เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่าทางสำนักทะเบียนอำเภออุ้มเรียกร้องให้มีการหาพยานหลักฐานอื่นประกอบคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านซึ่งเป็นวิธีการที่สร้างภาระให้กับผู้ยื่นคำร้องเกินความจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางอยู่แล้ว

วันนี้ทางเราได้นัดกับปลัดอำเภออุ้มผางเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสถานะบุคคลที่ยังคงดำเนินการไม่เสร็จสิ้นข้อเท็จจริงของผู้ประสบปัญหาอยู่ที่ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495341 และ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495224

โดยเป็นการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) ของน้องดาวพระศุกร์และด.ช.ซันเมี๊ยไมทา เป็นครั้งแรก ”อีกครั้ง” ของการทำงานด้านสถานะบุคคล หลังจากครั้งที่แล้วเจอกับการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติโดยตรง วันนี้เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายทะเบียนราษฎรบ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับกฎหมายลูกหลายฉบับหนึ่งในนั้นได้แก่ ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎรพ.ศ.2535

ทางปลัดอำเภอได้ขอนัดพี่อนันต์ วังพลับ ให้มาสอบข้อเท็จจริงเพื่อใช้ประกอบการยื่นคำขอพิสูจน์ความสัมพันธ์การเป็นบิดาและบุตรตามมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551(ข้อเท็จจริงสามารถดูได้ที่) การสอบข้อเท็จจริงนี้ทางปลัดอำเภอได้กล่าวว่าเพื่อใช้ประกอบเป็นข้อมูลการพิจารณาของนายอำเภอที่เป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งสิทธิในสัญชาติของน้องฝ้าย เมื่อขอความร่วมไปทางพี่อนันต์ๆก็ตกลงที่จะมาให้ทางพนักงานเจ้าหน้าที่สอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าการยื่นคำขอนี้ปราศจากเจตนาทุจริตใดๆทั้งสิ้น การสอบถามเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในวันเดียวกันนี้พี่อนันต์ยังได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อด.ญ.ดาวพระศุกร์เข้าในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) ผลสุดท้ายแล้วการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านของน้องดาวพระศุกร์ยังคงไม่เสร็จลุล่วงเนื่องจาก ทางอำเภออุ้มผางอ้างว่าการยื่นคำร้องต้องใช้พยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมายืนยันตัวน้องดาวพระศุกร์ว่าเป็นบิดาและบุตรกันจริงๆและในวันนี้พี่อนันต์ยังไม่ได้หาพยานที่จะมายืนยันตัวน้องดาวพระศุกร์ด้วย ในความส่วนตัวเราแล้ว เนื่องจากพี่อนันต์ได้ไปตรวจดีเอ็นเอและผลการตรวจดีเอ็นก็เชื่อได้ว่าทั้งคู่เป็นบิดาและบุตรกันจริง บันทึกผลการตรวจดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะยืนยันสถานะทางข้อเท็จจริงของน้องดาวพระศุกร์อันจะนำไปสู่บันทึกสถานะของน้องดาวพระศุกร์เป็นผู้มีสัญชาติไทยและได้รับการบันทึกสถานะบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14)ได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ทางอำเภอยังเรียกร้องให้พี่อนันต์ทำ ”ประชาคม” ชาวบ้านในหมู่บ้านที่พี่อนันต์อาศัยอยู่ด้วยเพื่อให้ชาวบ้าน ”รับรู้” การเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) ของพี่อนันต์ ซึ่งทางเราก็ได้โต้แย้งไปว่า ในเมื่อพี่อนันต์และน้องดาวพระศุกร์มีผลตรวจดีเอ็นเอที่สามารถยืนยันความสัมพันธ์การเป็นบิดาและบุตร และพี่อนันต์ก็รับปากว่าจะหาพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมายืนยันความเป็นบิดาและบุตรประกอบด้วยเพื่อดำเนินการขอเพิ่มชื่ออีกครั้งแล้ว การทำประชาคมคงไม่มีความจำเป็นอีกเพราะว่าการทำประชาคมนั้นเป็นเรื่องของการดำเนินการของส่วนรวมในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆอันเป็นกิจการของส่วนรวม แต่การดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านเป็นเรื่องของครอบครัวพี่อนันต์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของชาวบ้านแต่อย่างใด ทั้งการมีคำสั่งให้เพิ่มชื่อหรือไม่นั้นก็เป็นอำนาจดุลพินิจของนายทะเบียนอำเภออุ้มผางว่าจะมีคำสั่งออกมาประการใดหาได้เกี่ยวข้องกับการทำประชาคมหมู่บ้านแต่อย่างใดไม่ คงไม่มีความจำป็นต้องให้ชาวบ้านทำประชาคมอีก(ความเห็นส่วนตัวคือการใช้ประชาคมมาประกอบการเพิ่มชื่อควรเป็นกรณีที่พยานเอกสารและพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอ แต่กรณีที่มีผลตรวจดีเอ็นเอและมีพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือเพียงพอแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำประชาคมหมู่บ้านอีก) 

เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่าทางสำนักทะเบียนอำเภออุ้มเรียกร้องให้มีการหาพยานหลักฐานอื่นประกอบคำร้องขอเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านซึ่งเป็นวิธีการที่สร้างภาระให้กับผู้ยื่นคำร้องเกินความจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางอยู่แล้ว

กรณีของน้องซันเมี๊ยไมทาก็พบเจอความขัดข้องเช่นเดียวกันคือการไม่มีพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมายืนยันประกอบการยื่นคำร้อง ซึ่งนายไนท์ก็จะหาพยานมายืนยันอีกครั้งเช่นกัน