเหลือให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะต้องสอนในโรงเรียนห่างไกล

อีกมาตรการหนึ่งที่เป็นการช่วยพัฒนาครูคือการประเมินผลการสอนของครูอย่างเป็นรูปธรรมและมีระบบช่วยเหลือปรับปรุงวิธีการสอน โดยอาจจะมีการประเมินโดยผู้บริหารสถานศึกษานั้นๆ หรือคณะกรรมการในสถานศึกษา รวมถึงการเข้าไปประเมินโดยศึกษานิเทศก์ แต่การประเมินนี้ไม่ใช่การประเมินเพื่อตำหนิหรือการประเมินเพื่อผลประโยชน์ทางความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ แต่เป็นการประเมินเพื่อให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพการสอน มีการจัดหาวิธีการสอนและนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้ครูได้เลือกใช้ และได้ฝึกใช้กับบริบทของตนเอง อันจะทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. 3.        พัฒนาหลักสูตและการสอนให้เหมาะสมกับวัยและความเป็นไปของโลก

โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ความรู้ต่างๆ มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ ครูจึงควรปรับตัวให้มีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เป็นผู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง และครูจะต้องมีบทบาทในการค้นหาความรู้ใหม่ๆ มาส่งต่อให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ทันสมัย การที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ที่ทันสมัยได้นั้นหลักสูตรจะต้องมีความทันสมัย มีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ นอกจากนั้นแล้วยังต้องมีการพัฒนารูปแบบการสอนให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก มีการนำเอานวัตกรรม ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ศึกษานิเทศก์จะมีบทบาทสำคัญในการนำศาสตร์การสอนที่เหมาะสมไปเผยแพร่ให้ครูได้เลือกนำไปใช้กับองค์ความรู้ใหม่ หรือวิธีการแสวงหาความรู้แบบใหม่ที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้

การศึกษาปฐมวัยหรืออนุบาลเป็นสิ่งสำคัญที่จะปลูกฝังความพร้อมของผู้เรียนให้สามารถมีทักษะในการเรียนรู้ในช่วงชั้นอื่นต่อไปได้ ควรสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนปฐมวัยเป็นพิเศษ โดยให้ครูที่มีความสามารถและสำเร็จการศึกษาด้านปฐมวัยโดยตรงเป็นผู้สอน และเมื่อผู้เรียนเข้าสู่ช่วงชั้นอื่นๆ จะต้องมีการวางแผนการจัดการเรียนการสอนเชื่อมโยงกันทุกระดับ เพื่อให้การเรียนรู้มีความต่อเนื่อง ผู้สอนแต่ละช่วงชั้นรู้ภูมิหลังของผู้เรียนและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้

นอกจากการปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความเป็นไปของโลก และบริบทของผู้เรียนแล้ว การสร้างบรรยากาศในการอยากเรียนรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ จะต้องมีการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการอยากเรียนของผู้เรียน เช่นการสร้างแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนในชุมชน การปลูกฝั่งค่านิยมและทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ให้ผู้เรียนรู้วัตถุประสงค์ของการมาศึกษาเล่าเรียนว่ามีประโยชน์อย่างไร ทำไมจึงต้องมาเรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะนำความรู้ที่ได้ไปทำอะไรได้บ้าง ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือผู้เรียนวาดภาพอนาคตของตนเองหลังจากสำเร็จการศึกษาไม่ได้ ไม่เห็นความสำคัญของการเรียน เพราะไม่เห็นประโยชน์ว่าเรียนแล้วสำเร็จการศึกษาไปจะนำความรู้นี้ไปใช้อะไรได้ จะประกอบอาชีพอะไรได้ ดังนั้นก็จะต้องเน้นกิจกรรมแนะแนวทั้งแนะแนวการศึกษาต่อ และแนะแนวการทำอาชีพ ครูแนะแนวจะต้องมีความสามารถในการทำให้ผู้เรียนตระหนักได้ว่าตนเองมีความสามารถ ความถนัดด้านใด และร่วมกันค้นหาอนาคตว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาไปจะไปศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง เมื่อผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการเรียนแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดการตั้งใจเรียน

  1. 4.        เลิกระบบการสอบแข่งขันแบบแพ้คัดออก และส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

ระบบการสอบแข่งขันแบบแพ้คัดออกนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาการกวดวิชา และความเครียดในการสอบของผู้เรียนแล้ว ยังทำให้ผู้เรียนเกิดความไม่ภาคภูมิใจและแท้ท้อในการเรียนด้วย ควรปรับระบบการสอบเข้าเรียนในช่วงชั้นต่างๆ ให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคลมากขึ้น มีทางเลือกให้กับผู้เรียนมากขึ้น มีการสอบเพื่อวัดความถนัด ความสามารถและมีการแนะแนวผลการสอบว่าผู้เรียนเหมาะสมกับการศึกษาต่อในสาขาใด ไม่เพียงแค่สอบได้ หรือ สอบตกเท่านั้น ดั้งนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรมีตัวเลือกให้กับผู้สอบอย่างกว้างขวาง เปิดโอกาสให้สอบได้อย่างอิสระ มีข้อสอบที่วัดความถนัดในสายวิชานั้นอย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้ทำการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อได้หลายครั้ง หลายห้วงเวลา จะทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกสอบ และเลือกพิจารณาได้ว่าตนเองน่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเรียนในสาขาใด เนื่องจากเมื่อได้สอบหลายสาขาแล้วเมื่อรู้ผลสอบแล้ว ผู้เรียนจะรู้แนวโน้มว่าตนเองมีความถนัดทางด้านใด ทำให้มีการตัดสินใจที่จะศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของตนเอง

นอกจากการปรับระบบการสอบจะช่วยแก้ปัญหาการสอบแข่งขันแบบแพ้คัดออกแล้ว ในระหว่างการเรียนการสอนในชั้น ครูผู้สอนก็มีหน้าที่ที่จะต้องสังเกตว่าผู้เรียนมีความถนัดและความชอบในสาขาวิชาใด และครูก็สามารถแนะนำผู้เรียนเพื่อพัฒนาตนเอง และแนะนำเพื่อการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพให้กับผู้เรียนได้ ในระหว่างการเรียนการสอนครูก็จะต้องสนับสนุนการเรียนรู้ตามศักยภาพของผู้เรียนด้วย สิ่งที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของตนเองอาจเกี่ยวเนื่องไปถึงหลักสูตรที่ควรจะมีวิชาเลือกที่เหมาะสมกับบริบทในทางสังคม และเอื้อต่อความถนัดของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทางเลือกมากขึ้นในการศึกษาเพื่อนำไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ

  1. 5.        ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของตนเอง และเรียนรู้อย่างมีความสุข

ผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาจึงควรสร้างให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขทั้งที่บ้าน ชุมชน และที่โรงเรียน โดยการทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขนี้ให้ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งในการจัดการศึกษา เพราะจะทำให้นอกจากเกิดความสำเร็จในการเรียนรู้แล้ว ยังทำให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อสังคมโดยรวม ส่งผลให้เป็นคนที่เก่ง และ ดีได้ จากการวิจัยพบว่าผู้เรียนที่มีความสุขจะสามารถเรียนรู้ได้ดี และเรียนเก่งกว่า ผู้เรียนที่มีความสุขในการเรียนจะมีความกระตือรือร้น และมีความอดทนมากกว่า รวมถึงจะมีสมาธิในการเรียนได้ยาวนานและตั้งใจเรียนได้มากกว่า นอกจากนี้ผู้เรียนที่มีความสุขในการเรียนยังทำให้บรรยากาศรอบตัวดีอีกด้วย เพราะจะสามารถเข้ากับเพื่อนและครูได้ดี

การส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขตลอดเวลา ทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์และมีน้ำในในการช่วยเหลือเพื่อน ครู หรือสังคมให้มีความสุขและต้องการพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีควบคู่กับเป็นคนเก่ง หากผู้เรียนสามารถมีทัศนคติเช่นนี้ต่อการเรียนและการใช้ชีวิตแล้ว เชื่อมั่นได้ว่าเมื่อจบการศึกษาไปเข้าสู่โลกแห่งการทำงานก็จะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข ลดปัญหาทางสังคมได้

ปัจจัยที่จะทำให้คนมีความสุขอย่างแท้จริง ประกอบด้วย ความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์ การไม่ติดกับการวิตกกังวลมากเกินไป การมีทักษะในการสื่อสารที่ดี การปรับตัวกลับคืนสภาพเดิมได้เร็ว การมีกรอบคิดที่มองออกไปในอนาคต และการมองโลกในแง่ดีอย่างสมจริงและสร้างสรรค์ โดยทั่วไปแล้ว คือปัจจัยชุดเดียวกันที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน ด้วยเหตุนี้ผู้เรียนที่มีความสุขจึงมีแนวโน้มจะเรียนและสอบได้ดีกว่านักเรียนที่ไม่มีความสุข ผู้เรียนที่มีความสุขจะสนใจอยากเรียนรู้และจะเรียนได้ดีกว่าผู้เรียนที่ไม่มีความสุข เด็กที่รักการอ่าน อ่านหนังสือเป็นจะสนุกกับการอ่านโดยไม่รู้สึกว่า นี่คือการทำงานภาคบังคับที่น่าเบื่อ

เรื่องนี้นักวิจัยด้านการทำงานของสมองยืนยันว่า หากบรรยากาศในห้องเรียนเป็นมิตร ทำให้ผู้เรียนมีอารมณ์ดี ไม่กลัว ไม่กังวล รู้สึกท้าทายหน่อยๆ แต่ไม่ถึงกับเครียดผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีกว่าในบรรยากาศที่ครูสอนแบบเข้มงวด หรือชอบว่าชอบกระแหนะกระแหนเด็ก[1]

การเน้นเป้าหมายที่จะทำให้เด็กได้เรียนอย่างสนุกมีความสุข ไม่ได้ขัดแย้งกับเป้าหมายที่จะทำให้เด็กเรียนเก่ง การเน้นทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขจะมีทำให้เด็กมีโอกาสเรียนเก่งได้มากกว่าการที่ครูพยายามจะป้อนข้อมูลทำให้เด็กท่องจำโดยเด็กไม่เข้าใจอย่างแท้จริง และโดยที่ครูไม่สนใจว่าพวกเขาจะเรียนได้อย่างมีความสุขหรือไม่

การศึกษาที่ยึดถือเป้าหมายทำให้ผู้เรียนได้กำกับการเรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น มีความสนุกในการเรียนและรักการเรียนด้วยตนเอง ควรจะมีแนวทางดังต่อไปนี้

1. ส่งเสริมความรักในการเรียนรู้ (รวมความรักในการอ่าน) ตลอดชีวิต โดยไม่ต้องไปเน้นจุดมุ่งหมายอื่นใด นอกจากเพื่อความรักในการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง

2. เปลี่ยนแปลงวิธีของการวัดผลโดยไม่เน้นการจัดลำดับในห้องเรียนการวัดผลที่ดีควรวัดพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนเน้นการแข่งกับตัวเอง มากกว่าเน้นการแข่งขันกับคนอื่น และให้ผู้เรียนตระหนัก วัดผล ด้วยตัวของตัวเองได้ด้วย

3. เน้นการพัฒนาความสามารถทางด้านสังคมและอารมณ์ของผู้เรียนเพิ่มขึ้น

4. เปิดกว้างให้เด็กมีโอกาสเล่นและทำกิจกรรมที่เขาพอใจ โดยการแบ่งเวลาให้เหมาะสม

5. เลิกการสนับสนุนให้เด็กต้องเรียนเสริมเพื่อมุ่งแข่งขันให้เรียนเก่งกว่าคนอื่นได้เร็วกว่าเด็กอื่นตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะถึงเด็กจะมีความฉลาดทางปัญญาที่จะทำได้ แต่ถ้าพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเขายังไม่พร้อมหรือเรียนหนักไปเครียดไปอย่างไม่สมดุลกับความต้องการของชีวิตที่ต้องการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วยจะทำให้เขาไม่มีความสุข ถึงเขาจะเรียนเก่งได้ แต่ก็อาจมีปัญหาภายหลังได้

บทบาทของครูในการจัดการเรียนการสอนจึงต้องพิเศษมากกว่าการสอนให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ครูจะต้องเป็นสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และให้กำลังใจนักเรียนให้เรียนรู้อย่างมีความสุขตามศักยภาพของตนเอง และมุ่งวัตถุประสงค์เดียวกันคือให้ทั้งผู้เรียนมีความรู้ตามศักยภาพ มีความสุขและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่อการสำเร็จการศึกษาเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วย