ความต้องการของมนุษย์ตามแนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow)
มาสโลว์ ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ ดังนี้
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) คือความต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ขั้นที่ 2 ความต้องการความ มั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) คือความต้องการที่จะมีชีวิต
ที่มั่นคง ปลอดภัย
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม (Love and Belonging Needs) มนุษย์เมื่อเข้า
ไปอยู่ในกลุ่มใดก็ต้องการให้ตนเป็นที่รักและยอมรับในกลุ่มที่ตนอยู่
ขั้นที่ 4 ความต้องการได้ รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self -Esteem Needs) เป็นความต้องการในลำดับต่อมา ซึ่งความต้องการในชั้นนี้ถ้าได้รับจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจใจตนเอง
ขึ้นที่ 5 ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการชั้นสูง
ของมนุษย์ ซึ่งน้อยคนที่จะประสบได้ถึงขั้นนี้
มาสโลว์ได้กล่าวเน้นว่า ความต้องการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเกิดเป็นลำดับขั้น และจะไม่มีการข้ามขั้น ถ้าขั้นที่ 1 ไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการในลำดับขั้นที่ 2-5 ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การตอบสนองที่ได้รับในแต่ละขั้นไม่จำเป็นต้องได้รับทั้ง 100% แต่ต้องได้รับบ้างเพื่อจะได้เป็นบันไดนำไปสู่การพัฒนาความต้องการในระดับที่สูงขึ้นในลำดับขั้นต่อไป"แล้วคุณละอยู่ในขั้นไหน? "
แต่ละคนย่อมมีความต้องการในแต่ละขั้นมากน้อยต่างกัน หากได้ศึกษาอย่างแท้จริงย่อมพัฒนาศักภาพได้ดียิ่งขึ้น โดยเริ่มจากสังเกตตัวเองค่ะ
ใช่แล้วครับ แต่ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเราว่าสามารถจะตอบสนองความต้องการของตัวเราให้ไปได้ถึงขั้นไหน ซึ่งมีหลายปัจจัยประกอบขึ้นด้วยกัน
พระธุดงค์ออกเดินทางเข้าป่าเขาแสวงความวิเวกโคนไม้หรือถ้ำเพื่อพักแรมเป็นที่อาศัยปฎิบัติภาวนาเพื่อรู้ตนเองว่าที่แท้จริงแล้วร่างกายก็เป็นเพื่ยงธาตุ 4 มีธาตุดินน้ำลมไฟมาประชุมกันให้เป็นที่อาศัยของจิต ยามแตกสลายไปก็หาตัวตนแก่นสารไม่ได้ รอวันแตกดับสลายไปตามกาลอันควร ท่านจึงปฎิบัติภาวนาพัฒนาจิตให้รู้เหตุเกิดกิเลสที่เกิดในจิตใจ และดับการเกิดที่เหตุเกิด ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน
พระธุดงค์ท่านคงยังต้องอาศัย Basic needs เพื่อยังชีพให้พออยู่ได้ไม่มากมายเกินความจำเป็น เช่น มีผ้าสามผืน มีสบง จีวร สังฆาฎิ มีอุปกรณ์ยังชีพบินฑ์บาตรอาหาร น้ำ และอื่นๆที่จำเป็น เป็นต้น และท่านใช้เวลาทุกลมหายใจเข้าออกเจริญอานาปานสติ รู้ลมหายใจ รู้รูป รู้นาม ไม่ให้จิตหลงไปตามอารมณ์โลก ก้าวสู่ self - actualization จนจิตท่านหลุดพ้นจากความต้องการใดๆในโลก พ้นจากเหตุเกิดทุกข์ มีกิเลสกอง โลภโกรธ หลง เป็นต้นได้ เรียกว่านิพพาน พ้นเหตุเกิด ยามยังที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็นิพพานดิบได้ คือพ้นเหตุเกิดในขณะที่ยังไม่ตาย เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายของท่านจะตาย เมื่อรูปร่างกายท่านจะแตกดับ ท่านก็ดับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญานไปเรียกว่าจิตก็ดับไปได้ด้วย ไม่เหลือเชื้อกิเลสใดๆในจิตของท่าน เหตุเกิดไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเกิดอีก ไม่มีเหตุให้อวิชชาใดๆที่ทำให้จิตหลงโลกได้อีก ท่านจึงได้ชื่อว่าพุทธโธ ผู้รู้แจ้งโลก รู้แจ้งธรรม ดับได้ทั้งรูปและนามไป ลำดับการดับขันท์นี้ พระอนิรุทธเถระท่านเข้าฌาณดูลำดับการดับขันท์ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันท์ปรินิพพานในคืนวันเพ็ญเดือวิสาขบูชา ความดับที่บริสุทธฺิ์นี้ ผมมีโอกาสได้เห็นธาตุดินของครูบาอาจารย์กรรมฐานที่บริสุทธ์มาบ้างจากการที่กระดูกของครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ได้กลายเป็นพระธาตุ ใสเหมือนแก้ว บริสุทธิ์ เป็นอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นประจักษ์ในโลกนี้
ขอบคุณคุณ nytae มากครับที่แชร์ความรู้กัน
อภิโชโต