แรงจูงใจ: จากทฤษฎีสู่แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย*
เฉลิมลาภ ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
* บันทึกเบื้องหลังบทความ
ผลงานบทความเรื่อง "แรงจูงใจ: จากทฤษฎีสู่แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย" นี้ เป็นผลงานเมื่อครั้งที่ผู้เขียนเริ่มสนใจและเอาจริงเอาจังกับการเขียนบทความทางวิชาการ เมื่อครั้งแรกบรรจุเป็นอาจารย์ในราวปี 2551 วัตถุประสงค์สำคัญในการเรียบเรียงงานวิจัยนี้ คือ การส่งเข้าพิจารณาเพื่อรับการตีพิม์ในการประชุมทางวิชาการแห่งหนึ่งของกลุ่มโรงเรียนสาธิต แต่กลับปรากฏว่า บทความนี้มิได้รับการพิจารณาจากโรงเรียนที่ผู้เขียนสังกัด นั่นเป็นเหตุให้บทความนี้ยังคงเป็นงานวิชาการที่ "ตกค้าง" มาจนปัจจุบัน กระทั่งผู้เขียนได้เริ่มสนใจเขียนเว็บบล็อกเพื่อเขียนบทความวิชาการด้านการสอนภาษาไทยเผยแพร่ด้วยตนเองมาได้สักระยะหนึ่ง ก็พลันให้นึกถึงบทความเพื่อนยากที่ถูกลืมไว้ในคลังบทความเก่านั้นอีกครั้ง จึงได้รีบสืบค้นและนำมาเรียบเรียงเพื่อหวังจะฟื้นคืนชีวิตให้กับความสนใจของตนเองในครั้งอดีต
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันหนึ่งเมื่อบทความนี้ได้เผยแพร่ออกไป จะได้รับความสนใจและนำไปสู่การเผยแพร่ในแวดวงวิชาการด้านการสอนภาษาไทยที่กว้างขวางกว่าเดิม ซึ่งก็น่าจะสร้างประโยชน์แก่วงการการสอนภาษาไทยมากเกินกว่าจะตีพิมพ์ไว้ในวารสารอันอับทึบบนชั้นวางเก่าๆ ในห้องสมุดแห่งใดแห่งหนึ่ง...
นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องแรงจูงใจได้เสนอรูปแบบการสร้างแรงจูงใจ ซึ่งสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติเพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยได้ รูปแบบการสร้างแรงจูงใจที่มีชื่อเสียงมากรูปแบบหนึ่งคือ รูปแบบการสร้างแรงจูงใจของ Keller (1987) หรือรูปแบบ “ARCS” ซึ่ง Keller ได้สังเคราะห์ขึ้นจากแนวคิดทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจหลายทฤษฎี ดังที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้ องค์ประกอบของรูปแบบดังกล่าว ได้แก่ 1) ความตั้งใจ (attention) 2) ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง (relevance) 3) ความมั่นใจ (confidence) และ 4) ความพึงพอใจ (satisfacion) รายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ (Dick, Carey และ Carey, 2001: 190-191)
1. ความตั้งใจ (attention) : ครูจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนเกิดความตั้งใจหรือสนใจในสิ่งที่กำลังศึกษา ซึ่งครูสามารถทำได้โดยเริ่มจากการนำเสนอข้อมูลที่สร้างอารมณ์และความรู้สึก การใช้คำถาม การสร้างบรรยากาศที่ท้าทาย การแสดงตัวอย่างที่น่าสนใจ หรือการใช้เทคนิคการสร้างสมาธิ
2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง (relevance) : นักเรียนมักจะตั้งคำถามเสมอว่า “เหตุใดเราจึงต้องศึกษาหรือเรียนรู้เรื่องนี้” ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะนักเรียนมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ครูจึงควรสนใจและให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลที่ได้จากผู้เรียน” รวมถึงบริบทในด้านต่างๆ เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนเข้าใจความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของความรู้และทักษะที่เรียนกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งนี้เพราะการจัดการเรียนรู้ที่ดีควรมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายในชีวิตของนักเรียน
3. ความมั่นใจ (confidence) : นักเรียนจะรู้สึกว่าตนเองมีแรงจูงใจในการเรียนสูงมาก หากพวกเขามีความมั่นใจว่าตนเองสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่มีความมั่นใจสูงเกินไปก็อาจเกิดปัญหาได้ เพราะนักเรียนกลุ่มนี้อาจจะไม่ตั้งใจเรียน เนื่องจากเห็นว่าตนเองเข้าใจหรือทราบเรื่องที่เรียนดีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ครูจึงควรกำหนดความคาดหวังเกี่ยวกับความสำเร็จของนักเรียนแต่ละคนอย่างเหมาะสม และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนทุกคนในชั้นสามารถที่จะปฏิบัติได้ และในกรณีนักเรียนที่รู้และเข้าใจ สาระการเรียนรู้มากเพียงพอแล้ว ครูก็ควรจัดกิจกรรมหรือมอบหมายงานที่มีความซับซ้อนขึ้น เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการท้าทาย และนักเรียนเกิดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง
4. ความพึงพอใจ (satisfaction) : แรงจูงใจจะเพิ่มมากขึ้น หากนักเรียนมีความพึงพอใจหรือ “ความชอบ” ในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจที่ได้รับนี้ อาจเรียกได้ว่าการเสริมแรง (reinforcement) ซึ่งครูสามารถสร้างความพึงพอใจด้วยการให้รางวัล (rewards) เพื่อสนองตอบความสำเร็จของนักเรียน เมื่อนักเรียนสามารถแสดงพฤติกรรมตามเป้าหมายหรือสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้อง
การออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่สามารถสร้างแรงจูงใจนั้น ครูภาษาไทยจะต้องทราบข้อมูลด้านความต้องการ และความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนความรู้และความสามารถของนักเรียนในชั้น เพื่อนำมาใช้เป็นสารสนเทศเบื้องต้นว่า นักเรียนมีวิธีการสร้างความเข้าใจ (perceive) สาระการเรียนรู้และกิจกรรมที่ปฏิบัติอย่างไร ทั้งยังจะต้องกำหนดคำถามสำคัญก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้งว่า สาระการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่จะจัดให้แก่นักเรียนนั้น มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความต้องการและความสนใจของนักเรียนมากน้อยเพียงใด และนักเรียนจะเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นในศักยภาพ รวมทั้งเกิดความพึงพอใจจากกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่อย่างไร
การใคร่ครวญเกี่ยวกับคำถามข้างต้น จะส่งผลให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างเสริมแรงจูงใจในการเรียนให้แก่นักเรียนได้ และที่สำคัญคือ เป็นการเปลี่ยนมุมมองของครูที่มีต่อนักเรียนเสียใหม่ กล่าวคือ จากความเชื่อเดิมที่คิดว่า นักเรียนที่แสดงพฤติกรรมไม่สนใจ คุยเล่นกัน หรือแสดงสีหน้าอาการเบื่อหน่ายนั้น มีเหตุจาก “อุปนิสัย” ส่วนตัวของนักเรียนแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นความเข้าใจใหม่ว่า พฤติกรรมและการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูเองต่างหาก ที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจของนักเรียน ครูจึงสามารถพัฒนาแรงจูงใจของนักเรียนได้โดยสนับสนุนให้นักเรียนกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจว่า ความสำเร็จนั้นเกิดจากความพยายาม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถควบคุมได้ และในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูต้องพยายามเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิต กำหนดหรือมอบหมายงานที่เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียน เพื่อให้พวกเขาเกิดความมั่นใจ และใช้การเสริมแรงทางบวกเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ได้มากที่สุด
ตารางต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการออกแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย โดยแสดงให้เห็นการวางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เรื่อง “คำราชาศัพท์” (สาระการเรียนรู้ภาษาไทย มาตรฐานการเรียนรู้ ท 4.1 ตัวชี้วัดที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551) ตามขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ของ Dick, Carey และ Carey (2001: 189) ที่ปรับปรุงจากแนวคิดของ Gagné (1970) และใช้รูปแบบการสร้างแรงจูงใจของ Keller (1987) เป็นฐานการคิดและออกแบบ โดยเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ตามกระบวนการดังกล่าวไปตามลำดับ นักเรียนก็จะสามารถเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ของตนเองได้
ตาราง ตัวอย่างการออกแบบการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เรื่อง “คำราชาศัพท์” โดยใช้รูปแบบการสร้างแรงจูงใจของ Keller (1987)
ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ |
กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสร้างแรงจูงใจ |
|||
ความตั้งใจ(attention) |
ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง(relevance) |
ความมั่นใจ (confidence) |
ความพึงพอใจ (satisfacion) |
|
1. การจัดกิจกรรมก่อนการสอน(preinstructional activities) |
1. 1) ครูให้นักเรียนดูภาพข่าวหรือวีดิทัศน์ การประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือของพระบรมวงศานุวงศ์ |
1.2) ครูใช้คำถามพัฒนาการคิดเพื่อให้นักเรียนยกตัวอย่างพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม แล้วอภิปรายเกี่ยวกับความสำคัญของพระราชกรณียกิจที่มีตนเองและประชาชน คนไทย |
1.3) ครูใช้คำถามที่มีลักษณะเปิด เพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และไม่ตำหนิหรือว่ากล่าวนักเรียนหากแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจน |
1.4) ครูให้รางวัลด้วยการชื่นชมนักเรียนที่ตอบคำถามหรือร่วมแสดงความคิดเห็น |
2. การนำเสนอสาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา (content presentation) |
2.1) ครูเล่าเรื่องประทับใจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับราษฎร จากนั้นให้นักเรียนอ่านสารคดีเกี่ยวกับพระราชประวัติหรือพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วนักเรียนสังเกตวิธีการใช้ถ้อยคำในสารคดีดังกล่าว |
2.2) ครูให้นักเรียนช่วยกันกำหนดวิธีการศึกษาหลักการใช้คำราชาศัพท์ ตามความถนัดและความสนใจของตนเองจากสื่อและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ ตำรา เอกสารประกอบการเรียนรู้ และ แหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาอภิปรายในชั้นเรียน |
2.3) นักเรียนนำเสนอแนวทางการศึกษาของตนเองต่อครู ครูให้แนวทางและให้คำปรึกษาเพิ่มเติม |
2.4) ครูให้รางวัลเป็นคะแนน สำหรับการสืบค้นข้อมูลเพื่อนำมาอภิปรายในชั้น |
3. การมีส่วนร่วมของนักเรียน(learner participation) |
3.1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนจากนั้นให้สมาชิกช่วยกันกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันในกลุ่ม |
3.2) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสนทนากันเกี่ยวกับข้อมูลหลักการใช้คำราชาศัพท์ที่ตนเอง สืบค้นได้ ตามประเด็นที่กำหนด เช่น ที่มาของคำราชาศัพท์ ประเภทของคำราชาศัพท์ คำศัพท์สำหรับพระสงค์ เป็นต้น แล้วนักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรมในใบงานกิจกรรมการเรียนรู้ |
3.3) นักเรียนอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่สืบค้นกับเพื่อนในกลุ่ม แล้วครูให้ผู้แทนของนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลงานการศึกษาการใช้คำราชาศัพท์ แล้วครูใช้คำถามเพื่อให้นักเรียนกลุ่มอื่นๆ ได้มีโอกาสขยายความคิดเพิ่มเติม และกล้าตอบคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็น |
3.4) ครูกล่าวให้กำลังใจนักเรียนและให้คำปรึกษานักเรียนแต่ละกลุ่ม พร้อมแสดงความรู้สึกในเชิงสนับสนุนและช่วยเหลือ |
4. การประเมิน(assessment) |
4.1) ครูให้นักเรียนแลกเปลี่ยนกันตรวจผลงานการทำใบงานกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยความรอบคอบ โดยครูเฉลยและอธิบายเพิ่มเติม |
4.2) ครูประเมินผลโดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแสดงบทบาทสมมติในการใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพในสถานการณ์ต่างๆ |
4.3) ครูให้อิสระแก่นักเรียนในการคิดบทบาทและเขียนบทการแสดงอย่างสร้างสรรค์ |
4.4) ครูให้ผลป้อนกลับเกี่ยวกับการแสดงบทบาทสมมติของนักเรียนเป็นคะแนนและให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนเพิ่มเติม |
5. การจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงความคิด (follow through) |
5.1) ครูมอบหมายให้นักเรียนดูข่าวในพระราชสำนัก แล้วใช้หลักการที่ได้ศึกษาไปวิเคราะห์การใช้ถ้อยคำแล้วเขียนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม |
5.2) ครูให้นักเรียนระดมสมองในประเด็นคุณค่าความสำคัญของคำราชาศัพท์ที่มีต่อตนเองและสังคมไทย ตลอดจน แนวทางการอนุรักษ์และใช้คำราชา-ศัพท์ให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดค่านิยมในการอนุรักษ์และภาคภูมิใจในวัฒนธรรมทางภาษา |
5.3) ครูให้นักเรียนนำเสนอผลการระดมสมอง และครูใช้คำถามพัฒนาการคิดเพื่อขยายประเด็นในการสนทนาไปสู่นักเรียนคนอื่นๆ |
5.4) ครูให้รางวัลด้วยการชื่นชมและยกย่องความพยายามในการทำงานหรือการตอบคำถามของนักเรียน ทุกครั้ง |