พระธุดงค์ออกเดินทางเข้าป่าเขาแสวงความวิเวกโคนไม้หรือถ้ำเพื่อพักแรมเป็นที่อาศัยปฎิบัติภาวนาเพื่อรู้ตนเองว่าที่แท้จริงแล้วร่างกายก็เป็นเพื่ยงธาตุ 4 มีธาตุดินน้ำลมไฟมาประชุมกันให้เป็นที่อาศัยของจิต ยามแตกสลายไปก็หาตัวตนแก่นสารไม่ได้ รอวันแตกดับสลายไปตามกาลอันควร ท่านจึงปฎิบัติภาวนาพัฒนาจิตให้รู้เหตุเกิดกิเลสที่เกิดในจิตใจ และดับการเกิดที่เหตุเกิด ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน
พระธุดงค์ท่านคงยังต้องอาศัย Basic needs เพื่อยังชีพให้พออยู่ได้ไม่มากมายเกินความจำเป็น เช่น มีผ้าสามผืน มีสบง จีวร สังฆาฎิ มีอุปกรณ์ยังชีพบินฑ์บาตรอาหาร น้ำ และอื่นๆที่จำเป็น เป็นต้น และท่านใช้เวลาทุกลมหายใจเข้าออกเจริญอานาปานสติ รู้ลมหายใจ รู้รูป รู้นาม ไม่ให้จิตหลงไปตามอารมณ์โลก ก้าวสู่ self - actualization จนจิตท่านหลุดพ้นจากความต้องการใดๆในโลก พ้นจากเหตุเกิดทุกข์ มีกิเลสกอง โลภโกรธ หลง เป็นต้นได้ เรียกว่านิพพาน พ้นเหตุเกิด ยามยังที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็นิพพานดิบได้ คือพ้นเหตุเกิดในขณะที่ยังไม่ตาย เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายของท่านจะตาย เมื่อรูปร่างกายท่านจะแตกดับ ท่านก็ดับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญานไปเรียกว่าจิตก็ดับไปได้ด้วย ไม่เหลือเชื้อกิเลสใดๆในจิตของท่าน เหตุเกิดไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเกิดอีก ไม่มีเหตุให้อวิชชาใดๆที่ทำให้จิตหลงโลกได้อีก ท่านจึงได้ชื่อว่าพุทธโธ ผู้รู้แจ้งโลก รู้แจ้งธรรม ดับได้ทั้งรูปและนามไป ลำดับการดับขันท์นี้ พระอนิรุทธเถระท่านเข้าฌาณดูลำดับการดับขันท์ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันท์ปรินิพพานในคืนวันเพ็ญเดือวิสาขบูชา ความดับที่บริสุทธฺิ์นี้ ผมมีโอกาสได้เห็นธาตุดินของครูบาอาจารย์กรรมฐานที่บริสุทธ์มาบ้างจากการที่กระดูกของครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ได้กลายเป็นพระธาตุ ใสเหมือนแก้ว บริสุทธิ์ เป็นอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นประจักษ์ในโลกนี้
ขอบคุณคุณ nytae มากครับที่แชร์ความรู้กัน
อภิโชโต